
การตลาดในเงามืด
กุลฉัตร ฉัตรกุล ณ อยุธยา ([email protected])Chief Marketing Officer บริษัท มาร์เก็ตติ้งไดอ็อกไซด์ จำกัดชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ได้เล่าข่าวอย่างเผ็ดร้อนเกี่ยวกับสถานประกอบการย่านรัชดาภิเษก ที่อดีตเขาเคยเป็นผู้ก่อตั้งและผู้บริหารเมื่อ 30 ปีที่แล้ว และยังยินดีให้ดีเอสไอใช้ข้อมูลในการ "แฉ" ที่มาที่ไปของสถานบันเทิงฉาวแห่งนี้
กุลฉัตร ฉัตรกุล ณ อยุธยา ([email protected])Chief Marketing Officer บริษัท มาร์เก็ตติ้งไดอ็อกไซด์ จำกัด
ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ได้เล่าข่าวอย่างเผ็ดร้อนเกี่ยวกับสถานประกอบการย่านรัชดาภิเษก ที่อดีตเขาเคยเป็นผู้ก่อตั้งและผู้บริหารเมื่อ 30 ปีที่แล้ว และยังยินดีให้ดีเอสไอใช้ข้อมูลในการ "แฉ" ที่มาที่ไปของสถานบันเทิงฉาวแห่งนี้
สืบเนื่องมาจาก "เดอะ วิคตอเรีย ซีเครท" ย่านรัชดาภิเษก ถูกกลุ่มตำรวจดีเอสไอบุกเข้าจับกุมโสเภณีค้ากาม ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเด็กต่างด้าวอายุไม่เกิน 15 ปี สัญชาติเมียนมา หลังจากได้รับการร้องเรียนว่าสถานที่แห่งนี้มีการค้ามนุษย์เพื่อให้สอดคล้องกับสภาวการณ์ปัจจุบันได้มีการเพิ่มบทลงโทษผู้เกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์ มีการประกาศใช้ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2560 และมีผลบังคับใช้แล้วในปัจจุบัน
ผลการตรวจค้นดังกล่าวพบว่า มีการนำเด็กหญิงต่างด้าวอายุต่ำกว่า 18 ปี เข้ามาแฝงค้าประเวณีด้วย พร้อมกับพบบัญชีการจ่ายส่วยให้ เจ้าหน้าที่รัฐหลายหน่วยงานจนมีการตั้งกรรมการสอบและคดียังไม่สิ้นสุด ในการจับกุมครั้งนี้ไม่พบผู้ที่เป็นเจ้าของแต่ได้จับกุมมือการตลาด และ คาดว่าจะได้ตัว ศศิธร วิระเทพสุภรณ์ ผู้บริหารและหุ้นส่วนผู้ให้ วิคตอเรีย ซีเครท เช่าต่อ มาดำเนินคดีต่อไป
คุณชูวิทย์วิเคราะห์ว่า สาเหตุหลักของปัญหาที่เกิดขึ้นมาจากสถานการณ์ทางการตลาดของอุตสาหกรรมสถานบริการมาถึงขาลงแล้ว เนื่องจากมีการลงทุนอย่างมหาศาล จึงต้องมีการจ้างนักการตลาดมือดี มากประสบการณ์มาช่วย "เชียร์แขก" แต่วิธีแก้ปัญหาของสถานประกอบการก็คือ ที่ไหนที่ดังและรายได้ดี ก็ไปดึงตัวมาโดยให้ค่าตอบแทนแพงๆ ซึ่ง วิคตอเรีย ซีเครท ก็ใช้วิธีเหล่านั้น แถมยังพ่วงด้วย "กลยุทธ์" ที่ตอบสนองกลุ่มเป้าหมายได้ตรงเป้าที่สุดก็คือ ใช้ผู้ให้บริการที่ "ใสซื่อ บริสุทธิ์ ปราศจากมลทินและ อายุน้อยๆ" จึงเฟ้นหาจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาทำงาน
ในกรณีของเด็กนั้น จะไม่มีการทำประวัติใดๆ ไว้ เพื่อหลีกเลี่ยงการ ตรวจสอบจะได้ไม่ทราบอายุ และเมื่อทำงานแล้วจะไม่ให้อยู่ประจำเพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบจากเจ้าหน้าที่ ซึ่งก็มักจะไม่ค่อยมาตรวจตราในพื้นที่สักเท่าไร ก็ปล่อยขายบริการกันอย่างเปิดเผยและเวียนเทียนกันไปในสถานบริการเครือข่าย พอเวลาผ่านไปได้สักระยะหนึ่งก็มีการ "ขายต่อ" ไปยังพื้นที่นอกกรุงเทพฯ ตามหัวเมืองท่องเที่ยวต่างๆ เช่น ภูเก็ต เชียงใหม่ พัทยา หรือไปประเทศที่สาม คือ มาเลเซีย นี่คือกลยุทธ์การตลาดของสถานบริการในปัจจุบันที่เราจะไม่มีโอกาสพบเจอในตำราของฮาร์เวิร์ดอย่างแน่นอน
จากประเด็นดังกล่าวทั้งหมด เราไม่พูดถึงคดีความซึ่งค่อนข้างซับซ้อนและต้องใช้ผู้มีประสบการณ์คลุกคลีมาเป็นเวลาระยะหนึ่งจึงจะสะสางคดีให้จบลงได้ กรณีสถานประกอบการที่เป็นปัญหาในปัจจุบันนั้น ต้นตอของปัญหาทั้งหมดอยู่ที่ตำรวจทั้งสิ้น ถ้าหากขจัดต้นตอไปได้ เชื่อว่าปัญหาการค้ามนุษย์ที่ทำรายได้ดีจากเสี่ยผู้ชายผู้มากมลทินทั้งหลาย จะต้องหมดลงไปในเร็ววัน เชื่อว่าเพราะสิ่งนั้นมี สิ่งนั้นจึงเกิด หากตำรวจดี ออกกวดขันตรวจตรา บังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด ปัญหากลยุทธ์การตลาดสถานบริการที่ใช้เด็กต่างด้าวอายุน้อยๆ ก็จะไม่เกิด ปัญหาการค้ามนุษย์ก็จะไม่เกิด
สิ่งสำคัญคือ ตัวผู้บริโภคก็จะลดดีมานด์จากที่เป็นความต้องการ ก็จะหมดไป การใช้การตลาดในทางที่ผิดนั้นทำง่ายมาก เพียงหาวิธีการที่สกปรกในสังคม เอารัดเอาเปรียบกดขี่แรงงานและลักลอบกระทำการที่ผิดกฎหมาย ก็จะมีรายได้เป็นกอบเป็นกำ จะเห็นได้ว่าถ้าหากมีเงิน เป็นตัวตั้ง ก็จะมีแนวทางดำเนินชีวิตที่สุ่มเสี่ยงต่อความผิดทางกฎหมาย ศีลธรรม จรรยาบรรณ ในการทำธุรกิจที่ค่อนข้างง่ายมาก แต่การดำเนินธุรกิจ ในปัจจุบัน การทำความดีนั้นต้องอดทนนานจึงจะเห็นผลและสิ่งสำคัญตำรวจท้องที่ต้องไม่เห็นกงจักรเป็นดอกบัวและนักการตลาดต้องไม่ทำการตลาดในเงามืด (Marketing In Black) อีกต่อไป







