
นองเลือดยังไม่จบ คริปโตปรับฐานแรง ป่วนยาว
ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์ ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา ข่าวการเร่งเดินหน้าคุมเข้มเงินดิจิทัล โดยเฉพาะจาก "เกาหลีใต้" และ "จีน" ซึ่งเป็น 2 ตลาดเทรดรายใหญ่ที่สุดในโลก ได้สร้างแรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่ที่สุดต่อวงการเงินดิจิทัลอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน จนเกิดแรงเทขายบิตคอยน์อย่างหนักจนราคาร่วงลงไปถึง 50% จากระดับสูงสุดเมื่อเดือน ธ.ค.ไปอยู่ที่ 9,516 ดอลลาร์สหรัฐ/บิตคอยน์ เมื่อวันที่ 17 ม.ค.ที่ผ่านมา
ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์
ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา ข่าวการเร่งเดินหน้าคุมเข้มเงินดิจิทัล โดยเฉพาะจาก "เกาหลีใต้" และ "จีน" ซึ่งเป็น 2 ตลาดเทรดรายใหญ่ที่สุดในโลก ได้สร้างแรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่ที่สุดต่อวงการเงินดิจิทัลอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน จนเกิดแรงเทขายบิตคอยน์อย่างหนักจนราคาร่วงลงไปถึง 50% จากระดับสูงสุดเมื่อเดือน ธ.ค.ไปอยู่ที่ 9,516 ดอลลาร์สหรัฐ/บิตคอยน์ เมื่อวันที่ 17 ม.ค.ที่ผ่านมา
การร่วงหนักของบิตคอยน์ฉุดเงินดิจิทัลสกุลอื่นๆ ปรับลงตามเช่นกันในช่วงวันที่ 16-17 ม.ค.ที่ผ่านมา จนบางฝ่ายเรียกเหตุการณ์ดังกล่าวว่าเป็น "การสังหารหมู่เงินดิจิทัล" ซึ่งรวมถึง "อีเธอเรียม" และ "ริปเพิล" เงินดิจิทัลเบอร์ 2 และ 3 ที่ต่างปรับลง 15.5% และ 22.8% ตามลำดับ โดยในภาพรวมแล้ว เว็บเทรดเงินดิจิทัล คอยน์มาร์เก็ตแคป ระบุว่า มูลค่าตลาดเงินดิจิทัลหดลงถึงเกือบครึ่ง จากกว่า 8 แสนล้านดอลลาร์ (ราว 25 ล้านล้านบาท) เมื่อต้นเดือน ม.ค. มาอยู่ที่ 4.6 แสนล้านดอลลาร์ (ราว 14 ล้านล้านบาท)
อย่างไรก็ดี แม้หลายฝ่ายมองว่าการเทขายอย่างหนักดังกล่าวเป็นเพียงการ "ปรับฐาน" หลังจากที่ราคาพุ่งเร็วเกินไป ซึ่งคาดว่าจะเป็นผลดีต่อเงินดิจิทัลในอนาคต แต่นักวิเคราะห์อีกไม่น้อยเช่นกันมองว่า ทิศทางขาลงและความผันผวนดังกล่าวอาจไม่ได้จบลงง่ายๆ ในเร็วๆ นี้
"ผมคิดว่าการปรับสมดุลดังกล่าวอาจไม่จบลงในปีนี้ แต่มีแนวโน้มยืดออกไปอีก 3-4 ปีข้างหน้า ผมมองว่าความผันผวนของบิตคอยน์และเงินดิจิทัลอื่นๆ เป็นสิ่งที่ต้องเกิดขึ้นอยู่แล้ว ซึ่งเป็นสิ่งที่จำเป็นต่อการขยับไปสู่สถานะสินทรัพย์เพื่อการลงทุน" พาเวลล์ คุสคาวสกี ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) ของบริษัทให้บริการด้านเงินดิจิทัล คอยน์เฟิร์ม กล่าวกับบิซิเนส อินไซเดอร์
