posttoday
ธนาคารจุกมาตรฐานใหม่ ทุนหายกำไรหด

ธนาคารจุกมาตรฐานใหม่ ทุนหายกำไรหด

21 มกราคม 2561

ชลลดา อิงศรีสว่างธนาคารพาณิชย์ทยอยประกาศผลการดำเนินงานในปี 2560 แล้วมีผลการดำเนินงานเป็นไปตามคาดหมาย คือกำไรโดยรวมของธนาคาร 11 แห่ง อยู่ที่ประมาณ 1.88แสนล้านบาท เฉลี่ยลดลงเฉียด 5%

ชลลดา อิงศรีสว่าง

ธนาคารพาณิชย์ทยอยประกาศผลการดำเนินงานในปี 2560 แล้วมีผลการดำเนินงานเป็นไปตามคาดหมาย คือกำไรโดยรวมของธนาคาร 11 แห่ง อยู่ที่ประมาณ 1.88แสนล้านบาท เฉลี่ยลดลงเฉียด 5%

แต่ผลการดำเนินงานของกลุ่มธนาคารจะต้องแยกออกมาเป็นธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ ธนาคารขนาดกลาง และธนาคารขนาดเล็ก เพราะแต่ละกลุ่มจะมีผลดำเนินงานที่แตกต่างกัน ในปี 2560 ธนาคารขนาดกลางและขนาดเล็กมีกำไรเพิ่มขึ้น แต่ธนาคารที่ดึงให้ผลงานทั้งกลุ่มลดลงมากที่สุดเป็นกลุ่มของธนาคารขนาดใหญ่ที่มีผลกำไรเพิ่มในอัตราที่ลดลง

กำไรในปี 2560 ของกลุ่มธนาคารใหญ่ที่ลดลงมากที่สุด นำโดยธนาคารกรุงไทย มีกำไรลดลง 28.15% เมื่อเทียบกับปี 2559 โดยมีกำไรสุทธิ 24,116 ล้านบาท ตามมาด้วยธนาคารกสิกรไทย กำไรอยู่ที่ 34,338 ล้านบาท ลดลงจากปีก่อน 14.53% ธนาคารไทยพาณิชย์ มีกำไรสุทธิ 43,152 ล้านบาท ลดลง 9.4% ส่วนธนาคารกรุงเทพ มีกำไรสุทธิ 33,009 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.8% และธนาคารกรุงศรีอยุธยา มีกำไรสุทธิจำนวน 2.32 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.4%

ธนาคารที่มีกำไรลดลงได้ให้เหตุผลว่าได้นำเงินกำไรไปใช้ในการดำรงเงินกองทุนชั้นที่ 1 เพิ่ม และตั้งสำรองหนี้สงสัยจะสูญเพิ่มเติม

กำไรที่ลดลงนี้เป็นไปตามคาดการณ์ที่มองกันว่า การที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะใช้เกณฑ์บาเซิล 3 ตามมาตรฐานการกำกับดูแลสถาบันการเงินของบีไอเอส ที่จะเน้นในเรื่องความแข็งแกร่งของสถาบันการเงินที่จะมีต่อความเสี่ยงต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต โดยเน้นการดำรงอัตราส่วนเงินกองทุนชั้นที่ 1 ที่เป็นส่วนของเจ้าของเพิ่มเติมจากปกติที่กฎหมายกำหนดอีก 1% เพื่อให้มีเงินกองทุนส่วนเพิ่มเพื่อรองรับในภาวะวิกฤต (Conservation Buffer) ซึ่งเกณฑ์นี้จะมีผลบังคับใช้ในปี 2562

นอกจากนี้ ยังมีแรงกดดันที่เกิดขึ้นจะมาจากการประกาศใช้มาตรฐานบัญชีใหม่ (IFRS9) ที่จะมีผลบังคับใช้ในปี 2563 เช่นกัน มาตรฐานบัญชี IFRS 9 นี้จะแตกต่างจากมาตรฐานบัญชีเดิมที่ใช้อยู่ปัจจุบันคือ IAS39 ใน 2 ประเด็นหลักคือ เรื่องการบันทึกรายได้ และการตั้งสำรองหนี้เสีย โดยเรื่องการบันทึกรายได้ จากเดิมให้บันทึกตามดอกเบี้ยที่จัดเก็บจากลูกค้าตามจริงแต่ละปี ขณะที่มาตรฐานบัญชีใหม่นั้น ให้บันทึกรายได้ดอกเบี้ยรายปีแบบเฉลี่ยตลอดสัญญา

ทั้งนี้ การตั้งสำรองหนี้ตาม IFRS9 นั้น ได้จัดชั้นสินเชื่อใหม่แบ่งเป็น 3 ชั้น เหมือนเดิม แต่ในการตั้งสำรองนอกจากจะสำรองตามเกณฑ์ปกติ บวกการประเมินความน่าจะเป็นของหนี้เสียที่จะเกิดขึ้น 12 เดือนข้างหน้า และจะต้องประเมินความเสี่ยงของลูกหนี้ตลอดทั้งอายุสัญญา ซึ่งกลุ่มลูกหนี้ปกติคงไม่มีอะไร เช่นเดียวกับกลุ่มที่เป็นหนี้สงสัยจะสูญ (เอ็นพีแอล) เพราะหนี้กลุ่มนี้ต้องตั้งสำรอง 100% แต่จะกระทบลูกหนี้ในชั้นที่ 2 หรือกลุ่มที่ต้องจับตาเป็นพิเศษที่จะต้องสำรองเพิ่มขึ้น

