
เชลออยล์คัมแบ็ก ดับฝันน้ำมันโลกฟื้น
นันทิยา วรเพชรายุทธตั้งแต่ช่วงปลายปี 2017 จนเข้าสู่ช่วงต้นปี 2018 นี้ ธนาคารหลายแห่งยิ่งตอกย้ำความเชื่อมั่นของทิศทางพลังงานโลกมากขึ้น ด้วยการพาเหรดขึ้นคาดการณ์ราคาน้ำมันดิบโลกที่จะกลับมาฟื้นตัวแรงในปีนี้ นำโดยแบงก์ออฟอเมริกา เมอร์ริล ลินช์ ที่ปรับขึ้นคาดการณ์เบรนต์จาก 56 เป็น 64 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล และเพิ่มคาดการณ์เวสต์เทกซัสจาก 52 เป็น 60 ดอลลาร์/บาร์เรล
นันทิยา วรเพชรายุทธ
ตั้งแต่ช่วงปลายปี 2017 จนเข้าสู่ช่วงต้นปี 2018 นี้ ธนาคารหลายแห่งยิ่งตอกย้ำความเชื่อมั่นของทิศทางพลังงานโลกมากขึ้น ด้วยการพาเหรดขึ้นคาดการณ์ราคาน้ำมันดิบโลกที่จะกลับมาฟื้นตัวแรงในปีนี้ นำโดยแบงก์ออฟอเมริกา เมอร์ริล ลินช์ ที่ปรับขึ้นคาดการณ์เบรนต์จาก 56 เป็น 64 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล และเพิ่มคาดการณ์เวสต์เทกซัสจาก 52 เป็น 60 ดอลลาร์/บาร์เรล
แรงหนุนจาก 3 ปัจจัยหลักๆ คือ 1.ปริมาณน้ำมันดิบสำรองในสหรัฐ ลดลงอย่างมากถึง 13% ในปีที่แล้ว 2.ความต้องการใช้น้ำมันทั่วโลกพุ่งสูงขึ้นตามภาวะเศรษฐกิจที่ฟื้นตัว และ 3.ข้อตกลงลดการผลิตระหว่างกลุ่มโอเปกและประเทศนอกโอเปก จึงทำให้ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นไปทุบสถิติสูงสุดในรอบกว่า 3 ปี ที่ 64.81 ดอลลาร์/บาร์เรล และเฉพาะช่วง 3 สัปดาห์แรกของปีนี้ ราคาน้ำมันดิบโลกก็ปรับตัวขึ้นไปถึง 7% แล้ว
อย่างไรก็ตาม ทุกครั้งที่ราคาน้ำมันโลกปรับตัวสูงขึ้นก็มักจะเกิดคำถามตามมาเช่นกันว่า อุตสาหกรรมน้ำมันจากชั้นหินดินดาน หรือ "เชลออยล์" จะฟื้นตัวขึ้นมาด้วยจนเป็นตัวแปรและแรงฉุดสำคัญ ก่อนที่น้ำมันจะมีโอกาสกลับขึ้นไปแตะ 100 ดอลลาร์ได้อีกครั้งหรือไม่
ความหวาดกลัวต่อการกลับมาของเชลออยล์นั้นเป็นที่พูดถึงกันมาตั้งแต่ครึ่งหลังของปีที่แล้ว แต่ก็ดูจะเป็นเพียงความกลัวเลื่อนลอยที่ยังห่างไกลความจริง เนื่องจากปริมาณน้ำมันดิบสำรองในสหรัฐยังอยู่ในขาลง พร้อมกับแท่นขุดเจาะน้ำมันดิบที่ยังถูกทิ้งร้างอยู่มาก จากผลพวงที่ราคาน้ำมันดิ่งฮวบลงมากกว่าครึ่งมาตั้งแต่ปลายปี 2014
ทว่า จากข้อมูลล่าสุดของสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (ไออีเอ) พบว่า ฝันร้ายที่ว่านี้เริ่มขยับเข้ามาใกล้ความจริงมากขึ้นแล้ว เมื่อกำลังการผลิตน้ำมันดิบใน "สหรัฐ" กำลังขยายตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ช่วงปลายปีก่อน และมีทิศทางเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จนคาดว่าอาจทำให้สหรัฐขึ้นแท่นเป็นประเทศผู้ผลิตน้ำมันดิบมากที่สุดเบอร์ 1 ในโลก แซงหน้าแชมป์ปัจจุบันอย่าง "รัสเซีย" และ "ซาอุดิอาระเบีย" ได้ภายในปี 2018 นี้
ไออีเอ ระบุว่าภายในช่วง 12 เดือนนี้ กำลังการผลิตน้ำมันดิบในสหรัฐน่าจะขึ้นไปทะลุ 10 ล้านบาร์เรล/วัน กลายเป็นสถิติสูงสุดที่เคยมีมาของอเมริกา ในจังหวะเดียวกับที่รัสเซียและซาอุฯ ซึ่งเป็น 2 หัวหอกหลักของกลุ่มโอเปกและพันธมิตรนอกโอเปก ในดีลลดกำลังการผลิตน้ำมันไปจนถึงสิ้นปีนี้ โดย นีล แอตคินสัน หัวหน้าฝ่ายอุตสาหกรรมและตลาดค้าน้ำมันของ ไออีเอ ระบุว่า ภายใต้ทิศทางราคาน้ำมันขาขึ้น ทำให้คาดว่าจะมีคลื่นการผลิตล็อตใหม่จากสหรัฐเพิ่มขึ้นในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้
ข้อมูลดังกล่าวสอดคล้องกับการเปิดเผยของสำนักงานข้อมูลพลังงานสหรัฐเอง (อีไอเอ) ที่ระบุว่า อุตสาหกรรมเชลออยล์อเมริกากำลัง เร่งเครื่องการผลิตน้ำมัน จนคาดว่าจะทำให้มีกำลังผลิตเพิ่มขึ้นอีกวันละ 1.1 แสนบาร์เรล ในเดือน ก.พ.ที่จะถึงนี้ และทำให้กำลังการผลิตต่อวันขยับขึ้นเป็น 6.55 ล้านบาร์เรล
ทั้งนี้ แม้ว่าตัวเลขน้ำมันดิบสำรองในสหรัฐเฉลี่ยทั้งปี 2017 จะลดลง 13% แต่ข้อมูลอีกด้านหนึ่งก็คือ ในปีเดียวกันนี้ ยังเป็นปีที่สหรัฐผลิตน้ำมันดิบได้มากที่สุดในรอบ 50 ปีด้วย ซึ่งส่วนหนึ่งอาจเป็นผลเกี่ยวเนื่องมาจากการที่สหรัฐกลับมาส่งออกน้ำมันไปต่างประเทศอีกครั้งในรอบ 40 ปี โดยเริ่มในปี 2016 ก่อนที่ตัวเลขส่งออกน้ำมันจะขึ้นไปสู่จุดพีกในเดือน ต.ค. 2017 ที่วันละ 2.13 ล้านบาร์เรล เนื่องจากเศรษฐกิจโลกกำลังฟื้นตัวและมีความต้องการใช้น้ำมันเพิ่มขึ้น
ทิศทางที่ดีขึ้นชัดเจนตั้งแต่ช่วงครึ่งหลังของปีที่แล้ว ทำให้การลงทุนของภาคพลังงานในสหรัฐเริ่มกลับมาอีกครั้ง ทั้งจากกลุ่มเชลออยล์ กลุ่มน้ำมันดั้งเดิม และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง อาทิ ชลัมเบอร์เกอร์ ซึ่งมีผลสำรวจของนักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ว่า บริษัทผู้ให้บริการขุดเจาะน้ำมันที่ใหญ่ที่สุดในโลกรายนี้จะเพิ่มการลงทุนในภาคพื้นอเมริกาเหนือ ที่ระหว่าง 15-20% ปีนี้ และเพิ่มในส่วนภาคพื้นอื่นๆ ที่ราว 5% ซึ่งจะนับเป็นการลงทุนเพิ่มครั้งแรกในรอบ 4 ปีของชลัมฯ หลังจากมีผลประกอบการไตรมาส 4 ออกมาดีเกินคาด
เหล่านี้จึงเป็นข้อมูลที่บ่งชี้ได้ชัดเจนมากขึ้นว่า เชลออยล์ในสหรัฐกำลังฟื้นตัวขึ้นมาจริงๆ และมีแนวโน้มต่อเนื่องไปตลอดทั้งปีนี้
อย่างไรก็ดี นักวิเคราะห์บางรายยังมองการกลับมาของเชลออยล์อย่างระมัดระวังว่า กลุ่มเชลออยล์อาจได้ "เรียนรู้บทเรียนจากปัญหาที่ผ่านมา" และไม่ต้องการให้เกิดการซ้ำรอยจนวอดวายกันไปทุกฝ่ายอีกครั้ง
ไบรอัน วิงเกอร์ นักวิเคราะห์จากโกลด์แมน แซคส์ ให้มุมมองกับซีเอ็นเอ็นมันนี่ ว่า จากการที่ได้คุยกับผู้ผลิตน้ำมันหลายรายในสหรัฐมา หลายฝ่ายมีสัญญาณระมัดระวังมากขึ้นไม่ให้ผลิตน้ำมันออกมาท่วมตลาดมากเกินไป เพราะเกรงว่าการกลับมาของเชลออยล์จะกระทบต่อตลาดน้ำมันโลกครั้งใหญ่อีกครั้ง
แต่ขณะเดียวกันก็ยังไม่มีอะไร รับประกันได้ว่า เชลออยล์จะไปทิศทางเดียวกันแบบไม่บุ่มบ่ามได้ ซึ่งนักวิเคราะห์ของธนาคารอาร์บีซี มองว่า จะเกิดการไหลท่วมของน้ำมันจาก เชลออยล์สหรัฐอีกครั้งอย่างแน่นอน เพราะการขยับตัวของเชลออยล์ในแต่ละครั้งมักเป็นอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพสูง อีกทั้งพวกนี้ยังไม่ใช่ธุรกิจน้ำมันแบบเดิมๆ ในยุคโอเปก แต่เป็นพวก Anti-fragile หรือเป็นพวกยืดหยุ่นสูงและฉวยประโยชน์จากความไม่แน่นอนของโลก
จึงไม่น่าแปลกใจหากรัฐมนตรีน้ำมันของซาอุดิอาระเบีย คาห์ลิด อัล-ฟาลีห์ จะเริ่มส่งสัญญาณกระทุ้งกลุ่มโอเปกและพันธมิตรนอกโอเปก ให้พิจารณาขยายข้อตกลงลดการผลิตน้ำมันให้นานกว่าปี 2018 ออกไปอีก ซึ่งคาดว่าจะต้องมีการหารือรับมือกันในการประชุมระหว่าง สองฝ่ายเดือน เม.ย.นี้อย่างแน่นอน ก่อนที่จะถึงการประชุมใหญ่ของโอเปกในเดือน มิ.ย. เพื่อรับมือกับความเสี่ยงใหญ่ที่อาจกลับมาซ้ำรอยเดิมอีกครั้ง ในยุค ที่น้ำมันใกล้หมดความสำคัญลงในอีก ไม่กี่ทศวรรษนี้ n







