posttoday
ทหารก็ทำได้แค่นี้!

ทหารก็ทำได้แค่นี้!

21 มกราคม 2561

ทหารไม่ใช่ "กลุ่มหัวกะทิ" ในสังคมไทย

โดย ทวี สุรฤทธิกุล

ทหารไม่ใช่ "กลุ่มหัวกะทิ" ในสังคมไทย

"กลุ่มหัวกะทิ" หมายถึงกลุ่มคนที่มีสติปัญญาและความสามารถสูง ได้แก่ผู้ที่ได้รับการศึกษามาอย่างดี รวมถึงผู้ที่สำเร็จการศึกษาจากสถาบันชั้นนำ มีความรู้ความสามารถอย่างโดดเด่น และประสบความสำเร็จด้วยความสามารถของตนเอง ซึ่งในแต่ละสังคมนั้นจะมีอยู่ไม่มาก จึงเรียกว่า "หัวกะทิ"

ทหารเป็นอาชีพหนึ่งที่มีลักษณะเป็นวิชาชีพเฉพาะ โดยมีสถาบันในการศึกษาอบรมของตนเองเช่น โรงเรียนนายสิบ โรงเรียนนายร้อย โรงเรียนเสนาธิการ อย่างนี้เป็นต้น และมีลักษณะเป็นสังคมแบบปิด คือจำกัดและควบคุมบุคคลที่จะมาเข้ากลุ่มด้วยการคัดเลือกคนเข้ามาด้วยมาตรฐานที่ชนชั้นนำของทหารกำหนด

โดยทั่วไปคนที่จะเป็นทหารจะถูกกำหนดชีวิตด้วยแรงผลักดันสองส่วนคือ ความต้องการของครอบครัวคือพ่อแม่หรือเกิดในครอบครัวที่มีเครือญาติเป็นทหาร ก็จะผลักดันให้ลูกหลานสืบทอดความเป็นทหารนั้นอย่างหนึ่ง และอีกส่วนหนึ่งนั้นก็อาจจะเป็นความต้องการส่วนตัวของคนคนนั้นเอง ที่มองเห็นว่าอาชีพทหารน่าจะเหมาะกับบุคลิกนิสัยของตน เช่น ชอบบู๊ ชอบสู้รบ ชอบเครื่องแบบสวยๆ ฯลฯ

แต่ในสังคมไทยนั้น คนที่เลือกอาชีพทหารยังถูกผลักดันด้วยค่านิยมบางอย่าง นั่นก็คือค่านิยมของ "ความมีอำนาจ" ได้แก่ การมียศถาบรรดาศักดิ์ ความน่าเกรงขาม และการเป็นชนชั้นที่มีอำนาจทางการเมือง ดังที่เราได้เห็นแล้วว่าผู้นำประเทศของไทยตลอดเวลา 86 ปีของการเปลี่ยนแปลงการปกครองที่ผ่านมานั้นเป็นทหารเสียส่วนมาก ทั้งยังมีอำนาจสูงมาก โดยไม่ต้องใช้ความพยายามมากมาย เพียงแต่มีตำแหน่งสูงๆ ในกองทัพแล้วใช้สถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมือง "ปูทาง" ขึ้นสู่อำนาจนั้นก็สามารถกระทำได้โดยง่าย

หากจะกล่าวให้ตรงประเด็นก็คือ ทหารไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อสร้างสังคมประชาธิปไตย เพราะสังคมทหารนั้นเป็นสังคมแบบปิดและบริหารปกครองด้วยวัฒนธรรมแบบเผด็จการ ด้วยเหตุนี้จึงมีผู้ให้ข้อสังเกตว่าปัญหาของการเมืองไทยที่อยู่ภายใต้การปกครองของทหาร จึง "ยิ่งมีแต่ปัญหา" เพราะทหารไม่เหมาะสมที่จะรับหน้าที่หรือภารกิจในการสร้างประชาธิปไตยดังกล่าว ในทำนองเดียวกันเมื่อทหารพยายามที่จะนำวัฒนธรรมแบบเผด็จการมาใช้กับการสร้างประชาธิปไตย ก็ยิ่งประสบปัญหาต่างๆ มากขึ้น

