
ชั่วโมงพลิกโลก(1)
นพ.วิชัย โชควิวัฒนเรื่องตูนยังต้องพูดกันอีกยาว วันนี้ขอคั่นด้วยเรื่อง "ชั่วโมงพลิกโลก" ซึ่งเป็นภาพยนตร์บันทึกวีรกรรมของเซอร์วินสตัน เชอร์ชิล อดีตนายกรัฐมนตรีของอังกฤษ ในช่วงต้นสงครามโลก ครั้งที่2 ที่อังกฤษอยู่ใน "ช่วงเวลาที่มืดมิดที่สุด" (Darkest Hour) เพราะฮิตเลอร์กำลังแสดงความยิ่งใหญ่เกรียงไกรก่อสงครามยึดยุโรปได้หลายประเทศจนอังกฤษแทบสิ้นหวังที่จะสู้ต่อไป แต่เชอร์ชิลได้แสดงภาวะผู้นำที่โดดเด่น เริ่มจากการต่อสู้อย่างโดดเดี่ยว จนสามารถพลิกสถานการณ์นำอังกฤษและสัมพันธมิตรไปสู่ชัยชนะได้ในที่สุด
นพ.วิชัย โชควิวัฒน
เรื่องตูนยังต้องพูดกันอีกยาว วันนี้ขอคั่นด้วยเรื่อง "ชั่วโมงพลิกโลก" ซึ่งเป็นภาพยนตร์บันทึกวีรกรรมของเซอร์วินสตัน เชอร์ชิล อดีตนายกรัฐมนตรีของอังกฤษ ในช่วงต้นสงครามโลก ครั้งที่2 ที่อังกฤษอยู่ใน "ช่วงเวลาที่มืดมิดที่สุด" (Darkest Hour) เพราะฮิตเลอร์กำลังแสดงความยิ่งใหญ่เกรียงไกรก่อสงครามยึดยุโรปได้หลายประเทศจนอังกฤษแทบสิ้นหวังที่จะสู้ต่อไป แต่เชอร์ชิลได้แสดงภาวะผู้นำที่โดดเด่น เริ่มจากการต่อสู้อย่างโดดเดี่ยว จนสามารถพลิกสถานการณ์นำอังกฤษและสัมพันธมิตรไปสู่ชัยชนะได้ในที่สุด
หนังเรื่องนี้เป็นฉากเหตุการณ์ในช่วงเดือน พ.ค. 2483 ที่ฮิตเลอร์บุกยึดเชโกสโลวาเกียได้ และต่อมาเบลเยียม ฮอลแลนด์ ก็พ่ายแพ้ในเวลาอันรวดเร็ว ผรั่งเศสก็กำลังจะพินาศ เส้นทางสู่กรุงปารีสกำลัง "เปิดโล่ง" ให้แก่เยอรมนี ชาวฝรั่งเศสราว 7 ล้านคน กำลังเตรียมอพยพหลบหนี ช่วงเวลานั้นเองเชอร์ชิลได้รับแต่งตั้งเข้าดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เพราะฝ่ายค้านโดยเฉพาะหัวหน้าพรรคแรงงาน คือ คลีเมนต์ แอตลี โจมตีนายกรัฐมนตรีแชมเบอร์เลนว่าไม่เหมาะจะเป็นผู้นำแม้ในภาวะปกติ และยิ่งไม่เหมาะที่จะเป็นผู้นำในภาวะสงคราม จึงขอให้ลาออก
แชมเบอร์เลนซึ่งขณะนั้นรู้ตัวว่าป่วยเป็นมะเร็งแล้วยอมลาออกแต่โดยดี มีการปรึกษาหารือ "วงใน" ของพรรคอนุรักษนิยมเลือกผู้มาสืบทอดตำแหน่ง โดยไม่มีเชอร์ชิลร่วมพิจารณาด้วย ฮาลิแฟกซ์ รัฐมนตรีต่างประเทศ เป็นบุคคลแรกที่ได้รับการพิจารณา เพราะพื้นเพมาจากชนชั้นสูง พระเจ้าจอร์จที่ 6 ก็ทรงโปรด แต่ฮาลิแฟกซ์ไม่กล้ารับ เพราะ อยู่ในสภาขุนนาง มิได้เป็น สส. และ ถึงรับก็คงไม่เป็นที่ยอมรับ โดยเฉพาะจากพรรคแรงงานฝ่ายค้าน ซึ่งเห็นว่า เชอร์ชิลเท่านั้นที่เหมาะจะเข้ามาเป็นผู้นำในภาวะสงคราม เพราะได้แสดงภาวะผู้นำที่เหมาะสมกับสถานการณ์มาอย่างต่อเนื่อง และเป็นคนเดียวที่จะสามารถ "ต่อกร" กับฮิตเลอร์ได้
แต่เชอร์ชิลก็มีจุดอ่อนมากมาย เพราะเวลานั้นล่วงเข้าสู่วัยชราแล้ว โดยมีอายุกว่า 65 ปี และยัง "ติดเหล้า" อย่างมาก ต้องดื่มแทบตลอดวัน ข้อสำคัญยังไม่เป็นที่ทรงโปรดของพระเจ้า จอร์จที่ 6 นอกจากเพราะ "ความ ผิดพลาด" ในศึกสงครามที่เชอร์ชิลถูกโจมตีว่าเป็นต้นเหตุให้อังกฤษเพลี่ยงพล้ำในยุทธภูมิสำคัญ เช่น ที่กัลลิโปลีครั้งสงครามโลก ครั้งที่ 1 แล้วเชอร์ชิลยังสร้างความไม่พอพระทัยที่เป็นผู้สนับสนุนให้พระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 8 ทรงเสกสมรสกับซิมป์สัน แม่ม่ายชาวอเมริกันที่ผ่านการหย่าร้างมาแล้วถึงสองครั้ง จนเป็นเหตุที่นำมาสู่การสละราชสมบัติ และทำให้พระราชภาระในฐานะพระมหากษัตริย์ต้องตกมาอยู่บนบ่าของพระองค์ท่านที่ไม่ทรงมีความพร้อมเลย โดยเฉพาะทรงเป็นโรคติดอ่างอย่างมาก
เมื่อเชอร์ชิลได้รับพระราชโองการให้เข้าเฝ้าในพระราชวังบักกิ้งแฮม และยอมรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแล้ว พระเจ้าจอร์จที่ 6 ทรงยื่นพระหัตถ์ขวาให้เชอร์ชิลจุมพิตหลังพระหัตถ์ตามราชประเพณี ทรงแสดงอาการรังเกียจ โดยเมื่อเชอร์ชิลจุมพิตแล้วทรงชัก พระหัตถ์ไขว้หลังเช็ดหลังพระหัตถ์กับด้านหลังเสื้อพระองค์ท่าน
บทสนทนาในการเข้าเฝ้าครั้งแรกก็เป็น "ธรรมชาติ" อย่างยิ่งของทั้งสองฝ่าย โดยเป็นประเพณีที่นายกรัฐมนตรีจะต้องเข้าเฝ้าเพื่อกราบทูลสถานการณ์ บ้านเมืองให้ทรงทราบเป็นประจำสม่ำเสมอ ราวสัปดาห์ละครั้ง พระเจ้าจอร์จที่ 6 เสนอให้เป็นวันจันทร์เวลาบ่าย 4 โมง เชอร์ชิลตอบปฏิเสธทันทีว่าไม่ได้เพราะเป็นเวลาที่ตนจะต้อง "งีบพัก" (Nap) ทรงถามว่า "ทำอย่างนั้นได้หรือ?" (Permissible?) เชอร์ชิลตอบว่า "จำเป็น" (Necessary) เพราะตนทำงานดึก บ่ายๆ จึงต้องนอนพักเอาแรง
หลังเข้าเฝ้ามีคนถามเชอร์ชิลว่าพระเจ้าอยู่หัวทรงมีปฏิกิริยาอย่างไร เชอร์ชิลตอบว่าทรงวิตกกังวล และยังพูดถึงการเข้าเฝ้าประจำสัปดาห์ของตนว่าเหมือนโดนถอนฟันอาทิตย์ละครั้ง
ต่อมาโปรดให้เข้าเฝ้าและร่วมโต๊ะพระกระยาหาร เชอร์ชิลดื่มเหล้าเป็น "ปกติวิสัย" ของตน ทรงถามว่าดื่มเหล้ากลางวันได้อย่างไร เชอร์ชิลทูลตอบอย่างตรงไปตรงมาว่า "โดยการฝึกฝน" (Practice) พระเจ้าจอร์จก็เปิดเผยความในพระราชหฤทัยว่าทรง "กลัว" เชอร์ชิลเพราะ "ไม่รู้ว่าอะไรจะหลุดจากปาก" เชอร์ชิล ตอนที่อดีตนายกรัฐมนตรีแชมเบอร์เลนกราบบังคมทูลเสนอชื่อเชอร์ชิลเป็นนายกรัฐมนตรี ก็ทรงถามทันทีว่าทำไมไม่เป็นฮาลิแฟกซ์
นอกจากการล่มสลายของประเทศต่างๆ ภายใต้อุ้งบาทาของฮิตเลอร์แล้ว สถานการณ์ยังเลวร้ายหนักขึ้นเมื่อทหารที่อังกฤษส่งไปช่วยฝรั่งเศสรบต้องถอยร่นและกำลังจะไปจนมุมที่ดันเคิร์กพร้อมกับทหารฝรั่งเศสรวมแล้วราว 4 แสนคน ถ้าไม่ตายก็จะถูกจับเป็นเชลยทั้งหมด และไม่มีทางต่อสู้ได้เลย เรือรบและเรือลำเลียงพลของกองทัพเรือก็แทบจะไม่มีความเป็น "เจ้าทะเล" เหลืออยู่ น่านฟ้า ก็ถูกควบคุมโดยเยอรมนี ผู้นำกองทัพ ทุกคนล้วนตกอยู่ในอาการ "สิ้นหวัง" "หมดทางสู้" และหนีก็ไม่ได้
ฮาลิแฟกซ์และแชมเบอร์เลนบีบคั้นหนัก ในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีสงครามให้เชอร์ชิลยอมส่งฮาลิแฟกซ์ไปเจรจา โดยมุสโสสินีพร้อมจะเป็น "ตัวกลาง" ให้ เชอร์ชิลไม่ยอม เพราะจะเป็นการแสดงความอ่อนแอและไม่มีความหวังว่าจะเจรจาได้อย่างมีเกียรติ แต่เมื่อสถานการณ์ดันเคิร์กคับขันหนัก เชอร์ชิลก็แทบไม่มีทางเลือกในการต่อสู้ต่อไป
ในที่ประชุมมีรายงานว่าที่คาเลส์ ไม่ไกลจากดันเคิร์กนัก มีกองกำลังอังกฤษอยู่ราว 4,000 คน เชอร์ชิลเสนอให้ต่อสู้เพื่อดึงความสนใจจากฝ่ายเยอรมนี เปิดโอกาสให้ทหารที่ดันเคิร์ก อพยพข้ามช่องแคบหนีกลับอังกฤษได้ แต่หลายคนก็แย้งว่ายุทธวิธีของเชอร์ชิล คือ "การฆ่าตัวตาย" สถานเดียวของกองทหาร 4,000 คนนั้น หลายคนจึงคัดค้านแม้เชอร์ชิลจะให้เหตุผลว่าต้องทำเพื่อช่วยทหารอังกฤษ 3 แสนคน ที่ดันเคิร์ก
เชอร์ชิลพยายามโทรศัพท์คุยกับประธานาธิบดีรูสเวลต์แห่งสหรัฐ ขออาวุธยุทโธปกรณ์ แต่รูสเวลต์มีให้แต่ "คำหวาน" เท่านั้น เพราะสหรัฐก็ต้องการรักษาประเทศให้ "ปลอดภัยไว้ก่อน" ถ้าเชอร์ชิลต้องการเครื่องบินรบ ก็ทำได้โดยจะส่งเครื่องบินไปให้ห่างชายแดนแคนาดาราว 1 กิโลเมตร ให้เชอร์ชิลเอาม้า มาลากข้ามไปเอง จะใช้ยานยนต์ก็ไม่ได้เพราะจะกระทบต่อสหรัฐ ตอนนั้นเป็นช่วงเดือน พ.ค. 2483 ยังอีกกว่าปีครึ่งกว่าสหรัฐจะเข้าสู่สงครามหลังถูกโจมตีที่เพิร์ลฮาร์เบอร์ เมื่อต้นเดือน ธ.ค. 2484
เชอร์ชิลเกือบจะจนมุม โดยเฉพาะเมื่อฮาลิแฟกซ์ยื่นคำขาดให้อนุญาตให้ตนไปเจรจา โดยทิ้งไพ่ว่าถ้าไม่ทำตามตนจะขอลาออกพร้อมวางแผนร่วมกับแชมเบอร์เลนที่จะพร้อมกันลาออกด้วย ในที่สุด เชอร์ชิลก็ยอม "เปิดทาง" ให้มีการเจรจา แม้จะเห็นว่าเป็นหนทางแห่งความอัปยศอดสู และเป็นแนวทางของคนขี้ขลาด คณะรัฐมนตรีสงครามเตรียมนัดประชุมเพื่อร่างข้อเสนอการเจรจา ด้วยความหวังของฝ่าย "ต้องการสันติภาพ" ว่าฮิตเลอร์จะ "กรุณา" ยอมให้อังกฤษมีอิสรภาพต่อไป และประเทศก็จะไม่ย่อยยับจากกองทัพที่ทรงพลังเหนือกว่าทุกด้านของเยอรมนีภายใต้การนำของฮิตเลอร์
แต่แล้วเหตุการณ์ก็กลับพลิกผันในเวลาชั่วคืน อังกฤษทั้งเกาะกลับมาฮึดสู้ ทำไมเป็นเช่นนั้น







