
Market Risk ความเสี่ยงในตลาดการเงิน
.....เอกชัย นิตยาเดษตรวัฒน์
ในช่วงนี้มูลค่าของตลาดสินทรัพย์ทางการเงินหลายอย่างในบ้านเราปรับตัวสูงขึ้น ทั้งตลาดเงินบาท ตลาดหุ้น และตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ เช่น ทองคำและน้ำมัน สร้างผลตอบแทนเป็นกอบเป็นกำให้กับนักลงทุน
อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงหรือความผันผวนก็สูงขึ้นมาด้วย ดังนั้นนักลงทุนจึงต้องเผื่อใจไว้สำหรับความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต และต้องไม่ชะล่าใจในตลาดกระทิง (Bull Market) หรือตลาดขาขึ้นจนเกินไป เพราะมาทาดอร์ (หรือนักลงทน) ที่ประมาทอาจถูก
“ขวิด” โดยกระทิงที่ตัวเองคิดว่า “คุมได้” และต้องยอมรับว่าความเสี่ยงในตลาดการเงินยังคงมีอยู่มากในขณะนี้นั่นก็คือความเสี่ยงที่เรียกว่า Market Risk หรือโอกาสความเสียหายจากความผันผวนของระดับราคาในตลาดการเงิน ซึ่งก็รวมถึงความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง (Liquidity Risk) เมื่อเราเกิดต้องการใช้เงินและต้องขายสินทรัพย์ออกมาในจังหวะที่ระดับราคาปรับตัวลดลง
ความเสียหายที่เกิดขึ้นมาจากมูลเหตุ 2 ประการ คือ ระดับความเสี่ยง (Exposure) จากปัจจัยหนึ่งๆ ที่นักลงทุนกำลังเผชิญอยู่ และแนวโน้มความเคลื่อนไหวของปัจจัยความเสี่ยงนั้นๆ (Movement in the Factor) เช่น ความเสี่ยงของการลงทุนในตราสารหนี้ขึ้นอยู่กับระดับราคาที่เปลี่ยนไปเมื่ออัตราดอกเบี้ยเปลี่ยนไป และแนวโน้มความเคลื่อนไหวของอัตราดอกเบี้ย ถ้าตราสารหนี้ที่เราลงทุนมีมูลค่าที่อ่อนไหวกับอัตราดอกเบี้ย และอัตราดอกเบี้ยก็มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น จะทำให้โอกาสความเสียหายจากการลงทุนในตราสารหนี้ดังกล่าวมากขึ้นด้วย
ความเสี่ยงในตลาดการเงินจำแนกได้หลายประเภท ประกอบด้วย ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน (Currency Risk) หรือความเสี่ยงจากความผันผวนของสกุลเงินตราต่างประเทศ เช่น การอ่อนตัวอย่างมากของค่าเงินเหรียญสหรัฐ ณ ขณะนี้ แม้จะเป็นผลดีต่อการลงทุนในเงินบาท (เพราะแลกกลับเป็นเงินเหรียญสหรัฐได้มากขึ้น) แต่การที่ค่าเงินบาทแข็งค่าอย่างมากในระยะเวลาสั้นๆ ส่วนหนึ่งมาจากการเก็งกำไรที่อาจเป็นการ
“ปั่น” ให้เงินบาทมีค่าเกินตัว (Overvalued) กระตุ้นให้เกิดการนำเข้าและการใช้จ่ายตลอดจนลงทุนในต่างประเทศ ซึ่งจะมีผลให้ขาดดุลบัญชีเดินสะพัด (Current Account Deficit) ในอนาคต เหมือนกับที่เคยเกิดขึ้นก่อนวิกฤตต้มยำกุ้งในปี 2540ความเสี่ยงในตลาดตราสารหนี้ (FixedIncome Risk) มาจากแนวโน้มความเคลื่อนไหวและความผันผวนในอัตราผลตอบแทนของพันธบัตร (Bond Yields) หรือพูดง่ายๆ คือ ความเสี่ยงของอัตราดอกเบี้ย ซึ่งปัจจัยที่สำคัญคือความคาดหมายของอัตราเงินเฟ้อ (Inflation Expectation) และนับเป็น
“โจทย์ยากๆ” ของผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยคนใหม่ เพราะอาจต้องขึ้นดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อ แต่ก็จะทำให้ค่าเงินบาทยิ่งแข็งค่าขึ้นอีก คงต้องตามแก้เป็น “งูกินหาง” ไปเรื่อยๆ ซึ่งไม่เพียงอัตราดอกเบี้ยภายในบ้านเท่านั้น ต้องดูแลเปรียบเทียบกับอัตราดอกเบี้ยรอบๆ บ้านด้วย (Global Interest Rates) เพราะทำให้เกิดกระแสการไหลของเงิน (Fund Flow) ที่มักไหลจากที่ดอกเบี้ยต่ำไปหาที่ที่มีอัตราดอกเบี้ยสูง ดังนั้นจึงต้องดูแลไม่ให้อัตราภายในแตกต่างจากภายนอกมากเกินไปอันดับถัดไป คือ ความเสี่ยงของตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ (Commodity Risk) ที่มีสินค้าเด่นๆ คือ ทองคำและน้ำมัน ทองคำไม่ต้องพูดถึง เพราะในรอบ 12 เดือนที่ผ่านมาทำลายสถิติสูงสุดไปหลายๆ ครั้ง ตอนนี้ราคาตลาดโลกแม้จะทรงๆ ที่ระดับ 1,300 กว่าๆ เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ แต่ก็มีแนวโน้มจะไปถึง 1,400 เหรียญสหรัฐ เพราะค่าเงินสกุลหลักอย่างเหรียญสหรัฐและเงินยูโรมีทิศทางที่อ่อนลงเรื่อยๆ จากปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นดีและสถาบันการเงินที่ยังคงง่อนแง่นในขณะนี้ ส่วนราคาน้ำมันดิบก็ขึ้นเกิน 80 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ไปแล้วจากปริมาณความต้องการที่มากขึ้นและการอ่อนตัวของค่าเงินเหรียญสหรัฐ
อันดับสุดท้ายที่ต้องเตือนกัน คือ ความเสี่ยงในตลาดหุ้น (Equity Risk) ที่ไต่ระดับขึ้นไปจ่อ 1,000 จุด แม้จะทำให้นักลงทุนส่วนใหญ่
“หน้าบาน” แต่ต้องไม่ลืมว่า “ยิ่งสูงก็ยิ่งหนาว” เพราะราคาหุ้นที่ขึ้นสู่ที่สูง ถ้ากลับ “ปักหัวลง” อาจทำให้นักลงทุนที่ “ฮึกเหิม” เกินไปตกลงมาสาหัสได้ ดังนั้นนักลงทุนต้องพึงระลึกอยู่เสมอว่า“
การลงทุนมีความเสี่ยง นักลงทุนควรศึกษาข้อมูลให้ดีก่อนการตัดสินใจลงทุน”






