posttoday
ประกันชีวิตแกร่ง ทดสอบRBCเฟส2ฉลุย

ประกันชีวิตแกร่ง ทดสอบRBCเฟส2ฉลุย

21 มกราคม 2561

วารุณี อินวันนาฟิทช์เผยผลทดสอบเงินกองทุนตามระดับความเสี่ยงระยะที่ 2 บริษัทประกันชีวิตไทยผ่านฉลุย เหตุพอร์ตลงทุนความเสี่ยงต่ำช่วยสนับสนุนความแข็งแกร่ง

วารุณี อินวันนา

ฟิทช์เผยผลทดสอบเงินกองทุนตามระดับความเสี่ยงระยะที่ 2 บริษัทประกันชีวิตไทยผ่านฉลุย เหตุพอร์ตลงทุนความเสี่ยงต่ำช่วยสนับสนุนความแข็งแกร่ง

ธนสิทธิ์ อุตมเพทาย ผู้ช่วยผู้อำนวยการ บริษัท ฟิทช์ เรทติ้งส์ (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า ผลการทดสอบผลกระทบเชิงปริมาณของเกณฑ์การดำรงเงินกองทุนตามระดับความเสี่ยงระยะที่ 2 ที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ประกาศออกมาเมื่อเดือน ธ.ค. 2560 แสดงให้เห็นว่าธุรกิจประกันชีวิตไทยจะสามารถรักษาอัตราส่วนเงินกองทุนต่อเงินกองทุนที่ต้องดำรงตามกฎหมายให้ทรงตัวไว้ได้ แม้ว่าเงื่อนไขของการคำนวณเงินกองทุนใหม่จะมีความ เข้มงวดมากขึ้น โดยส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการที่อุตสาหกรรมธุรกิจประกันชีวิตมีพอร์ตการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำ

ทั้งนี้ คปภ.คาดว่าจะเริ่มบังคับใช้เกณฑ์การดำรงเงินกองทุนฯ ระยะที่ 2 RBC2 สำหรับธุรกิจประกันชีวิตไทยในปี 2562 โดยเพิ่มการคำนวณค่าความเสี่ยงด้านปฏิบัติการและปรับค่าความเสี่ยงด้านต่างๆ ที่ใช้คำนวณ ภายใต้เกณฑ์ปัจจุบัน ซึ่ง คปภ.ได้ดำเนินการทดสอบผลกระทบเชิงปริมาณของ RBC2 ต่อบริษัทประกันชีวิตในไทยแล้ว 2 ครั้ง คือ ปี 2559 และ 2560

สำหรับผลการทดสอบในปี 2560 ชี้ว่าอัตราส่วนเงินกองทุนของอุตสาหกรรมธุรกิจประกันชีวิตภายใต้เกณฑ์การดำรงเงินกองทุนฉบับใหม่ ซึ่งคำนวณ ณ ระดับความเชื่อมั่นที่ระดับ 95% จะมีอัตราส่วนเท่ากับ 342% ซึ่งจะ แตกต่างจากอัตราส่วนเงินกองทุนที่คำนวณตามเกณฑ์ปัจจุบันเพียงเล็กน้อย

อย่างไรก็ตาม ผลการทดสอบนี้ชี้ว่าระดับเงินกองทุนของอุตสาหกรรมอาจลดลงมาก หากเกณฑ์และค่าความเสี่ยงที่ใช้คำนวณมีความเข้มงวดเพิ่มขึ้น

ทั้งนี้ ฟิทช์และผู้มีส่วนร่วมในตลาดรายอื่นๆ คาดว่าระดับความเชื่อมั่นของเกณฑ์การดำรงเงินกองทุนจะปรับสูงขึ้นเป็นที่ระดับ 97.5% หรือ 99.5% ในอนาคต

ผลการทดสอบล่าสุดนี้ ยังระบุว่าการปรับค่าความเสี่ยงด้านตลาดเพิ่มขึ้น จะเป็นปัจจัยที่ส่งผลกระทบมากที่สุดต่ออัตราส่วนเงินกองทุนของธุรกิจประกันชีวิต เมื่อเกณฑ์การดำรงเงินกองทุนฉบับใหม่มีผลบังคับใช้ โดยหนึ่งในการปรับค่าความเสี่ยง ดังกล่าว รวมถึงการเพิ่มค่าความเสี่ยงด้านตลาดจากราคาตราสารทุนที่สูงขึ้นระหว่าง 25-35% (จากเดิม 16% ภายใต้เกณฑ์การดำรงเงินกองทุนปัจจุบัน) ซึ่งจะทำให้บริษัทประกันชีวิต ต้องดำรงเงินกองทุนเพิ่มเติมเพื่อให้สามารถรองรับความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาดในอนาคตได้

สำหรับในรายบริษัทประกันชีวิตที่มีการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงในระดับสูงกว่าค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรมนั้นจะส่งผลให้ระดับเงินกองทุนของบริษัท ดังกล่าวอาจต่ำกว่าค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรม หากเกณฑ์การดำรงเงินกองทุนฉบับใหม่เริ่มมีผลบังคับใช้ ในกรณีที่ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงในเงื่อนไขอื่น

ภาวะผลตอบแทนจากการลงทุนที่อยู่ในระดับต่ำอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้บริษัทประกันชีวิตหลายแห่งลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงขึ้น เพิ่มเติม เช่น การลงทุนในหุ้นกู้เอกชนที่ให้ผลตอบแทนสูงขึ้น หรือการลงทุนในตราสารทุนเพิ่มขึ้น อีกทั้งยังอาจเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในสินทรัพย์ทางเลือกอื่นๆ เช่น กองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REIT) กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน เงินให้กู้ยืมร่วมและเงินให้กู้ยืมที่มีหลักประกัน รวมถึงการลงทุนในต่างประเทศ แต่ทั้งนี้หากพิจารณาจากค่าความเสี่ยงที่ใช้คำนวณเงินกองทุนเพียงอย่างเดียว ฟิทช์คาดว่าบริษัทประกันชีวิตน่าจะลงทุนใน REIT และกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพิ่มขึ้นเนื่องจากมีความเสี่ยงจากการลงทุนที่ต่ำกว่าการลงทุนในตราสารทุน

อย่างไรก็ตาม ฟิทช์คาดว่าบริษัทประกันชีวิตไทยจะเลือกลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ อย่างระมัดระวัง โดยพิจารณาระหว่างผลตอบแทนที่จะได้รับเพิ่มขึ้นกับระดับเงินกองทุนที่จะต้องดำรงเพิ่มขึ้นตามเกณฑ์ใหม่ที่จะบังคับใช้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ปัจจุบันที่ผลตอบแทนจากการลงทุนยังอยู่ในระดับที่ต่ำต่อเนื่อง ในขณะที่เกณฑ์การกำกับดูแลอุตสาหกรรมธุรกิจประกันชีวิตของประเทศไทยที่มีการปรับระดับความเข้มงวดให้ใกล้เคียงกับระดับสากลมากขึ้น ซึ่งรวมถึงการปรับค่าความเสี่ยงด้านต่างๆ และเกณฑ์การดำรงเงินกองทุนในระดับที่สูงขึ้น

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท