
วันเลือกตั้งต้องชัดเจน
สัญญาณการขยายระยะเวลาการบังคับใช้ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
สัญญาณการขยายระยะเวลาการบังคับใช้ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จากคณะกรรมาธิการวิสามัญ โดยกำหนดให้ร่างกฎหมายฉบับนี้มีผลบังคับใช้ 90 วัน นับแต่วันประกาศลงในราชกิจจานุเบกษา ค่อนข้างชัดเจนแล้วว่าปฏิทินการเมืองตามโรดแมปที่รัฐบาลกำหนดให้มีการเลือกตั้งในเดือน พ.ย. 2561 มีอันต้องเลื่อนออกไปอีกประมาณ 3 เดือนเป็นอย่างน้อย
ทั้งนี้ เพราะตามรัฐธรรมนูญกำหนดให้มีการจัดการเลือกตั้งขึ้นภายใน 150 วัน หลังจากที่ พ.ร.บ.เกี่ยวกับการเลือกตั้งทั้ง 4 ฉบับมีผลบังคับใช้
ดังนั้น สถานการณ์นี้บ่งชี้ถึงความไม่แน่นอนที่ คสช.แบะท่ายืด ระยะไทม์ไลน์การได้มาของ สส.ออกไปอีก และก็ไม่มีความชัดเจนอีกเช่นกันว่ารัฐบาลจะยังจัดให้มีการเลือกตั้งขึ้นภายในช่วงต้นปี 2562 หรือไม่ เพราะคำสั่งหัวหน้า คสช.มีอำนาจเหนือรัฐธรรมนูญย่อมส่งผลให้คำมั่นสัญญาทั้งหลายมีการเปลี่ยนแปลงได้เสมอๆ
แน่นอนที่สุดแม้เอกชนบางกลุ่มที่ทำงานใกล้ชิดและได้ประโยชน์จากนโยบายรัฐบาลปัจจุบันจะสะท้อนไปในทิศทางเดียวกันว่า การเลื่อนการเลือกตั้งออกไปไม่มีผลกระทบต่อการขยายตัวเศรษฐกิจ แต่หากมองกันอย่างตรงไปตรงมาแล้ว ปฏิเสธไม่ได้ว่าความไม่แน่นอนทางการเมืองมีผลอย่างสูงต่อความเชื่อมั่นของประเทศ
โดยเฉพาะการตัดสินใจลงทุนของภาคเอกชนที่นอกจากต้องอาศัยปัจจัยพื้นฐานในประเทศและปัจจัยภายนอกแล้ว หากขาดความมั่นใจทางการเมืองหรือไม่มีความแน่นอนทางการเมืองสูง ย่อมมีผลต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ
สถานการณ์เช่นนี้อาจจะทำให้เศรษฐกิจชะลอตัว ทั้งการชะลอการลงทุน ชะลอการบริโภค และท้ายที่สุดจะกระทบต่ออัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจตามที่ประมาณการไว้ ซึ่งภาวะเศรษฐกิจของประเทศในภาพรวมก็ยังมีปัจจัยเสี่ยงและอาจกล่าวได้ไม่เต็มปากว่านโยบาย ไทยแลนด์ 4.0 จะเป็นเครื่องมือผลักประเทศให้ผงกหัวสู่ความโชติช่วงชัชวาลตามที่รัฐบาลมุ่งหวัง
ที่สำคัญยิ่งตลอดระยะเวลากว่า 3 ที่ผ่านมา คสช.รู้ซึ้งถึงปัญหาสถานะของรัฐบาลทหารเป็นอย่างดีว่าไม่เป็นที่ยอมรับของนานาชาติ และต้องใช้ความพยายามทุกช่องทางในการเดินสายอธิบายเพื่อสร้างความมั่นใจต่อนักลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะในเวทีการเจรจาระหว่างประเทศ
หากปัญหาความไม่แน่นอนทางการเมืองยังเป็นกับดักการพัฒนาก็เป็นไปได้สูงที่การนำประเทศออกจากหล่มความไม่เชื่อมั่นจะยังมีอยู่ต่อไปและจะเป็นอุปสรรคต่อการขับเคลื่อนนโยบายในแต่ละด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งมาตรการกีดกันทางการค้าของประเทศมหาอำนาจ ทั้งอเมริกาและสหภาพยุโรป ตลอดจนการเจรจาข้อตกลงระหว่างประเทศในแต่ละเวทีที่อาจมีความเสียเปรียบ ฯลฯ
รวมถึงปัญหาความไม่แน่นอนทางการเมืองจะตอกย้ำทำให้ ภาพลักษณ์ของประเทศยังคงมัวหมองในสายตาของนักประชาธิปไตยทั่วโลก ซึ่งล้วนไม่เป็นผลดีต่อการดำเนินนโยบายทั้งสิ้น
ขณะที่การทำธุรกิจในประเทศก็ไม่แตกต่างกัน เพราะเอกชนต้องการความเชื่อมั่นต่อทิศทางการดำเนินนโยบายและความแน่นอนทางการเมือง ด้วยการขับเคลื่อนเศรษฐกิจตามนโยบายที่ได้ประกาศเป็นยุทธศาสตร์ชาติในแต่ละด้านจะเดินหน้าบรรลุเป้าหมายได้ จำเป็นต้องมีกลไกที่เอื้อต่อการตัดสินการทำธุรกิจ
ฉะนั้น รัฐบาล คสช.จะต้องเร่งสร้างความชัดเจนโดยการประกาศต่อสาธารณะเป็นสัญญาประชาคมอีกครั้งว่าการดำเนินงานทางการเมืองนับจากนี้ไปจะไม่มีการขยับโรดแมปออกไปอีก และจะมีความจริงใจส่งไม้ต่อ เพื่อนำไปสู่การใช้กติกาที่มีความเป็นสากลและเป็นที่ยอมรับของนานาชาติ
ตลอดจนพร้อมขจัดปัจจัยลบทั้งต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ และการ นำพาประเทศไปสู่การปกครองในระบอบประชาธิปไตยให้มีความยั่งยืน ในไม่ช้า







