
ลดความไม่เท่าเทียม รู้จักวางแผนการเงิน (1)
พนิต ปัญญาบดีกุล*ความไม่เท่าเทียมในสังคมไทย หากพิจารณาในมุมที่เกี่ยวกับเศรษฐกิจหรือรายได้ของคนไทย จะเห็นได้ว่ายังมีความไม่เท่าเทียมหรือความเหลื่อมล้ำ (Inequality) ค่อนข้างสูง ไม่นับรวมถึงความไม่เท่าเทียมที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติ เช่น บางคนเกิดมาในครอบครัวที่เป็นมหาเศรษฐี มีทรัพย์สินหมื่นล้าน พันล้าน ในขณะที่บางคนเกิดมาในครอบครัวคนชั้นกลาง หรือยากจน
พนิต ปัญญาบดีกุล
*ความไม่เท่าเทียมในสังคมไทย หากพิจารณาในมุมที่เกี่ยวกับเศรษฐกิจหรือรายได้ของคนไทย จะเห็นได้ว่ายังมีความไม่เท่าเทียมหรือความเหลื่อมล้ำ (Inequality) ค่อนข้างสูง ไม่นับรวมถึงความไม่เท่าเทียมที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติ เช่น บางคนเกิดมาในครอบครัวที่เป็นมหาเศรษฐี มีทรัพย์สินหมื่นล้าน พันล้าน ในขณะที่บางคนเกิดมาในครอบครัวคนชั้นกลาง หรือยากจน
จากข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติ รายได้เฉลี่ยต่อเดือนของครัวเรือนของคนไทยในปี 2558 ในแต่ละจังหวัดก็ยังมีความเหลื่อมล้ำกันอยู่สูง กรุงเทพฯ และปริมณฑลมีรายได้เฉลี่ยต่อเดือนต่อครัวเรือนสูงถึง 41,002 บาท
ถ้าหากพิจารณารายภาค ภาคกลางเป็นภาคที่มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือนต่อครัวเรือนสูงที่สุด 26,601 บาท ตามมาด้วยภาคใต้ 26,268 บาท ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 21,049 บาท และภาคที่มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือนต่อครัวเรือนน้อยที่สุดคือภาคเหนือ 18,952 บาท
5 ประเด็นหลักตอบคำถาม ทำไมคนจนยิ่งจน
1.การเปลี่ยนแปลงจากสังคมเกษตรกรรมมาเป็นสังคมอุตสาหกรรม ในขณะที่คนส่วนใหญ่ในประเทศยังอยู่ในภาคเกษตรกรรม ขีดความสามารถหรือเทคโนโลยีไม่สามารถแข่งขันได้ ส่งผลให้คนที่ร่ำรวยขึ้นก็จะเป็นนายทุน ในขณะที่รายได้ของคนในภาคเกษตรก็ลดลง
2.คนจนเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ในอัตราส่วนเมื่อเทียบกับรายได้สูงกว่าคนรวย ภาษีที่เก็บจากสินค้าและบริการถือเป็นรายรับที่สำคัญของประเทศไทย ซึ่งมีหลักการเก็บคือเก็บตามที่ใช้สินค้าหรือบริการในอัตราเดียวกัน ไม่ได้ขึ้นอยู่กับรายได้ ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นคนรวย คนจน หรือไม่มีรายได้ ก็เสียในอัตราเท่ากัน ซึ่งดูเหมือนจะมีความยุติธรรมเพราะทุกคนถูกปฏิบัติเช่นเดียวกัน แต่ถ้าคิดจำนวนภาษีสำหรับคนที่มีรายได้ต่างกัน จะพบว่าคนจนเสียภาษีในอัตราส่วนเมื่อเทียบกับรายได้สูงกว่าคนรวย ซึ่งจะส่งผลต่อสัดส่วนรายได้คงเหลือที่ต่ำกว่าเช่นเดียวกัน
3.การเข้าถึงสาธารณูปโภคหรือสาธารณประโยชน์ เช่น โรงเรียน โรงพยาบาล ระบบขนส่ง รถไฟ รถเมล์ฟรี และสวัสดิการต่างๆ อาจจะมีจุดประสงค์เพื่อเป็นสวัสดิการและแบ่งเบาภาระ แต่คนจนบางส่วนอาจจะยังเข้าไม่ถึงหรือไม่ได้ใช้บริการในส่วนนี้ เพราะสาธารณประโยชน์โดยส่วนใหญ่จะอยู่ในเมือง นอกจากนั้นเมื่อพิจารณาในด้านคุณภาพ ก็จะเห็นว่ายังมีความไม่เท่าเทียม เช่น โรงเรียน โรงพยาบาล ก็ยังมีคุณภาพอยู่บนระดับพื้นฐานเท่านั้น ส่งผลให้ถึงแม้จะมีระดับการศึกษาที่เท่ากัน แต่คุณภาพทางการศึกษาที่แตกต่างกันก็จะส่งผลในด้านการทำงาน และหารายได้ในอนาคต เช่นเดียวกันกับระบบการรักษาพยาบาลก็มีความแตกต่างกันในด้านคุณภาพ
4.ความแตกต่างทางด้านกรรมสิทธิ์ถือครองในทรัพย์สิน เช่น ที่ดิน ซึ่งในปัจจุบันอาจจะ 10% ของคนไทยเท่านั้นที่ถือครองกว่า 60% ของที่ดินในประเทศทั้งหมด รวมถึงทรัพย์สินด้านอื่นๆ ที่ราคาสูงขึ้นต่อเนื่องทุกๆ ปี
5.ไม่สามารถหาแหล่งเงินทุนหรือแหล่งเงินกู้ เพราะไม่มีหลักประกัน หรือไม่มีเครดิต ทำให้ขาดโอกาสในการเริ่มต้นหรือขยายโครงการหรือกิจการต่างๆ







