
กรุงไทยกำไรหด สำรองหนี้บาน
เจียรนัย อุตะมะธนาคารกรุงไทย (KTB) เป็นธนาคารพาณิชย์แห่งสุดท้ายที่แจ้งผลการดำเนินงานงวดปี 2560 มายังตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ปรากฏว่าเป็นธนาคารที่กำไรลดลงสูงสุด 30% จากปี 2559 โดยเหลือกำไรเพียง 2.2 หมื่นล้านบาท เนื่องมาจากการตั้งสำรองหนี้สูญ หนี้สงสัยจะสูญ และขาดทุนจากการด้อยค่าเพิ่มขึ้นสูงถึง 1.1 หมื่นล้านบาท ฉุดกำไรกลุ่มธนาคารพาณิชย์ให้ลดลงประมาณ 5% หากไม่นับรวมกำไรจากกรุงไทย กลุ่มธนาคารจะมีกำไรลดลงเพียง 2% เท่านั้น แต่หากรวมกำไรกรุงไทยด้วยจะทำให้ทั้งกลุ่มมีกำไรลดลง 6.75%
เจียรนัย อุตะมะ
ธนาคารกรุงไทย (KTB) เป็นธนาคารพาณิชย์แห่งสุดท้ายที่แจ้งผลการดำเนินงานงวดปี 2560 มายังตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ปรากฏว่าเป็นธนาคารที่กำไรลดลงสูงสุด 30% จากปี 2559 โดยเหลือกำไรเพียง 2.2 หมื่นล้านบาท เนื่องมาจากการตั้งสำรองหนี้สูญ หนี้สงสัยจะสูญ และขาดทุนจากการด้อยค่าเพิ่มขึ้นสูงถึง 1.1 หมื่นล้านบาท ฉุดกำไรกลุ่มธนาคารพาณิชย์ให้ลดลงประมาณ 5% หากไม่นับรวมกำไรจากกรุงไทย กลุ่มธนาคารจะมีกำไรลดลงเพียง 2% เท่านั้น แต่หากรวมกำไรกรุงไทยด้วยจะทำให้ทั้งกลุ่มมีกำไรลดลง 6.75%
ผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย กล่าวว่า ในปี 2560 ธนาคารมีกำไรจากการดำเนินงาน (ก่อนสำรองหนี้สูญ หนี้สงสัยจะสูญฯ และภาษีเงินได้) ที่ 73,746 ล้านบาท ลดลง 0.42% จากปีก่อน โดยรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิเพิ่มขึ้น 8.98% จากธุรกิจบัตรธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ และผลิตภัณฑ์ Bancassurance รายได้ดอกเบี้ยสุทธิที่ลดลงเล็กน้อยอยู่ที่ 1.37% จากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินให้สินเชื่อลูกค้ารายย่อยชั้นดี (เอ็มอาร์อาร์) ลง 0.50% ต่อปี กลางเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา และค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานอื่นๆ ลดลง 2.42% จากการเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน
ปี 2560 ธนาคารตั้งสำรองหนี้สงสัยจะสูญเพิ่มขึ้น 11,404 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 34.11% จากปีที่ผ่านมา เพื่อรักษาระดับของอัตราส่วนค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพอยู่ที่ 121.71% รวมทั้งเพื่อเตรียมความพร้อมรองรับมาตรฐานการรายงานทางการเงินฉบับใหม่ (IFRS 9)
อย่างไรก็ตาม ธนาคารมีนโยบายการ บริหารต้นทุนทางการเงินอย่างต่อเนื่อง ส่งให้อัตราผลตอบแทนสุทธิต่อสินทรัพย์ที่ก่อให้เกิดรายได้ (NIM) อยู่ที่ 3.23% ลดลงจาก 3.30% ของปีก่อน ขณะที่ธนาคารและบริษัทย่อยมีเงินให้สินเชื่อแก่ลูกหนี้ (หลังหักรายได้รอตัดบัญชี) อยู่ที่ 1,938,082 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.79% จากปีก่อน ตามนโยบายมุ่งเน้นสินเชื่อที่มีคุณภาพของธนาคาร ส่วนใหญ่เพิ่มขึ้นจากลูกค้าสินเชื่อรัฐบาลและรัฐวิสาหกิจ และจากลูกค้ารายย่อยบางส่วน
