
ดัชนีวัดคอร์รัปชั่น
ชัยณรงค์ อินทรมีทรัพย์ คณะกรรมการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (กพข.)ขณะนี้เหลือเวลาอีกเพียงไม่กี่วันที่องค์กรความโปร่งใสนานาชาติที่รู้จักกันในนาม Transparency International (TI) จะประกาศผลการจัดอันดับ ดัชนีชี้วัดภาพลักษณ์คอร์รัปชั่น Corruption Perception Index หรือ CPI ประจำปี 2560
ชัยณรงค์ อินทรมีทรัพย์ คณะกรรมการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (กพข.)
ขณะนี้เหลือเวลาอีกเพียงไม่กี่วันที่องค์กรความโปร่งใสนานาชาติที่รู้จักกันในนาม Transparency International (TI) จะประกาศผลการจัดอันดับ ดัชนีชี้วัดภาพลักษณ์คอร์รัปชั่น Corruption Perception Index หรือ CPI ประจำปี 2560
รัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ให้ความสำคัญกับการจัดอันดับขององค์กรระหว่างประเทศอย่างจริงๆ จังๆ มากที่สุดเทียบกับรัฐบาลที่ผ่านๆ มา และได้เร่งรัดให้ส่วนราชการตลอดจนสังคมทุกภาคส่วนปรับปรุงการทำงานให้มีประสิทธิภาพ และปัจจัยต่างๆ ตามที่หน่วยงานจัดอันดับได้กำหนดกรอบการประเมินไว้ อาทิ การจัดอันดับความสะดวกในการทำธุรกิจ (Ease of Doing Business) ซึ่งทำให้อันดับของไทยปรับสูงขึ้นมากในปี 2561 (การจัดอันดับใช้สำหรับ 2560-2561) เป็นอันดับที่ 26 จากเดิมอันดับ 46 โดยการให้คำปรึกษาของเจ้าหน้าที่ธนาคารโลกร่วมกับสำนักงาน ก.พ.ร. รวมทั้งท้าทายที่จะเป็นอันดับที่ 20 ในการประเมินครั้งต่อไป และการจัดอันดับของ IMD และ WEF ที่รู้จักกันดีก็ได้รับการดูแลอย่างจริงจัง ทำให้คะแนนและอันดับในครั้งต่อไปคงจะปรับสูงขึ้นแน่นอน
ที่น่าเป็นกังวลมากสำหรับภาพลักษณ์ของประเทศที่จะประกาศ ในอีกไม่กี่วันนี้ มีนัยสำคัญต่อรัฐบาลชุดนี้มาก เพราะคะแนนของประเทศไทยที่ผ่านๆ มาจะอยู่ในช่วง 30-39 คะแนน (จากคะแนนเต็ม 100) เท่านั้น และองค์กร/สถาบัน/หน่วยงานวิจัยต่างๆ ที่ Transparency International นำมาใช้จัดอันดับประเทศไทยปี 2560 มีบางองค์กร ได้เคยให้คะแนนต่ำมากถึง 0.6 ก็มี หมายความว่าในปีนั้น องค์กรนี้ประเมินประเทศไทยจากคะแนน 10 ได้เพียง 0.6 ซึ่งน้อยมากๆ โชคดี ที่ในปีเดียวกันนั้นอีกองค์กรหนึ่งได้ประเมินประเทศไทยด้วยคะแนน 4.0 จากคะแนน 10 เช่นกัน ทำให้ค่าเฉลี่ยในปีนั้นยังคงอยู่ในช่วง 30-39 คะแนน ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มประเทศล้าหลังรวม 50 ประเทศ ส่วนใหญ่อยู่ในแอฟริกา
อะไรจะเกิดขึ้นถ้าหน่วยงานเดียวกันนั้นประเมินประเทศไทยในปี 2560 ด้วยคะแนน 0.6 หรือใกล้เคียง และอีกองค์กรหนึ่งประเมินด้วยคะแนนต่ำกว่า 4.0 เช่น 2.7 หรือ 3.3 ฯลฯ อย่างที่ได้เคยปรากฏในอดีต ซึ่งอาจจะทำให้คะแนนและอันดับหลุดจากช่วงคะแนน 30-39 และอยู่ในอันดับที่ 76 ของทั้งหมด 168 ประเทศเมื่อปีก่อน และต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของปีที่ผ่านมา!! ลงมาอยู่ในช่วง 20-29 ซึ่งเป็นกลุ่มต่ำสุดอยู่ในแอฟริกามีความไม่สงบเพราะรัฐบาลล้มเหลว เศรษฐกิจ สังคมล่มสลาย ฯลฯ มีอยู่ประมาณ 20 กว่าประเทศเท่านั้น
ดัชนี CPI มีความเป็นสากลและได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติมากว่า 17 ปี มีอิทธิพลอย่างสูงต่อการลงทุนจากต่างประเทศทั้งในรูปแบบของ FDI (Foreign Direct Investment) และ NEM (Non-Equity Models of International Production and Development) ซึ่งเป็นการลงทุนรูปแบบใหม่ๆ อาทิ การจ้างผลิตสินค้า การผลิตสินค้าเกษตรเพื่ออุตสาหกรรม การ Outsource ภารกิจต่างๆ การให้ Franchising และ Licensing เป็นต้น
ในช่วงที่ประเทศไทยเจริญเติบโตมีอัตราเพิ่มของ GDP ถึง 10% หรือใกล้เคียง เพราะได้รับอานิสงส์จากการลงทุนของต่างประเทศทั้งสองสถานการณ์ในสัดส่วนสูงกว่า 1% ของวงเงิน 3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ทำให้ภาคเศรษฐกิจเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะการส่งออก แต่ในระยะหลังการลงทุนดังกล่าวได้ลดลงอย่างรุนแรง เพราะเวียดนาม กัมพูชา เมียนมา ปรับปรุงประเทศขึ้นมาก ทำให้เกิดปรากฏการณ์ที่น่าวิตกคือ ประเทศไทยล้าหลังกว่าทุกประเทศในอาเซียน เพราะอัตราการเติบโตอยู่ที่ 2-3% ติดต่อกันมาหลายปี!!!
รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องคงต้องเตรียมตัวชี้แจงทั้งในประเทศและนอกประเทศ เพราะขณะนี้มีปรากฏการณ์ต่างๆ ที่นำไปสู่ข้อสรุปในทางลบเกี่ยวกับการทุจริตคอร์รัปชั่น การบังคับใช้กฎหมาย การจำกัดสิทธิเสรีภาพทางการเมือง การควบคุมสื่อสารมวลชน ความเหลื่อมล้ำของรายได้ประชาชนระหว่างในเมืองและชนบท การเลือกปฏิบัติของหน่วยงานภาครัฐ ฯลฯ
ในขณะที่ถ้าบังเอิญผลคะแนนสูงกว่าเมื่อปีก่อน และสามารถก้าวพ้นขึ้นไปสู่ช่วงคะแนน 40-49 ได้ จะทำให้อันดับดีขึ้นมากและสอดคล้องกับการจัดอันดับอื่นๆ คือ Doing Business IMD และ WEF ดังนั้น KPI ของรัฐบาลชุดนี้น่าจะเป็นอันดับและคะแนนที่สูงขึ้นขององค์กรระดับนานาชาติดังกล่าว n







