
การทำงานแบบ 'มรรคง่าย'
เมื่อได้ยินคำว่า "มรรคง่าย" หลายคนคงนึกถึงพฤติกรรมของคนทำงานที่ "มักง่าย"
โดย พระครูปลัดสุวัฒนวชิรคุณ & ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดยานนาวา & ประธานเครือข่ายธรรมะอารมณ์ดี
เมื่อได้ยินคำว่า "มรรคง่าย" หลายคนคงนึกถึงพฤติกรรมของคนทำงานที่ "มักง่าย" คือจะอะไรก็เอาสะดวกเข้าว่า เช่น ทำงานให้เสร็จๆ ไป แล้วค่อยมาแก้ไขกันใหม่ "มัก" ภาษาอีสานแปลว่า "ชอบ"มักง่าย แปลแบบชาวบ้านคือ ชอบทำอะไรง่ายๆ ไม่จริงจัง ทำแบบสุกเอาเผากิน ไร้ระเบียบขาดความรับผิดชอบ หยิบอะไรมาใช้แล้วก็ไม่เก็บเข้าที่เข้าทาง รวมๆ แล้วคือนิสัยเสีย
แต่ "มรรคง่าย" ภาษาพระท่านหมายถึง "หนทางการทำงานที่ง่ายและงาม" หลายครั้งที่ ไปบรรยายธรรมในหน่วยงานราชการหรือบริษัทเอกชน จะเริ่มต้นการบรรยายธรรมด้วยคำถามว่า "งานเสร็จ" กับ "งานสำเร็จ" ต่างกันอย่างไร? ก็มีหลายมุมมองของคำตอบ เช่น งานต้องเสร็จให้ทันเวลาและสมบูรณ์เรียบร้อยจึงเรียกว่างานเสร็จแล้วสำเร็จ แต่คำตอบที่ชัดเจนคือพระบรมราโชวาทในรัชกาลที่ 9 ความตอนหนึ่งว่า "เมื่อจะทำงาน อย่าหยิบยกเอาความขาดแคลนมาเป็นของอ้าง จงทำงานท่ามกลางความขาดแคลนให้บรรลุผล ด้วยความตั้งใจ และความซื่อสัตย์"
หลายท่านก็ท้อแท้เพราะทำงานแล้วแต่ไม่ได้ดี ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงรับสั่งกับ ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล ขณะกำลังทำงานอยู่ในสภาพที่จิตใจย่ำแย่มาก ไม่มีกำลังใจทำอะไร ท้อแท้กับงานมาก ไม่มีใครเข้าใจ เหมือนทำดีแต่ไม่ดี ในหลวงท่านเสด็จฯ มาพอดี พระองค์ทรงตั้งคำถามและรับสั่งว่า ท่านสุเมธเคยขายเศษเหล็กไหม เศษเหล็กเหล่านั้น เวลาขายคุณค่ามันต่ำมาก คงได้เงินไม่กี่บาท แล้วถ้าเราเอาเศษเหล็กเหล่านั้นมาหลอมรวมกันเป็นแท่ง เวลาหลอมนี่เหล็กมันคงร้อนมาก พอหลอมเสร็จเรานำมาทำเป็นดาบ คงต้องนำมา ตีให้แบนอีก เวลาตีต้องเอาไปเผาด้วย ตีไปเผาไป อยู่หลายรอบกว่าจะเป็นรูปดาบอย่างที่เราต้องการ ต้องผ่านความเจ็บปวด ความร้อนอยู่นาน แถมเมื่อเสร็จแล้ว ถ้าจะให้สวยงามดังใจ ก็ต้องนำไปแกะสลักลวดลาย ก็ต้องใช้ของมีคมมาตีให้เป็นลวดลายอีก แต่เมื่อเสร็จเป็นดาบที่งดงาม ก็จะมีคุณค่าที่สูงมาก เทียบกับเศษเหล็กคงจะต่างกันลิบลับ จะเห็นได้ว่ากว่าที่เศษเหล็กมีคุณค่าไม่มากนัก จะกลายเป็นดาบที่งดงามนั้น ต้องผ่านอุปสรรคมากมาย ทั้งความเจ็บปวดต่างๆ กว่าจะประสบความสำเร็จ ดังนั้น ขอให้จำไว้อย่างหนึ่งว่า "ใครไม่เคยถูกตี ถูกทุบ เจอเรื่องเลวร้ายในชีวิตมาเลยนั้น จงอย่าได้หาญคิดทำการใหญ่" พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสมือนพรของชีวิตเป็นคำตอบของการทำงานแบบมรรคง่าย
ยุคไทยแลนด์ 4.0 มีมรรคง่ายๆ กับทำงาน 5 หนทาง คือ 1.จังหวะ 2.กาลเทศะ 3.จักขุมา 4.เสนา 5.ปัญญา เพราะการทำงานทุกองค์กรมีคนทำงานอยู่ 4 ก. คือ คนเก่ง คนแกร่ง คนเก๋า คนมีกึ๋น เราจึงต้องประยุกต์มรรคง่ายๆ เพื่อความง่ายงามในการทำงาน และการทำงานวันนี้ ต้องมีความเก่งบวกกับความเฮง เพราะเก่งอย่างเดียวอาจไปไม่รอด เพราะความอันตรายของคนเก่งที่บริหารความเก่งไม่ได้ ก็พ่ายแพ้คนแกร่งและคนเก๋า ส่วนคนที่จะอยู่รอดและมีความสุข คือคนมีกึ๋น
มรรคที่ 1 : จังหวะ คนบางคนเสมือนเมล็ดพันธุ์ที่ดี แต่ไปตกอยู่บนดินห่วย คนบางคนเสมือนเมล็ดพันธุ์ที่ห่วย แต่ไปตกอยู่บนดินดี หลายคนขยันทำงานแต่ไม่ตรงตามเป้าหมายขององค์กร งานจะไม่สัมฤทธิ์ เพราะขยันผิดเรื่อง ขยันเท่าไรก็ไม่สำเร็จ ในสมัยรัชกาลที่ 5 มี พระคุณเจ้ารูปหนึ่งท่านมีนิสัยปกติชอบเรื่องเหตุบ้านการเมือง คืนวันหนึ่งไฟไหม้กำแพงวัง ชาวบ้าน ต่างช่วยกันวิ่งตักน้ำมาดับไฟ พระคุณเจ้ารูปนี้ท่านก็ไม่พลาดอยู่ร่วมในเหตุการณ์นั้นด้วย จนได้ ยินเสียงมหาดเล็กตะโกนว่า "พระเจ้าแผ่นดินเสด็จฯ" ชาวบ้านต่างก้มกราบพระราชา แต่พระคุณเจ้ารูปนั้น ยืนเด่นอยู่รูปเดียว พระองค์ท่านจึงตรัสถามว่า "พระคุณเจ้ามาทำไมในยามวิกาลเช่นนี้" ท่านจึงถวายพระพรว่า "อาตมะเป็นห่วงมหาบพิตรจึงรีบมาช่วยดับไฟ เป็นที่ชื่นพระหฤทัยของพระองค์ยิ่ง เช้าวันรุ่งขึ้นพระองค์ทรงตั้งพระคุณเจ้ารูปนั้น เป็นพระราชาคณะ (เจ้าคุณ) ทันที ด้วยคำเดียว คือเป็นห่วงมหาบพิตร ท่านจังหวะดีจริงๆ
มรรคที่ 2 : กาลเทศะ คำนี้สำคัญมาก เพราะ การทำงานในบริบทต่างๆ มีคนทำงานหลายระดับทั้งสูงกว่าเรา ทั้งเสมอกันกับเรา และต่ำกว่าเรา การวางตัวนั้นสำคัญกว่าการถือตัว แต่การวางตัวมากไปจะกลายเป็นการถือตัว ด้วยเวลากับสถานที่ นั้นสำคัญมาก เรื่องบางเรื่องทำในที่ที่หนึ่งไม่ถูก ตำหนิ แต่เรื่องเดียวกันไปทำอีกที่หนึ่งกลับถูกต่อว่า บางครั้งการถอยรถให้หัวหน้าจอดครั้งเดียว ประทับใจไปตลอดการทำงาน
มรรคที่ 3 : จักขุมา เป็นภาษาพระคือ มองการณ์ ไกล ตาถึง มีทักษะ เพราะคนทำงานมีคน 3 ตา คือ 1.ตาดีข้าง ตาบอดข้าง 2.ตาดีทั้งสองข้าง 3.ตาบอดทั้งสองข้าง บางคนตาดีข้างคือมีความรู้เยอะ แต่ดันตาบอดข้างเพราะไม่สามารถทำงาน ร่วมกับใครได้ บางคนตาดีทั้งสองข้างคือ มีความรู้และมีทักษะทำงานร่วมกับเพื่อนร่วมงานได้ดี และบางคนตาบอดทั้งสองข้างคือความรู้ก็ไม่ดี พฤติกรรมก็ไม่งามอีก อย่าแค่ตาดีจับผิดใคร ต้องตาถึงวิเคราะห์งานให้ชัดเจน
มรรคที่ 4 : เสนา ไม่ใช่อำเภอหนึ่งของอยุธยา แต่คือทีมงาน เพื่อนพ้องน้องพี่ เพราะโบราณทั้งสอนกันว่าคนทำงานจะสำเร็จต้องมี 4 ท. คือ มีทีม มีทุน มีทำ มีทบทวน เพราะเก่งงาน ไม่พอ ต้องเก่งเพื่อน เก่งเครือข่ายด้วย เหมือนขุนหมื่น อำนวยการสร้างกระท่อมนางรจนา อำนวยการงานด้วยทีมว่า "นายมีโค่นไผ่ นายใจ ขุดหลุม นายชั้น นายชุ่ม คุมกันไปเกี่ยวแฝก เสร็จแล้วเกลาเสา เอาโว้ยย้ายแยก เลิกงานข้าจะแจกของแปลกๆ ให้กิน" ทีมจึงสำคัญเพราะพระยังสวดมนต์ 9 รูป เพราะสวดรูปเดียว นั้น "เหนื่อย"
มรรคที่ 5 : ปัญญา ในทางพระพุทธศาสนา ปัญญามี 3 ระดับ คือ 1.สุตมยปัญญา ปัญญาที่ฟังเยอะ อ่านเยอะ เรียนรู้เยอะ ทนต่อคำสอนของผู้ใหญ่ได้ดี 2.จินตมยปัญญา ฟังแล้วนำมาพิจารณา ขบคิดแลกเปลี่ยน เพื่อทบทวนนำไปปฏิบัติให้เป็นประโยชน์ 3.ภาวนามยปัญญา ลงมือทำอย่างต่อเนื่องให้เกิดความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน และเป็นแบบอย่างแก่คนอื่นได้
การทำงานแบบมรรคง่าย คือเลือกพูดให้ง่าย สื่อสารให้ง่าย จัดพื้นที่ทำงานให้หาของง่ายๆ ทำตัวในที่ทำงานให้ง่ายๆ กินง่ายอยู่ง่าย ทำงานที่รับผิดชอบให้ง่ายต่อการเข้าถึง เพื่อนร่วมงานเข้าถึงตัวได้ง่าย เป็นเจ้านายก็ลองเปิดประตูห้องทำงาน เป็นลูกน้องก็เงยหน้ามอง เป็นเพื่อนร่วมงานก็หันหน้าเข้าหากัน
เพราะการทำงานแบบมรรคง่ายนั้น จะสำเร็จ ได้ต้องสมดังกับพระพุทธพจน์บทที่ว่า "อุฏฺฐานวโต สตีมโต สุจิกมฺมสฺส นิสมฺมการิโน สญฺญตสฺส จธมฺมชีวิโน อปฺปมตฺตสฺส ยโสภิวฑฺฒติ" ยศย่อม เจริญแก่ผู้มีความหมั่น มีสติ มีการงานสะอาด ใคร่ครวญแล้วทำ ระวังดีแล้ว เป็นอยู่โดยธรรม และไม่ประมาท ที่สำคัญอย่าทำงาน "แบบ มักง่าย"