ธนาคารได้ปรับกลยุทธ์และกระบวน การบริหารจัดการสินเชื่ออย่างต่อเนื่อง โดยเน้นการเติบโตอย่างมีคุณภาพ และเพิ่มประสิทธิภาพในการติดตามดูแลและแก้ไขสินเชื่อด้อยคุณภาพ (เอ็นพีแอล) อย่างใกล้ชิด ณ สิ้นปี อัตราส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพ (เอ็นพีแอล กรอส) อยู่ที่ 4.19% เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากสิ้นปีก่อนอยู่ที่ 3.97% โดยธนาคารมีฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง และระดับเงินกองทุนที่เพียงพอในการรองรับความผันผวนที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต
สำหรับในปี 2561 ธนาคารมีเป้าหมาย ตั้งสำรองในระดับที่เหมาะสม เพื่อรักษาระดับของอัตราส่วนค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพอย่างต่อเนื่อง เพิ่มความเข้มข้นในการบริหารความเสี่ยง และการดูแลคุณภาพสินทรัพย์ รวมถึงปรับปรุงกระบวนการทำงานโดยรวม พร้อมทั้งให้ความสำคัญในการเข้าร่วมโครงการภาครัฐ ทั้งการสนับสนุนสินเชื่อโครงการภาครัฐ โครงการโครงสร้างพื้นฐานของรัฐบาล และโครงการ National e-Payment ตลอดจนมุ่งเน้นการเตรียม ความพร้อมและขยายการให้บริการด้านดิจิทัลแบงก์กิ้ง เพื่อก้าวสู่ Future Banking และให้การบริการเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืนของทุกภาคส่วน
ปี 2561 ธนาคารกรุงไทยมีเป้าหมายการเติบโตสินเชื่ออยู่ที่ 6-7% ตามการคาดการณ์ขยายตัวทางเศรษฐกิจไทยที่คาดว่าจะเติบโต 4.1% เป็นการเติบโตทั้งสินเชื่อรายใหญ่ สินเชื่อขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) สินเชื่อรายย่อย รวมทั้งสินเชื่อภาครัฐ
บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย คงน้ำหนักการลงทุนกลุ่มธนาคารมากกว่าตลาด เพราะมูลค่าการซื้อขายและการฟื้นตัวในปี 2561 ธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่จะได้ประโยชน์จากเศรษฐกิจที่ปรับตัวดีขึ้น การเข้าสู่วงจรเครดิตใหม่ และคาดว่า เอ็นพีแอลจะแตะจุดสูงสุดในไตรมาส 4 ปี 2560 และต้นทุนเครดิตจะต่ำลงและการเติบโตของสินเชื่อจะสูงขึ้นในปี 2561 เทียบปี 2560 ขณะที่มูลค่าการซื้อขายน่าดึงดูดด้วยสัดส่วนราคาต่อกำไรและราคาตามมูลค่าบัญชีล่วงหน้าที่ตลาดคาดไว้ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยย้อนหลัง
นอกจากนั้น ธนาคารมีสำรองเพียงพอทำให้เอ็นพีแอลใหม่มีอัตราเพิ่มขึ้นที่ชะลอตัวทำให้ต้นทุนเครดิตลดลงและจะหนุนกำไรให้ฟื้นตัว แม้ว่าธนาคารหลายแห่งคาดว่าจะตั้งสำรองเพิ่มขึ้นรับมาตรฐานบัญชี IFRS9 ในปี 2562 แต่ราคาหุ้นจะมองข้ามประเด็นนี้