ประการแรก ประชาธิปไตยเป็นระบอบการปกครองที่ต้องให้ประชาชนเป็นใหญ่ คือเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย ประชาชนต้องเป็นคนกำหนดตัวผู้ปกครอง และนโยบายต่างๆ ให้ผู้ปกครองนั้นนำไปปฏิบัติ แต่ทหารที่เข้ามาเป็นผู้ปกครองหลังรัฐประหาร แม้จะมีความพยายามที่จะ "อิง" รูปแบบหรือกระบวนการแบบประชาธิปไตย เช่น การมีสมัชชาแห่งชาติ หรือการใช้นโยบายเอาใจประชาชน แต่ก็เป็นเพียงเครื่องมือในการรองรับอำนาจของผู้ปกครอง หาใช่การดำเนินวิถีประชาธิปไตยโดยธรรมชาติแต่อย่างใดไม่ นั่นก็คือทหารยังคงครองความเป็นใหญ่และกำหนดทิศทางต่างๆ ของประเทศ โดยการใช้การมีส่วนร่วมแบบปลอมๆ นั้นพรางร่าง

ประการต่อมา ทหารไม่ได้ถูกอบรมสั่งสอนมาให้รับกับการพัฒนาประเทศในโลกสมัยใหม่ เพราะภารกิจหลักของทหารคือการสร้างความมั่นคง แม้ในหลักสูตรจะมีเรื่องของการพัฒนาและเรียนรู้เรื่องวิถีชาวโลกอยู่บ้าง รวมถึงที่มีหลักสูตรเรียนรู้ร่วมกับสังคมภายนอก เช่น วปอ. และที่ทหารไปเรียนร่วมกับกลุ่มสังคมอื่นๆ แต่ก็เป็นไปอย่างฉาบฉวย หรือเพียงเพื่อเพิ่มเครือข่ายอำนาจให้แก่อำนาจของนายทหารเหล่านั้น โดยที่นายทหารในชนบทแม้จะสัมผัสประชาชนใกล้ชิด แต่ก็ไม่ได้ใช้ความ ใกล้ชิดนั้นพัฒนาชุมชนให้ได้ดีเท่าที่ควร เพราะนายทหารที่ไปปฏิบัติภารกิจในด้านการพัฒนาอยู่ในชนบทนั้นก็จะเป็นนายทหารอีกพวกหนึ่งที่ไม่ได้มีอำนาจในวงอำนาจภายในของกองทัพอย่างแท้จริง

อีกประการหนึ่ง ทหารมีความอดทน ค่อนข้างน้อยต่อการปะทะหรือต่อสู้กับปัญหาทางเศรษฐกิจและสังคม (ซึ่งทหารก็มีความรู้อยู่ ค่อนข้างน้อยดังกล่าว) ตลอดจนปัญหาการเมืองที่สลับซับซ้อน โดยเฉพาะการเมืองภาคประชาชน ที่แม้ว่าทหารพยายามจะใช้ภารกิจด้านการข่าวเข้าถึงข้อมูลเหล่านั้น แต่ด้วยการขาดเครื่องมือวิเคราะห์ที่จะต้องอาศัยความชำนาญพิเศษบางอย่าง เป็นต้นว่า เศรษฐศาสตร์ สังคมวิทยา และรัฐศาสตร์ รวมถึงที่ทหารมีโลกทัศน์หรือชุดความคิดที่เป็นของทหารเองโดยเฉพาะ เป็นต้นว่ามองปัญหาต่างๆ เป็นเรื่องของการสู้รบหรือเอาชนะด้วยความรุนแรงและรวดเร็ว จึงทำให้ทหารขาดความละเมียดละไมในการแก้ปัญหา รวมถึงการแสดงบุคลิกในเชิงแข็งกร้าวดุดันหรือปิดลับ อย่างที่ได้แสดงให้สังคมได้เห็นอยู่ขณะนี้

เมื่อไม่นานมานี้ ผู้เขียนได้คุยกับสมาชิก สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศท่านหนึ่ง ท่านให้ข้อสรุปที่น่าฟังว่าที่ประเทศไทยมีปัญหามากๆ มาถึงทุกวันนี้ก็เพราะว่าเราใช้งานทหารผิดประเภท ด้วยความที่ขาดความรู้ความเชี่ยวชาญทางด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมดังที่กล่าวมา คือทหารนั่นมี "พลัง" แต่ไม่ "ปราดเปรื่อง" ยิ่งไปกว่านั้นทหารก็ไม่ใช่คนประเภทที่ว่า "คอทั่งสันหลังเหล็ก" ที่จะอดทนต่อสภาพแรงกดดันต่อปัญหาที่รุมล้อมต่างๆ ได้เท่าใดนัก เราจึงมักพบว่าเมื่อทหารถูกปัญหาอะไรรุมเร้ามากๆ ก็อาจจะเอา "กำปั้นทุบดิน" หรือเกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองได้ง่ายๆ แม้แต่การทำรัฐประหารให้ตนเองมีอำนาจสืบต่อไป

ท่านพูดให้คิดครับว่า "ทหารก็ทำได้แค่นี้"

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท