
เงินเยน-หยวนแข็งค่า ไทยได้อานิสงส์ลงทุน
...ศูนย์วิจัยกสิกรไทย
เงินสกุลเอเชียแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับเงินเหรียญสหรัฐ ประกอบกับเศรษฐกิจเอเชียยังคงเติบโตได้ต่อเนื่องในปีนี้ รวมทั้งอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับสูงกว่า ส่งผลให้เงินทุนไหลเข้าประเทศเอเชียจำนวนมาก ผลของค่าเงินเอเชียที่แข็งค่าขึ้นนี้ ทำให้ตัวจักรขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้านภาคส่งออกของประเทศส่วนใหญ่ในเอเชียต้องประสบภาวะชะลอตัว เนื่องจากราคาสินค้าส่งออกปรับสูงขึ้นในตลาดโลกตามค่าเงินที่แข็งค่าขึ้น สภาพแวดล้อมเช่นนี้ ประเทศเอเชียส่วนใหญ่รวมทั้งประเทศไทยที่มีค่าเงินแข็งค่าขึ้นคงต้องประสบความยากลำบากในการส่งออกมากขึ้นในช่วงที่เหลือของปีนี้
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เห็นว่าภาคส่งออกของไทยมีแนวโน้มเผชิญกับการเติบโตที่ชะลอลงในช่วงที่เหลือของปีนี้ จากที่ขยายตัว 32.6% ในช่วง 8 เดือนแรก (YoY) เนื่องจากค่าเงินบาทที่ยังมีแนวโน้มแข็งค่าในช่วงที่เหลือของปีนี้
อีกด้านหนึ่ง ทิศทางค่าเงินเยนของญี่ปุ่นและเงินหยวนของจีนที่แข็งค่าขึ้น ทำให้การส่งออกสินค้าของทั้งสองประเทศนี้ต้องประสบปัญหาภาวะชะลอลง อาจเป็นปัจจัยหนึ่งที่ผลักดันให้มีเม็ดเงินลงทุน (FDI) เข้ามาในไทยเพิ่มขึ้น
สำหรับจีนนั้น แม้เงินหยวนจะเพิ่มขึ้นไม่มากนักหลังจากที่จีนปล่อยให้เงินหยวนแข็งค่าได้มากขึ้นในเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา แต่ขีดความสามารถในการแข่งขันของสินค้าส่งออกจีนที่ลดลงจากค่าเงินที่แข็งค่าขึ้น ประกอบกับค่าแรงงานในจีนที่พุ่งสูงก็ถือเป็นแรงผลักดันให้จีนออกไปลงทุนต่างประเทศเพิ่มขึ้น
โดยอานิสงส์อีกประการหนึ่งของการเข้ามาลงทุนของญี่ปุ่นและจีนในไทย ได้แก่ การจัดทำความตกลง FTA ระหว่างอาเซียนกับญี่ปุ่น และ FTA ระหว่างอาเซียนกับจีน รวมถึงการจัดทำ FTA ระหว่างอาเซียนกับประเทศคู่เจรจาอื่นๆ ได้แก่ เกาหลีใต้ อินเดีย ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ทำให้การเข้ามาจัดตั้งฐานการผลิตในไทยหรืออาเซียน สามารถส่งออกไปยังคู่ค้า FTA โดยได้รับสิทธิประโยชน์ด้านภาษี อีกทั้งยังสามารถใช้วัตถุดิบร่วมกันของประเทศอาเซียน โดยอัตราภาษีเกือบทั้งหมดเป็น 0% ตามความตกลงเปิดเสรีทางการค้าของอาเซียน
ไทยเป็นแหล่งลงทุนสำคัญของต่างชาติแห่งหนึ่งในอาเซียน โดยมูลค่า FDI ของไทยสูงเป็นอันดับที่ 3 ในอาเซียนในปี 2552 คิดเป็นสัดส่วน 15% ของมูลค่า FDI ทั้งหมดในอาเซียน รองจากสิงคโปร์ (สัดส่วน 41%) และเวียดนาม (สัดส่วน 19.2%) ตามลำดับ
อย่างไรก็ตาม หากพิจารณามูลค่า FDI สะสมในเกือบ 20 ปีที่ผ่านมา (25332552) ของไทยราว 9.9 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ถือว่ามีมูลค่าสูงเป็นอันดับที่ 2 ของอาเซียน รองจากสิงคโปร์ (3.436 แสนล้านเหรียญสหรัฐ) ส่วนอันดับต่อๆ มา ได้แก่ มาเลเซีย อินโดนีเซีย และเวียดนาม ตามลำดับ สำหรับเวียดนามถือว่าเป็นประเทศในอาเซียนที่ขึ้นมาเป็นแหล่งลงทุน FDI สำคัญอันดับต้นๆ ในปัจจุบัน
