
เปิดต้นทุนกระทบค่าแรงปี’61
หลังจากที่คณะกรรมการค่าจ้างมีมติปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ (ค่าแรง) ประจำปี 2561 ทั่วประเทศ ซึ่งจะมีผลในวันที่ 1 เม.ย. 2561 นี้ แม้กลุ่มแรงงาน 4.2 ล้านคน จะได้รับประโยชน์จากการขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ แต่ต้องยอมรับว่าการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำจะมีผลต่อต้นทุนสินค้าและบริการปรับเพิ่มขึ้นด้วย
หลังจากที่คณะกรรมการค่าจ้างมีมติปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ (ค่าแรง) ประจำปี 2561 ทั่วประเทศ ซึ่งจะมีผลในวันที่ 1 เม.ย. 2561 นี้ แม้กลุ่มแรงงาน 4.2 ล้านคน จะได้รับประโยชน์จากการขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ แต่ต้องยอมรับว่าการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำจะมีผลต่อต้นทุนสินค้าและบริการปรับเพิ่มขึ้นด้วย
ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ได้ทำการศึกษาผลกระทบต่อการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำปี 2561 พบว่า การขึ้นค่าแรงงานครั้งนี้ได้ปรับขึ้นทุกจังหวัดแต่อัตราไม่เท่ากัน โดยเฉลี่ยทั้งประเทศปรับขึ้น 3.4% หรือทำให้ค่าแรงขั้นต่ำเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 305.44 บาท/วัน เป็น 315.9 บาท/วัน หรือปรับเพิ่มขึ้น 10.5 บาท/วัน ซึ่งมีผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตสินค้าจากต่ำสุดไปสูงสุดอยู่ที่ 0.0008-0.1%
ขณะที่ผลกระทบต่อการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำที่มีผลต่ออัตราเงินเฟ้อนั้น คาดว่าจะทำให้อัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น 0.08% ซึ่งทำให้กรอบเงินเฟ้อปี 2561 ขยับขึ้นเล็กน้อยจากเดิมที่กระทรวงพาณิชย์คาดว่าอัตราเงินเฟ้อทั้งปี 2561 จะอยู่ในกรอบ 0.6-1.6% เพิ่มเป็น 0.7-1.7%
การปรับค่าแรงขั้นต่ำคาดว่าจะมีผลกระทบต่อภาคการผลิตมากสุด โดยต้นทุนค่าแรงในภาคการผลิตและบริการโดยรวมจะเพิ่มขึ้นถึง 1 หมื่นล้านบาท/ปี หรือคิดเป็น 0.07% ของจีดีพีประเทศ โดยภาคการผลิตที่มีการใช้แรงงาน เข้มข้นและได้รับผลกระทบจากการ ขึ้นค่าแรงมากสุด ได้แก่ ภาคบริการ เช่น การก่อสร้าง การขายส่งและการขายปลีก การซ่อมยานยนต์และรถจักรยานยนต์ โรงแรมและบริการด้านอาหาร ส่วนภาคอุตสาหกรรม คือ ผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่ม การฟอกและตกแต่งหนังฟอก เครื่องจักรสำนักงานโลหะขั้นมูลฐาน เป็นต้น
นอกจากนี้ ยังพบว่าการปรับขึ้น ค่าแรงขั้นต่ำมีผลต่อการส่งออก จะทำให้ต้นทุนการส่งออกเพิ่มขึ้น 0.022% หรือมีต้นทุนที่เพิ่มขึ้นประมาณ 167 ล้านบาท/ปี โดยสาขาที่มีสัดส่วนต้นทุนเพิ่ม มากที่สุด 5 อันดับแรกเมื่อเทียบกับมูลค่าการส่งออก ได้แก่ การพิมพ์ เครื่องหนัง เครื่องแต่งกาย โลหะประดิษฐ์ และเฟอร์นิเจอร์ ส่วนอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบน้อย ได้แก่ เคมีภัณฑ์ สิ่งทอ และยานยนต์
