
ค่าแรงทำให้ครบ
ผ่านไปแล้วสำหรับการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำแบบทั่วประเทศ หลังจากขึ้นแบบบางจังหวัดมา 3 ปี
ผ่านไปแล้วสำหรับการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำแบบทั่วประเทศ หลังจากขึ้นแบบบางจังหวัดมา 3 ปี โดยหลังจากนี้จะมีการนำผลการประชุมของคณะกรรมการค่าจ้าง หรือบอร์ดไตรภาคี ไปเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี หรือ ครม. หากไม่มีการตีกลับก็คงประกาศใช้ได้ทันขึ้นค่าแรงสิ้นเดือน ม.ค.นี้
อย่างไรก็ตาม เพื่อให้การขึ้นค่าแรงครั้งนี้สมบูรณ์แบบ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรจะต้องมีการเสนอมาตรการลดผลกระทบเพื่อให้ทุกฝ่ายอยู่ได้เข้าไปพร้อมกัน ตามที่รัฐบาลได้มอบหมายให้ทำมาตรการป้องกันแก้ไขล่วงหน้าหลัก 2 ส่วน คือ ในส่วนของราคาสินค้า ได้มอบหมายให้กระทรวงพาณิชย์ไปดูแลผู้ใช้แรงงานที่หวั่นว่าราคาสินค้าหรือบริการค่าโดยสารอาจจะปรับขึ้นไป รวมแล้วมากกว่าค่าแรงที่ได้ขึ้นอีกวันละแค่ 8-30 บาท
อีกส่วนหนึ่งเป็นมาตรการที่จะดูแลผู้ประกอบการกลุ่มที่จะได้รับ ผลกระทบ โดยมอบหมายให้กระทรวงการคลังหาแนวทางช่วยเหลือเยียวยาทางด้านภาษีบูรณาการออกมาตรการลดหย่อนภาษีรายได้ ช่วยเหลือ ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือกลุ่ม เอสเอ็มอี ที่จะได้รับผลกระทบมากที่สุด
ทั้งนี้ จากผลประชุมของคณะกรรมการค่าจ้าง หรือบอร์ดไตรภาคี 3 ฝ่าย คือ นายจ้าง ลูกจ้าง และฝ่ายรัฐ ที่มีปลัดกระทรวงแรงงานเป็นประธานการประชุมเมื่อวันที่ 17 ม.ค.ที่ผ่านมา ที่ประชุมได้กำหนดอัตรา ค่าจ้างขั้นต่ำปี 2561 มีทั้งหมด 7 อัตรา คือ ตั้งแต่ขึ้นค่าแรงขั้นต่ำอีกวันละ 8 บาท 10 บาท 15 บาท 18 บาท 20 บาท 25 บาท และ 30 บาท โดย 3 จังหวัดที่ได้ปรับขึ้นอัตราค่าจ้างขั้นต่ำมากสุดเป็นวันละ 330 บาท มี 3 จังหวัด คือ จ.ภูเก็ต ชลบุรี และระยอง ส่วนจังหวัดที่ได้ปรับขึ้นน้อยสุดเป็นวันละ 308 บาท มี 3 จังหวัด ได้แก่ จ.นราธิวาส ยะลา และปัตตานี จากนั้นจะนำข้อยุติดังกล่าวเสนอที่ประชุม ครม.ในสัปดาห์ถัดไปหรือวันที่ 23 ม.ค.นี้ ก่อนประกาศใช้อย่างเป็นทางการ
ดังนั้น ในการเสนอการปรับค่าจ้างขั้นต่ำ จึงควรที่จะเสนอมาตรการลดผลกระทบทั้งสองด้าน คือ การคุมค่าครองชีพกับมาตรการช่วยเหลือผลกระทบผู้ประกอบการเข้าไปด้วย เพื่อให้การประกาศใช้ออกมาครบทุกด้าน และที่สำคัญควรจะมีการตรวจสอบและบังคับใช้ให้มาตรการที่คิดมาดีแล้ว เกิดการใช้อย่างได้ผล เช่น การเยียวยาผู้ประกอบการโดยเฉพาะกลุ่มเอสเอ็มอี ที่มีข่าวว่าจะให้นำต้นทุนค่าแรงที่เพิ่มขึ้นไปหักลดหย่อนภาษีได้ 100% เมื่อเรื่องนี้ผู้ประกอบการได้ประโยชน์จากมาตรการทางภาษีดังกล่าวแล้ว ควรจะต้องเข้าไปตรวจสอบว่ามีการนำประโยชน์ที่ได้ไปปรับขึ้นค่าแรงให้กับลูกจ้างอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ไม่ใช่มีการกั๊กไว้อย่างที่มีการระแวงกัน
ขณะที่การคุมค่าครองชีพที่ผ่านมา จะเห็นได้ว่า มีกระแสการขอปรับขึ้นค่าโดยสารรถเมล์ เรือโดยสาร ออกมาเป็นระยะ ส่วนด้านราคาสินค้าก็ยังใช้มาตรการเดิมในการป้องปรามไม่ให้สินค้าขึ้น ด้วยการนำข้อมูลต้นทุนการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ ว่าการปรับขึ้นครั้งนี้ที่เฉลี่ยเพิ่ม 3.4% หรือเฉลี่ยเพิ่มขึ้นเป็นจากวันละ 305.44 บาท เป็น 315.90 บาท เฉลี่ยขึ้น 10.50 บาท มีผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตต่ำสุด 0.0008% สูงสุด 0.1% หรือเฉลี่ย 0.05% ซึ่งถือว่าไม่มาก ผู้ผลิตจะใช้เป็นเหตุผลปรับขึ้นราคาสินค้าไม่ได้เป็นวิธีการเดิมเท่านั้น หรือเตรียมจะนำธงฟ้าเข้าแทรกแซงคงไม่พอ
เมื่อเป็นเช่นนั้น จึงขอให้การนำเสนอปรับขึ้นค่าแรงเข้ามาพร้อมกันทุกมาตรการ และควรมีการติดตาม รวมทั้งให้เกิดการบังคับใช้ให้ได้ตามเจตนารมณ์ที่หวังด้วย







