
ขึ้นค่าแรงกลุ่มไหนได้
ประกิต สิริวัฒนเกตุนักกลยุทธ์การลงทุนบริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทยสัปดาห์ที่ผ่านมาที่ประชุมคณะกรรมการค่าจ้างมีมติปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำทั่วประเทศขึ้น 5-22 บาท แบ่งเป็น 7 ระดับ สูงสุดอยู่ที่ 330 บาทใน จ.ภูเก็ต ชลบุรี และระยอง รองลงมาเป็น 325 บาท คือ กรุงเทพฯ และอีก 6 จังหวัดปริมณฑล ส่วนต่ำสุดอยู่ที่ 308 บาทใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยรวมมีอัตราค่าเฉลี่ยรวมอยู่ 315.97 บาท
ประกิต สิริวัฒนเกตุนักกลยุทธ์การลงทุนบริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย
สัปดาห์ที่ผ่านมาที่ประชุมคณะกรรมการค่าจ้างมีมติปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำทั่วประเทศขึ้น 5-22 บาท แบ่งเป็น 7 ระดับ สูงสุดอยู่ที่ 330 บาทใน จ.ภูเก็ต ชลบุรี และระยอง รองลงมาเป็น 325 บาท คือ กรุงเทพฯ และอีก 6 จังหวัดปริมณฑล ส่วนต่ำสุดอยู่ที่ 308 บาทใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยรวมมีอัตราค่าเฉลี่ยรวมอยู่ 315.97 บาท
การปรับขึ้นค่าแรงข้างต้น ถือว่าสอดคล้องกับบทวิเคราะห์เศรษฐกิจ "ผลกระทบจากการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำมีจำกัด" ที่ KS Research ได้เผยแพร่ไปเมื่อ 12 ม.ค. 2561
อัตราค่าแรงขั้นต่ำโดยเฉลี่ยปรับเพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า 3.4% ใกล้เคียงกับที่ KS Research คาดหมายไว้ที่ 3.5% (กรอบ 2-5%) ซึ่งถือว่าค่อนข้างน้อย โดย KS Research ประเมินว่าจะมีผลต่อค่าจ้างที่แรงงานจะได้รับจริงไม่มาก เนื่องจากตลาดแรงงานในช่วงที่ผ่านมามีความตึงตัวน้อยลง (อัตราการว่างงานอยู่ที่ 1.2%) โดยไม่ควรนำไปเปรียบเทียบกับปี 2555 -2556 ซึ่งตอนนั้นอยู่ในสภาวะตึงตัวค่อนข้างมาก (อัตราการว่างงานอยู่ที่ 0.7%) อีกทั้งช่วงเวลาดังกล่าวมีการขึ้นค่าจ้างจากเดิมกว่า 60% จึงส่งผลทำให้ค่าแรงที่ได้รับจริงปรับเพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดดจนกระทบต่อภาคการผลิตและเงินเฟ้ออย่างรุนแรง
อย่างไรก็ตาม แม้การปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำจะส่งผลที่จำกัดต่อค่าแรงที่จ่ายจริง แต่กลุ่มอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเป็นปัจจัยผลิตหลัก และในขบวนแรงงานดังกล่าวเป็นผู้ที่ได้รับค่าแรงขั้นต่ำในระดับสูงจะมีความเสี่ยงจากต้นทุนแรงงานที่สูงขึ้นมากขึ้น การสำรวจภาวะแรงงานในปี 2560 พบว่ากลุ่มอุตสาหกรรมที่มีปัจจัยเสี่ยงสูงที่สุดคือ ภาคเกษตรกรรม ซึ่งแรงงานส่วนใหญ่ 80% รับค่าแรงขั้นต่ำ ส่วนภาคการก่อสร้างเป็นกลุ่มที่ได้รับผล กระทบรองลงมา จากสัดส่วนแรงงานที่รับค่าจ้างขั้นต่ำที่ 39% นอกจากนั้นจะเป็นภาคโรงแรมและร้านอาหาร ภาคการค้าส่งและค้าปลีก และภาคอุตสาหกรรมการผลิต จะได้รับผลกระทบเล็กน้อย
กลุ่มรับเหมาจะมีต้นทุนค่าแรงอยู่ที่ประมาณ 10% ของต้นทุนทั้งหมด การขึ้นค่าแรงขั้นต่ำโดยเฉลี่ย 3.5% เท่ากับเป็นการเพิ่มต้นทุน 0.35% แม้จะกระทบต่ออัตรากำไรขั้นต้นที่ค่อนข้างน้อย แต่คาดว่ายังอยู่ในระดับที่สามารถจัดการได้ อีกทั้งโครงการขนาดใหญ่จะเป็นในลักษณะซอยงานให้ Sub-Contractor ร่วมก่อสร้าง ทำให้ผลกระทบจะกระจายแบ่งๆ กันไป เบื้องต้น KS Research ยังไม่มีการปรับประมาณการใดๆ โดยมองการปรับลดลงของบริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่งแอนด์คอนสตรัคชั่น (STEC) บริษัท ซินเท็ค คอนสตรัคชั่น (SYNTEC) ไพลอน (PYLON) เป็นโอกาสในการเข้าซื้อสะสมเพิ่ม
ส่วนกลุ่มที่จะได้ประโยชน์ จากบทวิเคราะห์ Daily View วันที่ 5 ม.ค. 2560 KS Research มีเนื้อหาโดยสรุปคือ การขึ้นค่าแรงขั้นต่ำจะเป็นการช่วยผู้มีรายได้น้อย ทั้งผู้ที่อยู่ในและนอกภาคเกษตร ซึ่งจะช่วยสนับสนุนให้กำลังซื้อโดยรวมดีขึ้น จากก่อนหน้านี้ที่กำลังซื้อหลักๆ กระจุกอยู่กับผู้มีรายได้ปานกลางจนถึงสูง ถือเป็นปัจจัยบวกต่อกลุ่มค้าปลีก KS Research ยังคงเลือกบริษัท โรบินสัน (ROBINS) บริษัท คอมเซเว่น (COM7) เป็นหุ้นแนะนำของกลุ่ม โดย ROBINS มีความน่าสนใจในฐานะที่ยังปรับขึ้นไม่มาก และมีโอกาสปรับสูงที่สุดถึง 16% ส่วน COM7 มีประเด็นให้เก็งกำไรระยะสั้นจากผลประกอบการในงวดไตรมาส 4 ซึ่งคาดว่าจะอยู่ที่ 188 ล้านบาท เติบโต 24.7% จากไตรมาส 3 และ 28.4% ถือเป็นกำไรที่สูงที่สุดในประวัติการณ์อีกครั้ง มีราคาเป้าหมาย 17.50 บาท