อย่างไรก็ตาม กระทรวงพาณิชย์ได้จัดทำข้อเสนอแนะมาตรการที่จะใช้ลดผลกระทบจากการปรับขึ้นค่าแรงเบื้องต้นจะมีการแจ้งเตือนผู้ประกอบการที่อาจฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้าและบริการสูงกว่าต้นทุนที่เพิ่มขึ้น การประกาศ รายชื่อสินค้าที่คาดว่าจะมีราคาเพิ่มขึ้น โดยกำหนดขั้นสูงของการเพิ่มขึ้นด้านราคาให้ชัดเจน การเพิ่มมาตรการลดค่าครองชีพในกลุ่มจังหวัดที่ได้รับผลกระทบด้านราคามากที่สุด อาทิ การจัดกิจกรรมธงฟ้าราคาประหยัดเคลื่อนที่ และเพิ่มจำนวนร้านค้าธงฟ้าประชารัฐในพื้นที่
รวมถึงการออกมาตรการช่วยเหลือสาขาที่ได้รับผลกระทบมากสุด โดยอาจให้ในรูปสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำหรือการลดหย่อนภาษีเป็นกรณีพิเศษ หรือมาตรการช่วยเหลือด้านเงินสมทบประกันสังคม การพิจารณามาตรการเพิ่มผลิตภาพการผลิตเพื่อลดต้นทุน เช่น การฝึกอบรมแรงงานเพื่อเพิ่มทักษะที่จำเป็นและการพัฒนากระบวนการผลิตเพื่อลดต้นทุน การออกมาตรการควบคุมราคาสินค้า โดยประกาศหรือกำหนดราคาขั้นสูงที่สินค้าแต่ละชนิดสามารถขึ้นราคาได้ให้ชัดเจน ออกมาตรการช่วยเหลือสาขาที่ได้รับผลกระทบมากสุด เช่น การพิมพ์ เครื่องหนัง และเครื่องแต่งกาย โดยอาจให้ในรูปแบบสินค้าดอกเบี้ยต่ำ เป็นต้น
สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พาณิชย์ ระบุว่า การดูแลผลกระทบจากการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำจะต้องทำรอบด้าน คือดูแลทั้งผู้บริโภคและผู้ผลิตสินค้าให้ได้รับความเป็นธรรมด้วย โดยในส่วนของผู้ผลิตสินค้านั้น ในสัปดาห์หน้าจะมีการเชิญมาหารือทุกกลุ่ม เพื่อสอบถามถึงผลกระทบจากการปรับขึ้นค่าแรงว่าผู้ผลิตสินค้าได้รับผลกระทบอย่างไรบ้าง แม้ว่ากระทรวงพาณิชย์จะมีการทำผลศึกษาค่าแรงขั้นต่ำที่มีผลกระทบต่อต้นทุนสินค้าออกมาแล้ว แต่ก็เป็นข้อมูลจากฝ่ายรัฐบาล ต้องดูข้อมูลของภาคเอกชนประกอบด้วย
"ในกลุ่มสินค้าที่ไม่ได้รับผลกระทบก็คงต้องขอความร่วมมือให้ตรึงราคาสินค้าไว้ ส่วนกลุ่มที่ได้รับผลกระทบต้องดูว่ากระทบเท่าไร และหากขึ้นจะมีผลต่อราคาปลายทางอย่างไร คือต้องดูให้ครอบคลุมและให้เห็นภาพชัดเจน และยืนยันว่าจะเข้มงวดต่อราคาสินค้าปลายทางที่มีการปรับขึ้นราคาอย่างไม่เป็นธรรม" สนธิรัตน์ กล่าว
ด้านการดูแลผู้บริโภคนั้น สนธิรัตน์ กล่าวว่า มีความเป็นห่วงกลุ่มสินค้าอาหารและร้านอาหาร เพราะเป็นกลุ่มอ่อนไหวจากการปรับขึ้นค่าแรง ซึ่งตรงจุดนี้อยากให้ประชาชนช่วยรัฐบาลเป็นหูเป็นตา หากพบว่ามีการปรับขึ้นราคาไม่สมเหตุสมผล ขอให้แจ้งมายังสายด่วน 1569 หรือสำนักงานพาณิชย์จังหวัด จะจัดส่งเจ้าหน้าที่ออกไปตรวจสอบเพื่อความเป็นธรรมให้กับประชาชน