ส่วนสำคัญเนื่องจากเวียดนามเพิ่งเปิดประเทศรับการลงทุนเมื่อเข้าเป็นสมาชิก WTO ในเดือน ม.ค. 2550 ประกอบกับค่าแรงงานที่ต่ำและข้อได้เปรียบด้านทรัพยากรธรรมชาติ จึงดึงดูด FDI จากหลายประเทศ ซึ่งถือเป็นคู่แข่งหนึ่งของไทยในการดึงดูด FDI เข้าประเทศ และยิ่งค่าเงินด่องของเวียดนามที่อ่อนค่าด้วยแล้ว ทำให้มูลค่าเงินลงทุนของต่างชาติในรูปเงินด่องสูงขึ้นด้วย อย่างไรก็ตามเสถียรภาพเศรษฐกิจเวียดนามด้านต่างประเทศที่ค่อนข้างเปราะบาง เนื่องจากดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัดที่ขาดดุลสูง และเงินสำรองต่างประเทศที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง เป็นปัจจัยหนึ่งที่อาจบั่นทอนความเชื่อมั่นของนักลงทุน ขณะที่เสถียรภาพเศรษฐกิจของไทยมีความมั่นคงสูงกว่าค่อนข้างมาก ทั้งการเกินดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัด และเงินสำรองต่างประเทศในระดับสูง
สำหรับประเทศไทย มูลค่า FDI ในไทยมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นในปีนี้ โดยข้อมูลยอดขอรับส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศในไทยของ BOI พบว่ามูลค่าโครงการลงทุนของต่างชาติที่ยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุนในไทยในช่วง 8 เดือนแรกของปีนี้เพิ่มขึ้น 43.3% (YoY) จาก 8.52 หมื่นล้านบาท ในช่วงเดียวกันของปี 2552 เป็น 122,100 ล้านบาท โดยเป็นยอดโครงการลงทุนที่ยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุนในไทยของญี่ปุ่นและจีนเพิ่มขึ้น 49% และเกือบ 68% (YoY) ตามลำดับ มูลค่าโครงการลงทุนของญี่ปุ่นที่ยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุนในไทยยังคงถือว่าสูงที่สุด ราว 4.97 หมื่นล้านบาท โดยสาขาลงทุนของญี่ปุ่นในไทยปีนี้ส่วนใหญ่เป็นสาขาผลิตภัณฑ์โลหะ/เครื่องจักร (สัดส่วน 44% ของมูลค่าโครงการลงทุนทั้งหมดของญี่ปุ่นในไทย) และอิเล็กทรอนิกส์/เครื่องใช้ไฟฟ้า (สัดส่วน 25.6%)
ขณะที่โครงการจีนที่เข้ามายื่นขอส่งเสริมการลงทุนในไทยในช่วง 8 เดือนแรกของปีนี้มีมูลค่าสูงเป็นอันดับที่ 4 รองจากญี่ปุ่น สหภาพยุโรป และอาเซียน ตามลำดับ โดยมีอัตราเติบโต 68% (YoY) มูลค่าโครงการรวม 8,100 ล้านบาท แต่ถือว่ามีอัตราเติบโตสูงเป็นอันดับที่ 2 รองจากโครงการลงทุนของสหภาพยุโรปที่ยื่นของส่งเสริมการลงทุนในไทยในช่วงเดียวกันที่ขยายตัวราว 400% (YoY) ขณะที่มูลค่าโครงการลงทุนของอาเซียน มีอัตราเติบโต 23.8% (YoY) โดยโครงการลงทุนของจีนในไทยที่มีมูลค่าสูงในปีนี้เป็นสาขาภาคบริการ คิดเป็นสัดส่วนถึง 87% ของโครงการทั้งหมดของจีนที่ยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุนในไทย ที่สำคัญเป็นโครงการผลิตไฟฟ้า รองลงมา ได้แก่ สาขาเกษตร/ผลิตภัณฑ์เกษตร สัดส่วนเกือบ 8%
บทสรุป ทิศทางการแข็งค่าของเงินเยนในระยะนี้น่าจะเป็นแรงผลักดันให้ธุรกิจญี่ปุ่นที่เข้าไปจัดตั้งฐานการผลิตในอาเซียนและไทยอยู่แล้ว ใช้จังหวะในช่วงนี้เร่งขยายการลงทุนมากขึ้น โดยได้อานิสงส์จากค่าเงินเยนแข็งค่าที่ทำให้เงินลงทุนของญี่ปุ่นมีค่าเพิ่มขึ้น (ในรูปสกุลท้องถิ่น)
ในขณะที่ธุรกิจญี่ปุ่นอีกส่วนหนึ่งที่มีฐานการผลิตบางส่วนภายในญี่ปุ่นและประสบปัญหาจากการส่งออกที่ได้รับผลกระทบจากการแข็งค่าเงินเยน ซึ่งส่งผลให้กำไรของธุรกิจส่งออกปรับลดลงอย่างมาก จึงอาจพิจารณาขยายการลงทุนในส่วนที่ผลิตในญี่ปุ่นไปในต่างประเทศที่มีฐานการผลิตอยู่แล้วมากขึ้น ซึ่งในปัจจุบันอาเซียนและไทยถือเป็นฐานการผลิตที่สำคัญของญี่ปุ่น โดยญี่ปุ่นเป็นประเทศที่เข้ามาลงทุนในอาเซียนและไทยมีมูลค่าสูงที่สุด คาดว่ามูลค่าการลงทุนของญี่ปุ่นในอาเซียนและไทยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในปีนี้ตามค่าเงินเยนที่แข็งค่าขึ้นในปีนี้
ส่วนบทบาทของจีนด้านการลงทุนนั้น ในช่วงที่ผ่านมาจีนถือว่ายังเข้ามาลงทุนในไทยและอาเซียนไม่มากนัก ส่วนใหญ่เป็นความสัมพันธ์ทางด้านการค้ามากกว่า แต่ทิศทางการเข้ามาลงทุนของจีนในไทยปรับเพิ่มขึ้นในปัจจุบันและมีแนวโน้มขยายตัวสูงขึ้น เนื่องจากอานิสงส์ของการจัดทำความตกลง FTA ของอาเซียน และ FTA ระหว่างอาเซียนกับประเทศคู่เจรจาต่างๆ ได้แก่ จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินเดีย ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ทำให้การเข้ามาตั้งฐานการผลิตในไทยและอาเซียนอื่นๆ สามารถใช้วัตถุดิบภายในอาเซียนได้โดยแทบไม่เสียภาษี และส่งออกไปยังอาเซียนและประเทศคู่เจรจา FTA โดยได้สิทธิประโยชน์ทางภาษีภายใต้ความตกลง FTA กรอบต่างๆ
นอกจากนี้ ค่าเงินหยวนที่แข็งค่าขึ้นและค่าแรงงานของจีนที่ปรับตัวสูงขึ้น รวมถึงมาตรการทางการค้าที่มิใช่ภาษี (NonTariff Measures : NTMs) ที่เป็นอุปสรรคต่อการส่งออกของจีน ล้วนเป็นปัจจัยเร่งให้จีนออกไปลงทุนนอกประเทศมากขึ้น นอกจากนี้การพัฒนาเส้นทางคมนาคมขนส่งเชื่อมโยงในภูมิภาคอินโดจีนหลายเส้นทาง คาดว่าจะช่วยให้การเข้ามาลงทุนของจีนในไทยและส่งออกกลับไปจีนตอนใต้มีความสะดวกและย่นระยะเวลาขนส่งมากขึ้นด้วย
หากพิจารณาขีดความสามารถของไทยในด้านการรองรับการลงทุนจากต่างประเทศจากรายงาน The Global Competitiveness Report 20102011 ของ World Economic Forum ถือว่า ไทยมีความ โดดเด่นด้านประสิทธิภาพของตลาดแรงงาน (Labor Market Efficiency) โดยถูกจัดให้อยู่ในอันดับที่ 24 จากทั้งหมด 139 ประเทศ สำหรับโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) ไทยอยู่ในอันดับที่ 35 โดยหากเทียบกับประเทศกำลังพัฒนาในเอเชีย ไทยเป็นรองสิงคโปร์และมาเลเซีย แต่อยู่ในอันดับเหนือกว่าจีน อินเดีย เวียดนาม อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ สำหรับด้านภาษี ไทยอยู่ในอันดับเหนือกว่ามาเลเซีย จีน อินเดีย เวียดนาม อินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ ขณะที่ไทยได้รับการจัดอันดับด้านความสะดวกในการประกอบธุรกิจจากธนาคารโลกให้อยู่ในลำดับที่ 12 ของประเทศทั้งหมด 183 ประเทศ โดยไทยอยู่ในอันดับเหนือกว่ามาเลเซีย จีน อินเดีย เวียดนาม อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ ส่วนด้านบรรยากาศในการประกอบธุรกิจ ไทยอยู่ในอันดับที่ 31 จากทั้งหมด 55 ประเทศ โดยเป็นรองมาเลเซียที่อยู่ในอันดับที่ 30 แต่เหนือกว่าจีน อินเดีย เวียดนาม อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ อย่างไรก็ตาม ปัจจัยที่อาจกดดันบรรยากาศด้านการลงทุนของไทยในช่วงที่เหลือของปีนี้ ได้แก่ การแก้ไขปัญหากรณีมาบตาพุด และสถานการณ์ความไม่สงบทางการเมืองก่อนการเลือกตั้งที่กำหนดจัดขึ้นในปี 2554 ที่อาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติในไทยในช่วงที่เหลือของปีนี้







