posttoday
1 ขวบปีรัฐบาลทรัมป์ มะกันเปรี้ยง-โลกป่วง

1 ขวบปีรัฐบาลทรัมป์ มะกันเปรี้ยง-โลกป่วง

17 มกราคม 2561

ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะเข้ารับ ตำแหน่งครบรอบ 1 ปี ของการบริหารงานในวันที่ 20 ม.ค.นี้ หรือวันอาทิตย์ที่จะถึงนี้ตามเวลาในไทย เท่ากับว่าเศรษฐีฝีปากกล้าที่หักปากกาเซียนหลายสำนักเข้าเส้นชัยชิงตำแหน่งประธานาธิบดีมานั้น ได้ "เขย่าโลก" ทั้งด้านเศรษฐกิจและการเมือง มาเป็นเวลา 1 ปีแล้ว

ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะเข้ารับ ตำแหน่งครบรอบ 1 ปี ของการบริหารงานในวันที่ 20 ม.ค.นี้ หรือวันอาทิตย์ที่จะถึงนี้ตามเวลาในไทย เท่ากับว่าเศรษฐีฝีปากกล้าที่หักปากกาเซียนหลายสำนักเข้าเส้นชัยชิงตำแหน่งประธานาธิบดีมานั้น ได้ "เขย่าโลก" ทั้งด้านเศรษฐกิจและการเมือง มาเป็นเวลา 1 ปีแล้ว

แม้ความนิยมในประธานาธิบดี คนใหม่จะไม่ค่อยสู้ดีนัก โดยอยู่ราว 35-45% ซึ่งแย่ที่สุดในบรรดาประธานาธิบดี 7 คนที่ผ่านมา แต่ผลงานในรอบ 1 ปีที่ผ่านมาของทรัมป์เรียกได้ว่าประสบความสำเร็จในการผลักดันนโยบายต่างๆ ให้แก่ชาวอเมริกัน

ในด้านของเศรษฐกิจนั้น ความสำเร็จที่ชัดเจนที่สุดของทรัมป์คง หนีไม่พ้น "การปฏิรูปภาษี" ที่ช่วยปลดล็อกภาคธุรกิจครั้งใหญ่ และ "การค้าภายใต้นโยบายอเมริกาเฟิร์สต์" ที่สหรัฐเดินหน้ากดดันคู่ค้าอย่างต่อเนื่องเพื่อคว้าผลประโยชน์กลับไปให้ชาวอเมริกันได้มากที่สุด

ในการปฏิรูปภาษี สหรัฐลดภาษีนิติบุคคลครั้งใหญ่ลงจาก 35% เหลือ 21% เพื่อช่วยปลดล็อกเงินที่เอกชนเคยต้องนำไปเสียไปใช้ในการลงทุนเพิ่ม ซึ่งสหรัฐอนุญาตให้นำการลงทุนมาลดหย่อนภาษีได้อีกทีหนึ่ง เรียกได้ว่ากระตุ้นการลงทุนในประเทศอย่างเต็มรูป จนทำให้บริษัทหลายแห่งทยอยประกาศขึ้นเงินเดือนและให้โบนัสกับพนักงาน

ส่วนในด้านการค้านั้น ทันทีที่ทรัมป์ได้รับตำแหน่ง ก็ได้ประกาศถอนตัวจากความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (ทีพีพี) หรือการค้าเสรีขนาดใหญ่ครอบคลุม 12 ประเทศ และยังได้เปิดการเจรจากับเม็กซิโกและแคนาดา เพื่อแก้ไขความตกลงเขตการค้าเสรีอเมริกาเหนือ (นาฟต้า) และเปิดเจรจากับเกาหลีใต้เพื่อแก้ไขข้อตกลงการค้าเสรีระหว่างกัน เพื่อผลักดันการส่งออกรถยนต์และสินค้าเกษตรของอเมริกัน

อย่างไรก็ตาม ความพยายาม ดังกล่าวนั้น แม้จะช่วยให้สหรัฐ ผลักดันสหรัฐให้รุ่งโรจน์ แต่ก็สร้างความระส่ำระสายให้กับประเทศอื่นๆ ทั่วโลก

การปรับภาษีในประเทศเศรษฐกิจยักษ์ใหญ่อย่างสหรัฐ ส่งแรงกระเพื่อมมาถึงหลายประเทศทั่วโลกที่มีอัตราภาษีถูกเพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติ โดยนิตยสารนิกเกอิ เอเชียน รีวิว เคยรายงานว่า แผนปฏิรูปภาษีครั้งใหญ่ในรอบ 30 ปีของสหรัฐ อาจดึงดูดให้บริษัทหลายแห่งย้ายสำนักงานหรือโรงงานกลับไปยังสหรัฐ จนส่งผลให้ชาติเอเชียส่วนมากที่มีภาษีต่ำสูญเสีย ผลประโยชน์ และอาจต้องเร่งมาตรการสนับสนุนภาคธุรกิจเพื่อสร้างแรง จูงใจเพิ่ม

ขณะเดียวกัน ความพยายามในการลดการขาดดุลการค้าของสหรัฐ ยังทำให้อีก 16 ชาติที่มีการค้าเกินดุลด้วยต้องผวา ซึ่งรวมถึงสมาชิกนาฟต้าอย่างแคนาดาและเม็กซิโก โดยทั้งสองประเทศต่างกำลังกังวลว่า สหรัฐจะยื่นจดหมายขอถอนตัวจากนาฟต้า ซึ่งจะทำให้แคนาดาและเม็กซิโกมีเวลาเจรจา 6 เดือนหลังสหรัฐยื่นจดหมาย

แม้การยื่นจดหมายดังกล่าวจะไม่มีผลผูกพันทางกฎหมายให้สหรัฐต้องออกจากข้อตกลงทันทีที่หมดเวลาเจรจา แต่ก็เป็นการบีบให้คู่เจรจาต้องยอมรับเงื่อนไขของสหรัฐ เพราะสหรัฐมีสิทธิถอนตัวออกจากนาฟต้าอยู่ดี โดยสหรัฐหวังจะแก้กฎแหล่งกำเนิดของสินค้า (Rules of Origin) ซึ่งจำแนกสินค้าและบริการที่จะผ่านเข้าในประเทศสมาชิกอย่างปลอดภาษี เนื่องจากสินค้า เช่น รถยนต์ ไม่ได้ประกอบเสร็จในประเทศเดียว

ผู้ผลิตรถยนต์ในสหรัฐมักจะนำเข้ารถยนต์ที่ผลิตในเม็กซิโกที่ค่าแรงถูกกว่า แต่การนำเข้ารถยนต์จำนวนมากแม้จะมาจากผู้ผลิตสหรัฐเองก็สร้างการขาดดุลให้กับสหรัฐอย่างมหาศาล โดยสหรัฐขาดดุลการค้ากับเม็กซิโก 6.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 2 ล้านล้านบาท) ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากการส่งออกรถยนต์ของเม็กซิโกที่ปรับขึ้นถึง 11.6% เมื่อเดือน พ.ย.ที่ผ่านมา

ขณะที่ประเทศอื่นๆ ในเอเชียที่มีการค้าเกินดุลกับสหรัฐ รวมไปถึงเกาหลีใต้และญี่ปุ่น ซึ่งสหรัฐพยายามผลักดันการส่งออกสินค้าเกษตรและรถยนต์เพิ่ม แต่สำหรับประเทศที่สหรัฐมุ่งเป้าไปมากที่สุดคงหนีไม่พ้น "จีน" ที่มีการค้าเกินดุลเพิ่มขึ้นไปถึง 8.6% อยู่ที่ 2.75 แสนล้านดอลลาร์ (ราว 8.79 ล้านล้านบาท) ทำสถิติสูงสุดตลอดกาลเมื่อปีที่แล้ว

แม้ทั้งสองชาติจะตกลงทำแผน 100 วันเพื่อลดการขาดดุลการขึ้นระหว่างกัน ซึ่งจีนยอมเปิดตลาดรับเนื้อวัวของสหรัฐเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ห้ามไปในปี 2003 หลังการแพร่ระบาดของเชื้อวัวบ้า แต่สหรัฐก็ยังสั่งสอบสวนสินค้าเหล็กบางประเภทของจีนทั้งในด้านอาจกระทบกับความมั่นคงหรือทุ่มตลาดสหรัฐ ขณะที่เริ่มตั้งกำแพงภาษีกับอะลูมิเนียมฟอยล์และเหล็กจากเวียดนาม ซึ่งมีจีนเป็นผู้ผลิตส่วนใหญ่อีกด้วย