ขณะเดียวกัน การพร้อมใจกันคุมเข้มของรัฐบาลหลายประเทศยังทำให้คาดว่าจะกดดันราคาเงินดิจิทัลต่อไป โดยรอยเตอร์สรายงานอ้างนักวิเคราะห์ของซิตี้กรุ๊ปว่า ราคาบิตคอยน์ มีแนวโน้มที่จะดิ่งเหวลงอีกรอบ จนอาจแตะระดับ 5,605-5,673 ดอลลาร์ ในอีกไม่นานนี้
"เกาหลีใต้" ซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศที่มีท่าทีแข็งกร้าวต่อการเทรดเงินดิจิทัลมากที่สุด กำลังพิจารณาที่จะ "ตีขลุมคุมเงินดิจิทัลทั้งหมด" โดยประธานคณะกรรมการบริการทางการเงินของเกาหลีใต้ เปิดเผยว่า รัฐบาลกำลังพิจารณาปิดเว็บเทรดเงินดิจิทัลทั้งหมดในประเทศ ขณะที่ "รัสเซีย" นั้น แม้จะเป็นแหล่งเหมืองขุดเงินดิจิทัลรายใหญ่ของโลก แต่ก็ส่งสัญญาณชัดเจนขึ้นว่าจะควบคุมเงินดิจิทัลให้เข้มงวดขึ้นเช่นกัน โดยประธานาธิบดี วลาดิมีร์ ปูติน เปิดเผยว่า จำเป็นต้องมีการออกระเบียบกฎเกณฑ์เพื่อกำกับดูแล เงินดิจิทัล
สำหรับ "สหรัฐ" แม้ยังไม่ได้ออกกฎควบคุมชัดเจน แต่เว็บไซต์นำเสนอข้อมูลเงินดิจิทัล คอยน์เดสก์ เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังกำลังผลักดันการปราบปรามการฟอกเงินและการสนับสนุนเงินให้กลุ่มก่อการร้ายผ่านเงินดิจิทัล โดยการเปิดเผยดังกล่าวเกิดขึ้นวันเดียวกับที่ "บิตคอนเน็กต์" เว็บไซต์เทรดเงินดิจิทัลจากอังกฤษ ที่เปิดให้บริการในสหรัฐด้วย ประกาศ ปิดให้บริการเทรดเงินหลังได้รับจดหมายเตือนจากหน่วยกำกับดูแลหลักทรัพย์ในรัฐเทกซัสและรัฐนอร์ทแคโรไลนา เนื่องจากมองว่าเป็นการฉ้อโกงและสร้างความเข้าใจผิดให้นักลงทุน
หวั่นเกิดอาณาจักรตลาดมืด
รอยเตอร์สรายงานว่า แม้รัฐบาลจะพยายามออกกฎควบคุมหรือปิดเว็บเทรดเงินดิจิทัล แต่สุดท้ายแล้ว รูปแบบของเงินดิจิทัล "ที่ไม่ใช่ระบบรวมศูนย์กลาง" จะยังทำให้นักค้าเงินสามารถหาช่องทางเทรดต่อได้อยู่ดี โดยช่องทางแรกนั้นคือการโยกเงินไปเทรดในประเทศที่มีการกำกับดูแลไม่เข้มงวดมาก เช่น ญี่ปุ่น สิงคโปร์ หรือฮ่องกง
ขณะเดียวกัน รอยเตอร์สเสริมว่า เทรดเดอร์ยังอาจไปใช้บริการเว็บเทรด ที่ไม่ใช่ระบบรวมศูนย์กลาง (Decentra lized Exchange) ซึ่งเป็นการซื้อขายเงินดิจิทัลโดยตรงระหว่างผู้ใช้ โดยไม่ผ่านระบบของเว็บตัวกลางซื้อขาย อีกทั้งไม่จำเป็นต้องยืนยันตัวตนและเข้าถึงจากประเทศใดก็ได้
ทั้งนี้ การหันไปเทรดตามเว็บเทรดแบบไม่รวมศูนย์ มีแนวโน้มก่อให้เกิดภาวะเงินทุนไหลออกนอกประเทศโดยที่รัฐบาลไม่รู้ตัว และอาจกลายเป็นการสร้าง "ตลาดมืด" ขึ้น เนื่องจากเว็บเทรดดังกล่าวมีบริการเก็งกำไรเงินดิจิทัลกับเงินจริงด้วยเช่นกัน
"การกระทำดังกล่าวอาจเป็นการสร้างตลาดมืด โดยผู้คนที่แห่เอาเงินออกมานอกประเทศสามารถเอาเงินจริงมาขอซื้อบิตคอยน์จากคุณได้" ออเรอเลียน เมนานท์ ผู้บริหารเว็บเทรดเงินดิจิทัล เกตคอยน์ ในฮ่องกง กล่าว