แค่ 2 ปัจจัยนี้ก็ทำให้ธนาคารพาณิชย์จุกจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะธนาคารขนาดใหญ่ 5 แห่ง คือ ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกรุงไทย ธนาคารกสิกรไทย ธนาคารไทยพาณิชย์ และ ธนาคารกรุงศรีอยุธยาที่จะต้องปฏิบัติตามเกณฑ์ทั้งสองอย่างเข้มงวด เพราะโดน ธปท.จัดให้เป็นธนาคารพาณิชย์ที่มีนัยต่อความเสี่ยงเชิงระบบในประเทศประจำปี 2560

ธนาคารทั้ง 5 แห่งนี้มีสินทรัพย์ใหญ่โตเทียบเท่า หรืออาจจะมากกว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ในอนาคต ปัจจุบันธนาคารพาณิชย์ทั้งระบบ มีสินทรัพย์รวม 18 ล้านล้านบาท มีสัดส่วนสินทรัพย์คิดเป็น 70% ของสินทรัพย์รวม ซึ่งสูงมากและจะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจมากหากแบงก์ใดแบงก์หนึ่งเกิดมีปัญหาสภาพ คล่องขึ้นมา ธปท.จึงได้บังคับใช้เกณฑ์ ที่เข้มข้นเพื่อลดทอนความเสี่ยงกับระบบเศรษฐกิจของประเทศ

อย่างไรก็ดี ขณะนี้ธนาคารพาณิชย์ของไทยทั้งระบบมีเงินกองทุน ต่อสินทรัพย์เสี่ยงตามมาตรฐาน บีไอเอสสูงกว่าเกณฑ์ตามกฎหมายที่ ธปท.กำหนดอยู่แล้ว คือมีอัตราส่วน เงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงเฉลี่ย อยู่ที่ 17.9% จากที่กฎหมายกำหนดที่ 9.75% และมีอัตราส่วนเงินกองทุน ชั้นที่ 1 ที่เป็นส่วนของเจ้าของ เฉลี่ยอยู่ที่ 15.2% จากที่กฎหมายกำหนด 5.75%

ทั้ง 5 ธนาคารคือ ธนาคารกรุงเทพ อยู่ที่ 18.1% เป็นกองทุนชั้นที่ 1 ซึ่งเป็นส่วนของเจ้าของ 16.4% กสิกรไทย 17.63% มีส่วนของเจ้าของ 15.25% กรุงไทย 16.69% มีส่วนของเจ้าของ 13.07% ไทยพาณิชย์ 17.40% มีส่วนของเจ้าของ 15.30% และกรุงศรีอยุธยา 16.0% มีส่วนของเจ้าของ 12.25%

กฎเกณฑ์ต่างๆ ที่ล้วนมีผลต่อผลการดำเนินงานของธนาคารทั้งหมดนี้ จะทำให้ต้นทุนของธนาคารพาณิชย์ ทุกแห่งเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพราะการดำรงเงินกองทุนให้สูงเข้าไว้ หมายถึงการนำเอากำไรที่ธนาคารหาได้มาสะสมเอาไว้เพื่อให้ธนาคารแข็งแรง ซึ่งต้นทุนเหล่านี้จะถูกรวมเข้าไปในต้นทุนดำเนินงาน เป็นต้นทุนในการคำนวณดอกเบี้ย สินเชื่อและดอกเบี้ยเงินฝากของ ธนาคารด้วย

นอกจากนี้ การปล่อยสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์จะยิ่งต้องใช้ความระมัดระวังอย่างยิ่ง เพราะหากปล่อยกู้เป็นหนี้เสียในอัตราที่สูงนอกจากจะต้องตั้งสำรองเพิ่มแล้ว หนี้นี้จะไปกินเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงให้ลดลงไปอีก ทำให้ธนาคารพาณิชย์จะต้องปรับเกณฑ์การปล่อยสินเชื่อให้เข้มงวดยิ่งขึ้นไปอีก ซึ่งอาจจะไม่ส่งผลดีต่อระบบเศรษฐกิจในช่วงที่เศรษฐกิจกำลัง เทกออฟ

หากธนาคารพาณิชย์ระมัดระวัง ไม่ปล่อยกู้ง่าย ก็จะมีผลทำให้การลงทุนและเศรษฐกิจไม่คล่องตัวบ้าง แม้รัฐบาลจะฉีดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ แต่เมื่อเงินหมุนไปจนถึงช่วงของธนาคารพาณิชย์ก็จะขาดช่วง ซึ่งในภาพรวมของเศรษฐกิจคงไม่ทำให้เงินหมุนไป และภาวะเช่นนี้จะเกิดต่อเนื่องไปอีก 2-3 ปี จนกว่ากฎเกณฑ์ใหม่ที่จะนำมาใช้กับแบงก์จะมีผลในทางปฏิบัติจริง

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