สำหรับความเคลื่อนไหวในปีนี้ที่ต้องจับตาคือ การผลักดันแผนผลักดันให้สหรัฐกลายเป็น "เจ้าพลังงานโลก" ซึ่งทรัมป์เปิดเผยมาเมื่อต้นเดือน ม.ค. ที่ผ่านมา โดยเสนอให้ขุดเจาะพื้นที่ 90% ของพื้นที่ขุดเจาะนอกชายฝั่งสหรัฐ ทั้งในอ่าวเม็กซิโกทะเลแถบ รัฐอลาสกา รวมถึงพื้นที่นอกชายฝั่ง ที่ติดมหาสมุทรแอตแลนติกและแปซิฟิก เพื่อเป็นการเพิ่มกำลังผลิต

เท่ากับว่าแผนดังกล่าวเป็นการเสนอให้เปิดพื้นที่ทางทะเลเพื่อการขุดเจาะน้ำมัน หลังประธานาธิบดีคนก่อน บารัก โอบามา สั่งปิดไปจากเหตุการณ์น้ำมันรั่วครั้งใหญ่ "ดีปวอเทอร์ ฮอไรซัน" เมื่อปี 2010 และยังมาในยุค ที่ผู้ผลิตต่างแย่งชิงส่วนแบ่งการตลาดท่ามกลางราคาน้ำมันถูกจากปัญหา การผลิตเกินดีมานด์

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์มองว่า ผู้ผลิตจะยังไม่กลับมาลงทุนในเร็วๆ นี้

"คุณต้องเห็นการลงทุนมหาศาล ในโครงสร้างพื้นฐาน แต่ผลตอบแทนสำหรับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานไม่มีอยู่ตอนนี้ เพราะราคาน้ำมันยังคงต่ำเกินไป" จอห์น แม็กแน็บบ์ อดีตประธานของ วิลบรอส์ หนึ่งในบริษัทสัญญาจ้างด้านโครงสร้างพื้นฐานทางพลังงานที่ใหญ่ที่สุดในโลก กล่าวกับสำนักข่าวซีเอ็นบีซี

นอกเหนือจากด้านเศรษฐกิจแล้ว การมาของทรัมป์ยังสร้างความไม่แน่นอนด้าน "การเมือง" ด้วยเช่นกัน โดยทรัมป์ได้เดินหน้ากดดันเกาหลีเหนือ ผ่านการกดดันประเทศพันธมิตรของโสมแดงอย่างรัสเซีย และจีน และยังประกาศให้เยรูซาเล็ม พื้นที่ทับซ้อนของอิสราเอลและปาเลสไตน์ เป็นเมืองหลวงของอิสราเอล สร้างความปั่นป่วนให้กับพื้นที่ที่เคยสงบไปได้ช่วงหนึ่ง

แต่การเมืองภายในสหรัฐในปีนี้ อาจสั่นคลอนความสามารถในการ ผลักดันนโยบายของทรัมป์ โดยเฉพาะ "การเลือกตั้งกลางเทอม" ในเดือน พ.ย.ที่จะถึงนี้ ซึ่งจะเปิดเลือกตั้งทุกตำแหน่งในสภาผู้แทนราษฎรและ บางที่นั่งของวุฒิสภา

การเลือกตั้งดังกล่าวจะเป็น โอกาสให้พรรครีพับลิกันได้รักษา หรือเพิ่มจำนวนที่นั่งในสภา เพราะ ในปัจจุบันมีเสียงนำเดโมแครต อยู่เพียงเล็กน้อยทั้งสภาสูงและ สภาล่าง ส่งผลให้เกิดอุปสรรคใน การผลักดันนโยบายต่างๆ ของทรัมป์อยู่บ่อยครั้ง แต่ขณะเดียวกันก็เป็น โอกาสที่เดโมแครตจะชิงที่นั่งส่วนใหญ่ในสภามาได้

หากออกมาในหน้าหลัง จะกลายเป็นการเพิ่มความยากลำบากให้กับทรัมป์ในการผลักดันนโยบายต่อไป แม้เส้นทางของประธานาธิบดีสหรัฐคนที่ 45 ยังต้องเดินต่อไปอีก 3 ปี

ในอีก 3 ปีที่เหลือจะเป็นช่วงเวลาที่โลกต้องจับตาความเคลื่อนไหวอันคาดเดาไม่ได้ของผู้นำสหรัฐที่ ชื่อว่า "โดนัลด์ ทรัมป์" n

ข่าวล่าสุด

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน