เบื้องหลัง ‘มอบนาฬิกา = มอบความตาย’
นาฬิกาคือของขวัญต้องห้ามที่ชาวจีนถือหนักหนา เพราะชาวจีนเชื่อว่าเท่ากับมอบความตายให้แก่ผู้รับ
นาฬิกาคือของขวัญต้องห้ามที่ชาวจีนถือหนักหนา เพราะชาวจีนเชื่อว่าเท่ากับมอบความตายให้แก่ผู้รับ
หากลองใช้ตรรกะเดียวกับของขวัญต้องห้ามที่คนไทยคุ้นชิน เช่น ให้เหล้าเท่ากับแช่ง ให้น้ำหอมเท่ากับต่อว่าผู้รับตัวเหม็น การห้ามให้นาฬิกาอาจจะมีความหมายลึกซึ้งว่าเวลาของคุณหมดแล้ว หรือความสัมพันธ์นั้นจะหยุดลงได้เมื่อนาฬิกาเรือนนั้นหยุดเดิน
ลึกซึ้งไป! อันที่จริงไม่ใช่เรื่องซับซ้อนแบบนั้นเลย
ชาวจีนห้ามให้นาฬิกาเพราะในภาษาจีน "มอบนาฬิกา ()" พ้องเสียงกับคำว่า "ส่งครั้งสุดท้าย ()" ซึ่งก็คือพิธีกรรมก่อนจะส่งผู้ตายเข้าเตาเผา หรือลงหลุม หรือหมายถึงการไปดูหน้ากันก่อนสิ้นใจ โดยทั้งคู่อ่านว่า "ซ่งจง"
"ซ่ง ()" แปลว่าส่ง ให้ หรือมอบ ส่วน "จง (,)" เป็นสองตัวอักษรที่พ้องเสียงกัน ตัวหนึ่งแปลว่า นาฬิกา อีกตัวแปลว่า จุดจบ อวสาน
เพื่อความเข้าใจในวัฒนธรรมจีนจึงต้องอธิบายเพิ่มเติมด้วยว่า เนื่องจากภาษาจีนมีเสียงน้อย จึงมีอักษรที่พ้องเสียงกันอยู่มากอย่างเช่น ตัวอักษรเสียงที่ออกเสียงว่า "ซื่อ" ก็มีถึงเกือบ 40 ตัวอักษร
อย่างที่ชอบบอกว่าได้ยินเสียงชาวจีนคุยกัน "โช้งเช้ง" ไปมา ก็เพราะว่าเสียงภาษาจีนมีน้อยนี่แหละ (นอกจากภาษาจีนแล้ว ผมก็ยังไม่เคยได้ยินคำที่จำลองเสียงภาษาต่างชาติได้รัดกุมจนเหลือแค่สองพยางค์แล้วเป็นอันเข้าใจ)
เกมวัฒนธรรมความเชื่อของจีน จึงผูกพันกับการเล่นคำพ้องเสียงมากมาย ความเชื่อตระกูลเดียวกับการห้ามมอบนาฬิกาจึงยังมีอีกเยอะ
เช่น คนจีนห้ามให้ลูกแพร์ () เพราะลูกแพร ภาษาจีนอ่านว่า "หลี" ซึ่งพ้องเสียงกับคำว่าลาจาก กัน () หรือห้ามให้ ร่ม () เพราะเสียงภาษาจีนคำว่า ร่ม อ่านว่า "ส่าน" ไปคล้ายกับเสียง "ซ่าน" ที่แปลว่า พลัดพราก ()
ทั้งลูกแพร์และร่ม จึงเป็นของขวัญต้องห้าม เพราะให้แฟนให้เพื่อนก็ถือว่าบอกเลิกคบ ให้คู่รักสามีภรรยาก็ถือว่าสาปแช่งให้หย่า ให้ผู้ใหญ่ให้คนชราเท่ากับบอกว่าควรลาโลกไปได้แล้ว
และเกมนี้ไม่ได้เล่นแค่กับคำอวมงคล อย่างเช่น ในเทศกาลตรุษจีนที่มีการติดตัวอักษรคำว่า "สิริมงคล ()" กลับด้านบนล่างก็เพราะคำว่า "กลับด้าน ( อ่านว่า ฅ้าว)" มีเสียงเหมือนกับคำว่า "มาถึง ()"
สิริมงคลที่กลับด้าน จึงหมายถึงว่าสิริมงคลมาถึงแล้ว
ถึงจุดนี้ผู้อ่านคงเริ่มอ๋อ (หรืออ๋อมานานแล้ว) ว่าเกมนี้ของไทยใช่ย่อย ความเชื่อเรื่องปลูก มะยม ขนุน มะขาม ไว้หน้าบ้านหลังบ้าน ก็ไม่ได้ต่างกับเรื่องที่ชาวจีนเชื่อถือกันสักนิดเดียว
จะเชื่อเป็นสรณะหรือไม่คงแล้วแต่คติการใช้ชีวิตส่วนบุคคล ที่แน่ๆ ต้นลั่นทมที่พ้องเสียงกับระทมก็เพิ่งนิยมปลูกกันยกใหญ่เมื่อเปลี่ยนชื่อเป็นลีลาวดี
เป็นทั้งเรื่องวัฒนธรรมและเรื่องความสบายใจ
แต่สำหรับคนที่รู้จักปรับใช้ประโยชน์จากการเล่นคำพ้องเสียงได้อย่างมีระดับและเชี่ยวชาญ ผู้คนย่อมเห็นว่าฉลาดหลักแหลม
เช่นตัวอย่างคลาสสิกในจดหมายเหตุสามก๊ก เมื่อตอนไทสูจู้เพิ่งถูกฝ่ายซุนเซ็กจับเป็นเชลยไปหมาดๆ โจโฉได้ส่ง โสม "ตังกุย" ใส่ถุงผ้าธรรมดาๆ ไปให้ไทสูจู้ เจตนาโจโฉไม่ได้อยากให้ไทสูจู้ฟื้นฟูบำรุงร่างกาย แต่คำว่า "ตังกุย ()" ในภาษาจีนยังแปลได้อีกความหมายว่า "ควรจะเข้ามา (เป็นพวกข้า)"...
คือศิลปะการส่ง Short Message ของโจโฉ
กลับไปถึงเรื่องการมอบนาฬิกา ความไม่รู้ธรรมเนียมนี้ก็เคยทำให้เกิดความกระอักกระอ่วนระหว่างตัวแทนสองประเทศมาแล้ว
เรื่องมีอยู่ว่า หลังตรุษจีนปี 2015 ได้ไม่นาน ซูซาน คราเมอร์ รัฐมนตรีคมนาคมของอังกฤษเยี่ยมเยือนไต้หวัน ในพิธีเจอะเจอกันเธอมอบของขวัญเป็นนาฬิกาพกให้กับ ดร.เคอเหวินเจ๋อ ผู้ว่าการกรุงไทเป
จังหวะนั้นทำเอา ดร.เคอมีสีหน้าแปลกๆ ออกสื่อ เมื่อนักข่าวท้องถิ่นเข้าไปถาม ดร.เคอๆ จึงตอบติดตลกไปว่า "จะเอาไปให้คนอื่น หรือไม่ก็ขายเป็นเศษเหล็ก เพราะมันคงไม่มีประโยชน์อะไร..."
ผลก็คือ ซูซาน คราเมอร์ ต้องออกมากล่าวขอโทษ ส่วน ดร.เคอเหวินเจ๋อ ก็ถูกนักการเมืองไต้หวันด้วยกันโจมตีว่าหยาบคาย
เป็นตัวอย่างของการทูตที่ผิดพลาด และคำพูดติดตลกผิดเวลา
แต่ความเชื่อนี้ก็ไม่ได้เกิดขึ้นตั้งแต่จีนได้รู้จักนาฬิกา และที่จริงกล่าวได้ว่าเพิ่งเริ่มเป็นที่นิยมอย่างกว้างขวางเมื่อไม่กี่สิบปีมานี้เอง
ตัวอย่างแย้ง เช่น ในสมัยฮ่องเต้เฉียนหลง พระองค์คือนัก "เล่น" นาฬิกาตะวันตกตัวยง จนพ่อค้าหรือนักการทูตต่างชาติที่จะเอาใจพระองค์ต้องเสาะหานาฬิกาแปลกใหม่พิสดารถวายให้เสมอ โดยพระองค์ไม่เคยต้องสนใจเรื่องมอบความตาย
หรือแม้แต่ยุคใกล้เข้ามา ในพิธีแต่งงานระหว่าง เจียงไคเช็กและมาดามซ่งเหม่ยหลิง เพื่อนของมาดาม ก็มอบนาฬิกาปลุกสุดหรูจากสวิตเซอร์แลนด์ให้เป็น ของขวัญวันแต่งพร้อมสลักหลังแสดงความปรารถนาดี
ไม่ต้องพูดถึงรัฐบาลฝั่งจีนแผ่นดินใหญ่ที่ปฏิเสธความเชื่องมงายทั้งปวง ปี 2005 รัฐบาลจีนยังมอบนาฬิกาทองคำหนัก 600 กิโลกรัม ให้กับองค์การสหประชาชาติเนื่องในโอกาสที่องค์การฯ ครบรอบ 60 ปี อยู่เลย
และหากใครเป็นลูกหลานชาวไทยเชื้อสายจีนที่มีอายุสักหน่อย อาจจะเคยเห็นว่าเมื่ออดีตในพิธีเปิดกิจการใหม่ สิ่งที่มักให้เป็นของขวัญวันเปิดร้านก็คือนาฬิกาเรือนใหญ่ลวดลายสลักไม้สวยงามพร้อมเขียนคำยินดีเป็นที่ระลึกบนกระจกหน้าปัดบ้าง หรือสลักลงบนเนื้อไม้บ้าง
นี่คือหลักฐานที่ว่า ความเชื่อเรื่องการมอบนาฬิกา = มอบความตาย เป็นความเชื่อที่ชาวจีนเพิ่งถือกันอย่างกว้างขวางเมื่อไม่กี่สิบปีนี้
เพราะเป็นความเชื่อที่มีที่มาจากการเล่นคำ ก็ไม่ควรยึดถือเป็นสรณะทั้งผู้รับและผู้ให้ แต่ก็ต้องเรียนรู้ไว้เพื่อเป็นมารยาทต่างวัฒนธรรม
และเพราะเป็นเพียงการเล่นคำ ย่อมมีวิธีแก้เคล็ด เช่น เราให้นาฬิกาเขาไปก็ให้เขาทำเป็นจ่ายเงินเราพอเป็นพิธี เท่ากับว่าเปลี่ยนจากพฤติกรรมการมอบให้กลาย เป็นพฤติกรรมอื่น เช่น ซื้อ เช่า ยืม ก็ว่ากันไป ตรรกะคล้ายๆ "รถคันนี้สีน้ำเงิน"
เพราะเจตนาส่งความปรารถนาดีนั้นย่อมเป็นที่รู้ดีกันระหว่างผู้รับและผู้ให้ คงต้องถือคติเหมือนวลีภาษาจีนที่บอกว่า "ฟ้ารู้ ดินรู้ ข้ารู้ ท่านรู้..." แค่นี้ก็คือว่ามีคนรับรู้กันแล้ว โดยไม่ต้องใช้วลีเล่นคำมาบิดเบือน n


