posttoday
สังคมสูงวัย...ประเทศไทยต้องระวัง

สังคมสูงวัย...ประเทศไทยต้องระวัง

17 มกราคม 2561

ปิยะณัฐ อรัญญาเกษมสุขปัญหาหนึ่งที่พบได้ในยุคนี้ คือ แรงงานหายาก โดยเฉพาะแรงงานไทย ไม่ว่าจะเป็นแรงงานชั้นล่างที่รู้สึกกันมาตลอดว่าขาดแคลน และตอนนี้ลามมาถึงแรงงานชั้นกลางที่เริ่มจะหายากขึ้นเรื่อยๆ แต่ถ้าเราดูจากตัวเลขล่าสุดนั้นคนวัยทำงานในประเทศไทยนั้นมีสัดส่วนน้อยลงจริงๆ เมื่อเทียบกับประชากรทั้งหมด นี่ถือเป็นสัญญาณอันตรายว่าประเทศเราอาจเข้าสู่ยุค "สังคมสูงวัย" แบบเต็มรูปแบบ และเศรษฐกิจจะขาดคนวัยทำงานเพื่อขับเคลื่อนธุรกิจ ซึ่งธุรกิจส่วนใหญ่ไม่สามารถใช้แรงงานต่างชาติมาทดแทนได้

ปิยะณัฐ อรัญญาเกษมสุข

ปัญหาหนึ่งที่พบได้ในยุคนี้ คือ แรงงานหายาก โดยเฉพาะแรงงานไทย ไม่ว่าจะเป็นแรงงานชั้นล่างที่รู้สึกกันมาตลอดว่าขาดแคลน และตอนนี้ลามมาถึงแรงงานชั้นกลางที่เริ่มจะหายากขึ้นเรื่อยๆ แต่ถ้าเราดูจากตัวเลขล่าสุดนั้นคนวัยทำงานในประเทศไทยนั้นมีสัดส่วนน้อยลงจริงๆ เมื่อเทียบกับประชากรทั้งหมด นี่ถือเป็นสัญญาณอันตรายว่าประเทศเราอาจเข้าสู่ยุค "สังคมสูงวัย" แบบเต็มรูปแบบ และเศรษฐกิจจะขาดคนวัยทำงานเพื่อขับเคลื่อนธุรกิจ ซึ่งธุรกิจส่วนใหญ่ไม่สามารถใช้แรงงานต่างชาติมาทดแทนได้

ในปี 2547 ประชากรในประเทศ ไทยที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป มีสัดส่วนเพียง 10% ของประชากรทั้งหมด ตัวเลขนี้ปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็วในปีปัจจุบัน มาอยู่ที่ 15% และจากการคาดการณ์ สัดส่วนประชากรในประเทศไทยที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป จะปรับขึ้นไปอยู่ที่ 20% ของประชากรทั้งหมดภายในปี 2564 และจะเข้าเกณฑ์ "สังคมสูงวัยโดยสมบูรณ์" ตามนิยามขององค์การสหประชาชาติ

เรื่องนี้เกิดจากสาเหตุหลักๆ ไม่กี่อย่าง ประการแรก คนไทยมีชีวิตยืนยาวขึ้น เนื่องด้วยเทคโนโลยีทาง การแพทย์สมัยใหม่ที่ก้าวล้ำไปมากกว่า แต่ก่อน ทำให้อายุเฉลี่ยของคนไทย สูงขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 74 ปี ซึ่งสูงกว่าเมื่อ 30 ปีที่แล้วถึงกว่า 10 ปี อีกประการหนึ่งซึ่งมีผลมากกว่า เรื่องอายุยืน คือ การที่คนไทยนิยม มีลูกน้อยลง หรือไม่มีลูกเลย อาจเกิดได้ทั้งจากเรื่องการแต่งงานที่ช้าลงกว่าแต่ก่อนและนิยมใช้ชีวิตโสดกันมากขึ้น ถ้าคิดกันง่ายๆ ว่าจะพยายามรักษาสัดส่วนประชากรไว้ คู่สามีภรรยาต้องมีลูกบ้านละ 2 คนโดยเฉลี่ย แต่ปัจจุบันตัวเลขจริงอยู่ที่ 1.6 คน ตัวเลขนี้สามารถตีความได้ชัดเลยว่าแนวโน้มประชากรต้องลดลงแน่นอน

ปัญหาระยะสั้นคงเป็นเรื่องของการขาดแคลนคนวัยทำงานซึ่งแก้ได้ด้วยการย้ายไปพึ่งพาแรงงานต่างชาติ แต่ปัญหาระยะยาวนั้นน่ากลัวกว่านี้เยอะ ภาคการผลิตแน่นอนว่าถ้า วันหนึ่งที่แรงงานต่างชาติอยากกลับไปทำงานที่บ้านเกิดของตน เพราะเศรษฐกิจบ้านเขาก็พัฒนาขึ้นมาตลอด และคงมีสักวันที่ค่าแรงในบ้านเขา พอจะสู้ค่าแรงในไทยได้ เมื่อนั้นภาคการผลิตอาจเจอภาวะการขาดแคลนแรงงานอย่างหนัก ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อผลผลิตโดยรวม ภาคการผลิตอาจจะเลือกที่จะเพิ่มค่าแรงเพื่อดึงดูดให้แรงงานต่างชาติอยู่ต่อ แต่นั่นจะกระทบพื้นฐานของต้นทุนการผลิตโดยสิ้นเชิงและจะทำให้ราคาสินค้าสูงขึ้นโดยไม่จำเป็น กระทบความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทยในเวทีส่งออกโลกและเกิดยุคข้าวยากหมากแพงตามมาในที่สุด

อีกปัญหาหนึ่งคือเรื่องสวัสดิการของประชาชน การออมของประชากรจะลดลงในไม่ช้าเพราะผู้สูงอายุอยู่ในวัยที่ใช้เงินอย่างเดียวไม่มีหาใหม่ เงินออมในระบบก็จะลดลงตามไปด้วยและนั่นรวมถึงผู้ที่ส่งเงินสมทบเข้ากองทุนต่างๆ เช่น ประกันสังคม ก็จะน้อยลงเป็นเงาตามตัวไปด้วย หากกองทุนและสวัสดิการต่างๆ ต้องจ่ายออกมากกว่าเก็บเข้า เมื่อนั้นสวัสดิการต่างๆ ก็อาจจะเป็นโมฆะไปโดยปริยาย

ภาคเอกชนควรต้องรีบปรับตัว เสียก่อนตั้งแต่เนิ่นๆ พวกธุรกิจที่อาศัยแรงงานเป็นตัวหลักในการผลิตคงต้องหาวิธีทดแทนโดยใช้หุ่นยนต์เข้ามาแทนที่ หรือควรริเริ่มความคิดที่จะย้ายการผลิตไปยังประเทศที่มีทรัพยากรด้านแรงงานสมบูรณ์อยู่ เช่น เวียดนาม ที่มีประชากรเกือบร้อยล้านคน เป็นต้น ส่วนธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการบริการคงต้องหานวัตกรรมและเทคโนโลยีเข้ามาแทนที่บุคลากร เช่น กลุ่มธนาคารพาณิชย์ที่ใช้อินเทอร์เน็ตแบงก์กิ้งเข้ามาแทนที่พนักงานธนาคาร

ภาครัฐเองไม่นิ่งดูดายได้ออกนโยบายเพื่อสนับสนุนให้ประชาชนมีลูกกันเพิ่มขึ้น จัดทำนโยบายยุทธศาสตร์การพัฒนาอนามัยเจริญพันธุ์แห่งชาติฉบับที่ 2 ว่าด้วยการส่งเสริมการเกิดและการเจริญเติบโตอย่างมีคุณภาพ ผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 18 ต.ค. 2559 แต่ที่เห็นเป็นรูปธรรมจากนโยบายนี้ คือ การแจกวิตามินแสนวิเศษ 2 ตัว คือ โฟลิกและธาตุเหล็ก ซึ่งผู้เขียนเห็นว่าภาครัฐคงตั้งใจดี เพียงแต่แรงจูงใจจากนโยบายยังน้อยไปมากเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ

ผู้เขียนยกตัวอย่างสิงคโปร์ ซึ่งเป็นประเทศในกลุ่มอาเซียนเช่นเดียวกับไทย สิงคโปร์นั้นแจกเงินตั้งแต่แรกเกิดโดยจะได้รับคนละ 6,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ (ประมาณ 1.4 แสนบาท) สำหรับลูกคนที่ 1-2 และหากมีลูกเพิ่มอีกสำหรับคนที่ 3-4 จะได้เงินอีกคนละ 9,000 ดอลลาร์ (ประมาณ 1.9 แสนบาท) และยังมีผลประโยชน์ อื่นๆ อีก เช่น สมทบเงินฝากโดยรัฐบาล หักลดหย่อนภาษีได้เยอะมาก พ่อแม่ได้สิทธิการลาเพิ่มเพื่อดูแลลูก

สำหรับประเทศไทยเรานั้นไม่ต้องมาแจกเงินมากมายแบบเขาก็ได้ เอาแค่พอประมาณเพื่อเพิ่มแรงจูงใจสักหน่อย โดยน่าจะให้เฉพาะลูกคนที่ 2 เป็นต้นไป เพราะครอบครัวที่มีลูกคนเดียวนั้นน่าจะพอมีเพิ่มอีกสักคนไหว และน่าจะให้ผลประโยชน์ทางด้านภาษีเยอะกว่าปัจจุบัน เพราะพวกวัยทำงานจริงๆ ที่มีพร้อมทางด้านกำลังทรัพย์อาจจะตัดสินใจแต่งงานและมีลูกกันได้ง่ายขึ้น ทุกฝ่ายคงต้องรีบแก้ไขกันตั้งแต่เนิ่นๆ เพราะอนาคตของชาติขึ้นอยู่กับเด็กในวันนี้ n

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท