posttoday
คิดไม่ออกว่าไทยจะไปสู้ใครได้

คิดไม่ออกว่าไทยจะไปสู้ใครได้

22 มกราคม 2561

พวงรัตน์ อัศวพิศิษฐ์เผอิญผู้เขียนได้มีโอกาสร่วมในการพิจาณาจัดทำร่างพระราชบัญญัติการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะแรกๆ ก่อนที่จะมีการนำเสนอสภานิติบัญญัติแห่งชาติ จึงพอจะทราบความตั้งใจเดิมๆ อยู่บ้าง ซึ่งหนึ่งในความตั้งใจนั้นก็คือ เมื่อบริษัทใหญ่ๆ ในต่างประเทศที่มีความรู้ความสามารถด้านเทคโนโลยีและการวิจัยพัฒนา เกิดความสนใจจะมาลงทุนในประเทศกลุ่มอาเซียน พอเริ่มมาเมียงๆ มองๆ ไทยบ้าง อินโดนีเซียบ้าง มาเลเซียบ้าง สิงคโปร์บ้าง แต่ในที่สุดมักจะแฉลบไปสิงคโปร์ หรือมาเลเซียทุกที

พวงรัตน์ อัศวพิศิษฐ์

เผอิญผู้เขียนได้มีโอกาสร่วมในการพิจาณาจัดทำร่างพระราชบัญญัติการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะแรกๆ ก่อนที่จะมีการนำเสนอสภานิติบัญญัติแห่งชาติ จึงพอจะทราบความตั้งใจเดิมๆ อยู่บ้าง ซึ่งหนึ่งในความตั้งใจนั้นก็คือ เมื่อบริษัทใหญ่ๆ ในต่างประเทศที่มีความรู้ความสามารถด้านเทคโนโลยีและการวิจัยพัฒนา เกิดความสนใจจะมาลงทุนในประเทศกลุ่มอาเซียน พอเริ่มมาเมียงๆ มองๆ ไทยบ้าง อินโดนีเซียบ้าง มาเลเซียบ้าง สิงคโปร์บ้าง แต่ในที่สุดมักจะแฉลบไปสิงคโปร์ หรือมาเลเซียทุกที

ทั้งที่ประเทศไทยมีความภูมิใจในการเป็นฮับมาก เนื่องจากความ เหมาะสมในทางภูมิศาสตร์ที่ตั้งของประเทศ อาหารถูก ชีวิตสะดวกสบาย แต่ขาดความรู้ความสามารถอย่างเชี่ยวชาญของคน นักวิจัย และภาษา ส่วนอินโดนีเซียคล้ายคลึงกับไทย และขาดจุดเด่นในเรื่องทางภูมิศาสตร์ มาเลเซียนั้นคล้ายคลึงกับอินโดนีเซียแต่มีดีกว่าในเรื่องของภาษาอังกฤษ สิงคโปร์ไม่ต้องพูดถึงทั้งคน ความสามารถ ภาษา แม้จะมีจุดด้อยในเรื่องเป็นประเทศเล็กก็ตาม

แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่ต้องมีการพูดถึงกันมาก ทั้งที่เป็นที่ทราบกันดีคือ เรื่องข้อเสนอของรัฐบาลที่มีผลต่อการตัดสินใจของบริษัทต่างประเทศ ทำให้แฉลบไปลงทุนที่อื่นที่ไม่ใช่ไทย ข้อเสนอเหล่านั้นต้องเตะตาและสร้างแรงดึงดูดมากพอ ไม่ว่าจะเป็นสิทธิในทางภาษี การลดหย่อน หรือยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล สิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา ข้อยกเว้นต่างๆ รวมไปถึงเงินทุนที่รัฐบาลเจ้าของประเทศ (Host Country) เสนอที่จะร่วมลงทุนด้วย ดังนั้นเมื่อบริษัทต่างๆ ที่จะมาลงทุนเจอปัญหา ความไม่สะดวก ขาดเงิน ขาดคนในประเทศไทย แต่เมื่อได้รับสิ่งล่อใจจากประเทศอื่น จึงตัดสินใจไปลงทุนที่ประเทศอื่นอย่างน่าเสียดาย

ความตั้งใจเสนอร่างพระราชบัญญัติการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ส่วนหนึ่งจึงมาจากสาเหตุเหล่านี้ ด้วยความหวังว่าเมื่อต้องไปเจรจาสรรหาการลงทุนจากบริษัทเทคโนโลยีใหญ่ๆ เข้ามาในประเทศไทย เราจะมีอะไรในกระเป๋าไว้ต่อรองบ้าง เช่น ถ้าเขาจะมาลงทุน 5,000 ล้านบาทในประเทศไทย และจะมีผลดีต่อประเทศ เช่น มีการจ้างงาน การฝึกอบรม ถ่ายทอดเทคโนโลยี รวมถึงการวิจัยในบางส่วน ฯลฯ ซึ่งนอกจากสิทธิประโยชน์ต่างๆ แล้ว เขาอาจขอให้เราลงทุนร่วมสัก 1,000 ล้านบาท เพื่อแสดงให้เห็นความจริงใจ มีนโยบายที่มั่นคงต่อเนื่อง ในกรณีเช่นนี้ประเทศไทยจะได้มีโอกาสตกลงกับเขาได้ สามารถดึงการลงทุนที่มีคุณภาพเข้ามาในประเทศได้บ้าง

ดังนั้น เมื่อเห็นพระราชบัญญัติการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศสำหรับอุตสาหกรรมเป้าหมาย พ.ศ. 2560 จึงดีใจว่าอย่างน้อยเราก็มีอะไรในกระเป๋าไปแข่งกับประเทศเพื่อนบ้านแล้ว ถึงแม้ว่า พ.ร.บ.ที่ออกมาจริงจะมีความจำกัดมากขึ้น ทำให้ต่อรองแย่งชิงลูกค้า (บริษัทที่จะมาลงทุน) ทำได้ยากขึ้น

แต่ก็พอเข้าใจว่าจำเป็นต้องมีขอบเขต กระบวนการเพื่อไม่ให้ใช้เงินทุนกันตามอำเภอใจ ผิดประเภท ไม่ได้ประโยชน์จริงตามที่ตั้งใจ หรือแม้แต่การนำไปสู่ปัญหาคอร์รัปชั่นในที่สุด เช่น ใน พ.ร.บ. มาตรา 5 6 8 และ 9 ให้มีการแต่งตั้งกรรมการนโยบาย มีการกำหนดอำนาจหน้าที่ของกรรมการนโยบาย และให้มีการตั้งอนุกรรมการสรรหาและเจรจา รวมถึงการกำหนดอำนาจหน้าที่ของอนุกรรมการไว้ หรือมาตรา 6 ที่ให้กรรมการประกาศกำหนด ประเภท และลักษณะของกิจการในอุตสาหกรรมเป้าหมาย รวมทั้งหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการให้สิทธิประโยชน์ และมาตรา 17 และมาตราต่อๆ ไป ที่มีวิธีการดำเนินการในรายละเอียดลงไปอีก

ตรงนี้แหละที่เริ่มจะเป็นปัญหาในทางปฏิบัติแล้ว (ไม่นับเรื่องวิธีการจัดตั้งกองทุน) ยิ่งเมื่อได้อ่านประกาศคณะกรรมการนโยบายเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศสำหรับอุตสาหกรรมเป้าหมายที่ลงในราชกิจจานุเบกษาเมื่อเดือน มิ.ย.ปีที่แล้ว ยิ่งทำให้แทบจะถอดใจ เนื่องจากการกำหนดหลักเกณฑ์วิธีการนั้นเหมือนกับเป็นการจับมัด อย่าว่าแต่จะกระดิกเลย แค่หายใจยังแทบจะหายใจไม่ออก

ผู้เขียนได้แต่คิดว่าปล่อยให้ประเทศอื่นเขาเอาการลงทุนที่มีเทคโนโลยีสูงๆ ไปเถอะ เราก็อยู่กับแบบไทยๆ ดีกว่า อย่าไปคิดแข่งขันกับใครเลย เพราะไม่รู้จะคิดอย่างไร น่าเห็นใจทั้งฝ่ายบริหารประเทศที่มีความตั้งใจดี ขึ้นต้นเป็นลำไม้ไผ่ แต่พอส่งลูกไปฝ่ายปฏิบัติ มันกลายเป็นบ้องกัญชา ส่วนฝ่ายปฏิบัติก็น่าเห็นใจเพราะกลัวไปหมด จนทำให้กำหนดระเบียบวิธีการปฏิบัติที่ทำให้เรื่องใหญ่ๆ ดีๆ กลายเป็นเรื่องการส่งเสริมการลงทุนตามปกติ หรือดีไม่ดีก็กลายเป็น พ.ร.บ.ที่ไม่มีผลในทางปฏิบัติอีกฉบับหนึ่ง กลับไปขอการส่งเสริมลงทุนในระบบเดิมดีกว่า

ผู้เขียนคงไม่มีข้อเสนอแนะในเรื่องนี้ ไม่รู้จะขอให้ใครช่วยและไม่รู้จะโทษใคร รู้สึกหมดหวังจริงๆ คงต้องบอกต่างชาติที่พอจะคุ้นเคยกันบ้าง ว่าน่าจะหมดหวังแล้ว ให้ตัดสินใจตามสบาย จะไปไหนก็ไปเถอะ n

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท