
วิชาคุณธรรมจริยธรรมในงานตำรวจ
ว่าที่ พ.ต.ท.หญิง เพรียบพร้อม เมฆิยานนท์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ & ผู้เข้าร่วมหลักสูตรนิติธรรมกับการพัฒนา & สถาบันเพื่อการยุติธรรมแหงประเทศไทย (TIJ)สาเหตุที่เขียนถึงเรื่องการเรียนการสอนวิชาคุณธรรมจริยธรรมในงานตำรวจ ส่วนหนึ่งมาจากวิกฤตศรัทธาของประชาชนต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ ประกอบกับลูกน้องพูดถึงวิธีการปรุง "แกงโฮะ" ที่นำวัตถุดิบหลากหลายมาปรุงจนลงตัว จึงจุดประกายว่าจะเปลี่ยนรูปแบบการเรียนการสอน เพื่อให้วิชาคุณธรรมและจริยธรรมที่ปรากฏตามคำสอนทางศาสนาและปรัชญาต่างๆ มารวมกันอย่างกล มกล่อมให้ ผู้เรียนสามารถนำไปปรับใช้ได้จริงในการทำงานอย่างไร
ว่าที่ พ.ต.ท.หญิง เพรียบพร้อม เมฆิยานนท์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ & ผู้เข้าร่วมหลักสูตรนิติธรรมกับการพัฒนา & สถาบันเพื่อการยุติธรรมแหงประเทศไทย (TIJ)
สาเหตุที่เขียนถึงเรื่องการเรียนการสอนวิชาคุณธรรมจริยธรรมในงานตำรวจ ส่วนหนึ่งมาจากวิกฤตศรัทธาของประชาชนต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ ประกอบกับลูกน้องพูดถึงวิธีการปรุง "แกงโฮะ" ที่นำวัตถุดิบหลากหลายมาปรุงจนลงตัว จึงจุดประกายว่าจะเปลี่ยนรูปแบบการเรียนการสอน เพื่อให้วิชาคุณธรรมและจริยธรรมที่ปรากฏตามคำสอนทางศาสนาและปรัชญาต่างๆ มารวมกันอย่างกล มกล่อมให้ ผู้เรียนสามารถนำไปปรับใช้ได้จริงในการทำงานอย่างไร
ผู้เขียนมีหน้าที่จัดการฝึกอบรมให้ข้าราชการตำรวจ สายงานสอบสวนวิชาคุณธรรมจริยธรรมในงานตำรวจ และมักจะโต้แย้งกับผู้บังคับบัญชามากที่สุดในเรื่องผู้สอนและรูปแบบการเรียนการสอน
ผู้เขียนตะขิดตะขวงใจเสมอว่า เหตุใดต้องนิมนต์พระมาสอน หรือต้องนำผู้เข้ารับการอบรมเข้าวัดเดินจงกรม นั่งสมาธิหลับๆ ตื่นๆ อยู่สองสามวันในวัด ทั้งที่ควรนำไปใช้อบรมผู้เรียนที่อยู่ในวัยเยาว์มากกว่า
ในชีวิตจริงการปฏิบัติหน้าที่บังคับใช้กฎหมายนั้น การคิดเชิงวิเคราะห์มีความสำคัญอย่างยิ่ง การคิด การตัดสินใจจำเป็นต้องอยู่ในกรอบที่ถูกต้อง รวมทั้งกฎหมายให้อำนาจไว้ เช่น เมื่อหลายปีก่อน คดีแม่ลูกอ่อนขโมยนมผงและผ้าอ้อมมูลค่าน้อยนิดจาก ร้านค้าสวัสดิการในโรงพยาบาลแห่งหนึ่งไปให้ลูกวัย 5 เดือน และถูกดำเนินคดี เมื่อนำหลักศาสนามาปรับ เมตตา มุทิตา อุเบกขา เราต่างรู้สึกเห็นอกเห็นใจผู้กระทำความผิด
แต่ในทางกฎหมายนั้นเมื่อครบองค์ประกอบความผิดและความผิดฐานลักทรัพย์ไม่ใช่ความผิดต่อส่วนตัวตำรวจก็ต้องดำเนินคดีอย่างเลี่ยงไม่ได้ ต่อให้ทราบถึงความจำเป็นในการกระทำ ความผิดก็ไม่สามารถใช้พรหมวิหารสี่มาใช้ได้
ต่อให้เราท่องพระไตรปิฎกได้หมดทุกบท แต่ไม่สามารถใช้ความเห็นอกเห็นใจเพียงอย่างเดียวในการปฏิบัติหน้าที่ได้ และการปฏิบัติงานของตำรวจต้องเผชิญกับทางแยกทางศีลธรรม (Moral Dilemma) อยู่บ่อยครั้ง
บทความนี้ไม่มีเจตนาโจมตีว่าศาสนาไม่ดี แต่ต้องการชี้ให้เห็นว่า รูปแบบการเรียนการสอนเรื่องคุณธรรมจริยธรรมไม่ควรนำไปยึดโยงกับศาสนาใดศาสนาหนึ่ง เพราะคำว่า "คุณธรรมและจริยธรรม" ในทุกวัฒนธรรม ทุกชนชาติ และทุกศาสนา และในปรัชญาต่างๆ ไม่ว่าจะโสคราติส พลาโต หรืออริสโตเติล เราจำเป็นต้องตีความคุณธรรมจริยธรรมให้มีความเป็นสากล โดยการนำหลักการต่างๆ มารวมกัน เสมือนการนำวัตถุดิบหลายอย่างมาปรุงจนกลายเป็นแกงโฮะหนึ่งหม้อ
ผู้เขียนได้มีโอกาสไปปฏิบัติหน้าที่กับองค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ในฐานะผู้อบรมให้แก่ตำรวจซูดานใต้ได้ถือโอกาสพลิกดูตำรามาตรฐานการเรียนการสอนคุณธรรมและจริยธรรมที่เป็นสากลของยูเอ็น จากการศึกษาไม่พบว่ามีวิชาใดที่นำเอาศาสนาใดศาสนาหนึ่งมาเป็นเนื้อหาในการเรียนการสอน
แต่เนื้อหาหลักใหญ่ที่จะช่วยปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรม ล้วนปรากฏและปะปนอยู่ในวิชาสิทธิมนุษยชนโดยอัตโนมัติอยู่แล้ว รวมทั้งมีอยู่ในกลุ่มวิชาที่มุ่งเน้นวิชาชีพการเป็นตำรวจ เช่น มีการกล่าวถึง "ความซื่อสัตย์ ทั้งปวง" (Integrity) ทั้งในวิชาชีพและในชีวิตประจำวัน เพราะคำว่า Integrity นั้น ไม่ได้หมายถึงซื่อสัตย์ หรือ Honesty เพียงเท่านั้น แต่หมายรวมถึง "ทั้งปวง" ทั้งขณะอยู่ต่อสาธารณะและในชีวิตส่วนตัว
การปฏิบัติงานของตำรวจนั้นมีการปฏิสัมพันธ์กับสาธารณะบุคคลนั้น เมื่อปรากฏต่อสาธารณะเป็นเช่นใด เช่น เป็นคนสุภาพเรียบร้อย คนที่มีความซื่อสัตย์ในตัวเองก็ควรต้องเป็น ผู้มีความประพฤติสุภาพเรียบร้อย เช่นนั้นแม้ในชีวิตส่วนตัวก็ตาม
บุคคลประเภทนี้จึงเรียกได้ว่าเป็น "ผู้ซื่อสัตย์และยึดมั่นในความถูกต้องและดีงาม" (People of Integrity) ดังนั้นบุคคลใดที่มีความละโมบ โลภมาก ไม่ซื่อสัตย์ ในชีวิตส่วนตัวแล้ว ย่อมยากที่จะซื่อสัตย์ในวิชาชีพ นั่นหมายรวมถึงการรู้จักควบคุมตนเองที่จะทำให้บุคคลคนนั้นดำรงอยู่ในระเบียบวินัยและอยู่ห่างจากสิ่งที่ไม่ถูกไม่ควรทุกประการ
ในหนังสือ Character and Cops : Ethics in Policing เขียนโดย Edwin J. Delattre ได้พูดถึงการฝึกอบรมตำรวจให้เกิดบุคลิกที่พึงประสงค์คือ เป็น "บุคคลผู้มีความซื่อสัตย์และ ยึดมั่นในความถูกต้องและดีงาม" ว่าสามารถเรียนรู้และพัฒนาได้ ไม่ว่า จะมีอายุเท่าใดก็ตาม ตามแนวคิดเรื่อง "อุปนิสัยที่สอง" (Second Habit)
โดยเขากล่าวว่าอริสโตเติลได้อธิบายไว้ว่า อุปนิสัยของคนแบ่งเป็นอุปนิสัยที่เกิดขึ้น โดยธรรมชาติอันมีมาตั้งแต่กำเนิดและอุปนิสัยที่สองที่เกิดขึ้นภายหลัง อุปนิสัยที่สองนี้เองจะดีหรือไม่นั้นเกิดจากการเรียนรู้ อบรม และ ฝึกปรือ จนถูกพัฒนามาเป็น "ทักษะ" และ "ความเคยชิน"
ท้ายที่สุดจึงกลายมาเป็นลักษณะนิสัยโดยธรรมชาติของคนนั้นๆ เปรียบเสมือนการฝึกเล่นเครื่องดนตรี ก่อนเราจะชำนาญในเครื่องดนตรีชิ้นนั้น จำเป็นต้องได้รับการชี้แนะแนวทางก่อนลงมือเล่น แรกๆ อาจจะต้องใช้ความพยายามอย่างมาก แต่เมื่อเกิดทักษะและความชำนาญแล้วย่อมสามารถ เล่นเครื่องดนตรีชิ้นนั้นได้ โดยไม่ต้องใช้ความพยายามมากมายอีกต่อไป เพราะจะกลายเป็นทักษะและความเคยชิน ในที่สุด
อุปนิสัยที่สองจึงสามารถสร้างและปลูกฝั่งได้แม้บุคคลจะมีอายุมากแล้วก็ตาม การฝึกและการอบรมเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงต้องช่วยกระตุ้นให้ผู้เข้ารับการอบรม ได้คิด ได้ฟัง ได้พูดแสดงความคิดเห็น และช่วยชี้ช่องทาง เพื่อช่วยให้ผู้เรียนเกิดสติปัญญาในการแก้ปัญหาในแต่ละสถานการณ์ได้อย่างเหมาะสม ถูกต้อง เพื่อที่ผู้เข้ารับการอบรมจะสามารถพัฒนาความคิดเชิง ศีลธรรมและสติปัญญาให้สมบูรณ์
ไม่เพียงแค่นั้นหากเกิดกรณีที่ไม่มีกฎหมาย หรือระเบียบใดๆ ได้กล่าวไว้จนเปิดช่องให้ต้องใช้วิจารณญาณได้ หากใช้ไปในทางที่ไม่ถูกไม่ควรย่อมเป็นช่องทางการแสวงหาประโยชน์ เอารัดเอาเปรียบประชาชน และการคอร์รัปชั่น การปลูกฝังอุปนิสัยที่สอง ในส่วนของการฝึกให้มีความซื่อสัตย์ ย่อมส่งผลให้เกิดจากความรู้สึกละอายใจหากคิดจะใช้วิจารณญาณไปในทาง ที่ผิด
ความรู้สึกนี้จึงไม่ใช่เกิดจากความหวาดกลัวเพราะเกรงจะถูกจับได้ แต่เป็นเพราะความละอายใจที่จะทำ เหมือนเรื่องเล่า The magical ring of Gyges ในหนังสือ The Republic ของพลาโต ที่ว่าหากใครได้สวมแหวนวิเศษวงนี้แล้วจะหายตัวล่องหนได้
คำถามที่ชวนให้คิดต่อคือ หากเราสวมแหวนวิเศษแล้วไม่มีใครเห็นเรา เราจะยังคงประพฤติและปฏิบัติตนไปในทางที่ถูกที่ควรหรือไม่?
ในความเป็นจริงหากเราได้กระทำความผิดเราจะพยายามทำตัวล่องหน ไม่อยากให้ใครพบเห็นมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ หรือหากคิดจะทำผิด แต่ล้มเลิกเพียงเพราะเกรงจะถูกจับได้ มากกว่าความรู้สึกซื่อสัตย์ต่อการยึดมั่นในสิ่งที่ถูกต้องหรือไม่?
หรือกรณีตำรวจฝ่ายสืบสวนหา ข่าว (Undercover) ที่ต้องแฝงตัวลงไปคลุกคลีกับผู้กระทำผิด เช่น ผู้ค้ายาเสพติด หากเราเป็นตำรวจผู้นั้นอาจ มองเห็นช่องทางหรือใช้โอกาสที่ แฝงตัวอยู่ในมุมมืดแสวงหาประโยชน์ มาเป็นผู้เสพหรือผู้ค้าเสียเองหรือไม่ เมื่อไม่มีใครพบเห็น?
ดังนั้น การเรียนการสอนจึงต้องคิดค้นหาวิธีให้ผู้เรียนสร้างอุปนิสัย ที่สองให้ผู้เรียนเกิดความตระหนัก ผิดชอบชั่วดี การชั่งผลดีผลเสีย และความสุขที่ตามมาจากการใช้วิจารณญาณไปในทางที่ถูกต้อง ซึ่ง ผู้สอนในสถานฝึกอบรมต้องมีความสามารถในการชี้แนวทาง วิธีการคิดและการตัดสินใจในเชิงคุณธรรมมาแลกเปลี่ยนกับผู้เรียน
พร้อมการยกตัวอย่างกรณีศึกษาจากประสบการณ์จริงให้ผู้เรียนได้คิดเมื่อตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนั้น และท้ายสุดแล้วอุปนิสัยที่สองที่ดีที่จะเกิดขึ้นได้นั้น Edwin ได้กล่าวว่านอกจากกระทำซ้ำๆ จนกลายเป็นอุปนิสัยแล้ว การได้รับการสนับสนุนจากผู้บังคับบัญชาก็มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการพัฒนาอุปนิสัยที่ดีเหล่านี้ด้วย n







