
โบรกขยับกำไรKTC
นักวิเคราะห์พาเหรดขึ้นกำไร/ราคาเป้าหมายหุ้น KTC หลังโชว์กำไรปี 2560 ยังเติบโตสูง แม้ต้องเผชิญกับการคุมดอกเบี้ยจาก ธปท.
นักวิเคราะห์พาเหรดขึ้นกำไร/ราคาเป้าหมายหุ้น KTC หลังโชว์กำไรปี 2560 ยังเติบโตสูง แม้ต้องเผชิญกับการคุมดอกเบี้ยจาก ธปท.
สำหรับบรรยากาศการลงทุนในหุ้นบัตรกรุงไทย (KTC) เป็นไปอย่างคึกคักราคาหุ้นพุ่งขึ้นร้อนแรงทำสถิติสูงสุดหลัง และปิดตลาดที่ 218 บาท บวก 24.50 บาท บวก 12.66% มูลค่าซื้อขายกว่า 4,231.6 ล้านบาท ซึ่งผลของราคาที่พุ่งขึ้นร้อนแรง ทำให้มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดรวม (มาร์เก็ตแคป) เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 5.6 หมื่นล้านบาท จากวันก่อนหน้า 4.9 หมื่นล้านบาท
ทั้งนี้ นักลงทุนพาเหรดกันเข้าซื้อหุ้น KTC ภายหลังจากที่บริษัทได้ประกาศ ผลดำเนินงานงวดปี 2560 ที่มีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 32% มาอยู่ที่ 3,304 ล้านบาท จาก 2,494 ล้านบาท แม้ว่าในช่วงปลายปีธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะออกกฎเกณฑ์คุมธุรกิจบัตรเครดิตทั้งในแง่ของวงเงินและอัตราดอกเบี้ยที่ลดจาก 20% เหลือ 18%
บริษัทหลักทรัพย์ฟินันเซียไซรัส ระบุว่า ได้ปรับเพิ่มประมาณการกำไรของ KTC เพิ่มขึ้น 14% เป็น 3,580 ล้านบาท ในปีนี้หลังจากบริษัทโชว์กำไรในปี 2560 สูงสุดเป็นประวัติการณ์ทั้งจากการเติบโตของ สินเชื่อ รายได้ที่ดีขึ้นแม้ว่าช่วงที่ผ่านมา ธปท.ออกกฎคุมก็ตามพร้อมขึ้นราคา เป้าหมายเป็น 208 บาท จากเดิม 146 บาท พี/อี ที่ 15 เท่าเช่นเดียวกัน บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) ก็ขยับเป้ากำไร สุทธิปีนี้ขึ้น 29% หลังไตรมาส 4 กำไรออกมาเพิ่มขึ้น 47% โดยมีกำไรสุทธิ 939 ล้านบาท
บล.เคทีบี (ประเทศไทย) แนะนำซื้อ KTC ให้ราคาเหมาะสมใหม่ 220 บาท จากเดิม 170 บาท และเพิ่มน้ำหนักเป็นซื้อ จากเดิมถือ เพราะแม้ว่าบริษัทจะเผชิญกับกฎกติกาใหม่ แต่ยังคงสามารถปรับตัวได้ดีจากผลของกำไรที่ออกมาเพิ่มขึ้น 33% จากการขยายตัวของสินเชื่อรวมที่ 7% โดยรายได้ดอกเบี้ยขยายตัวในอัตราที่ลดลงจาก 12% เป็น 10% ตามการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของสินเชื่อบัตรเครดิต แต่บริษัทได้มีการขยายฐานบัตรและการติดตามหนี้สูญที่ดีขึ้น การที่บริษัทมีสัดส่วนการตั้งสำรองที่สูง และคาดว่าเพียงพอต่อ IFRS9
บล.เออีซี ปรับเพิ่มประมาณการสะท้อนธุรกิจปรับตัวเร็วและผลของมาตรการคุมหนี้น้อยกว่าคาด แม้จะเริ่มรับรู้ผลลบของมาตรการคุมหนี้ภาคครัวเรือนของ ธปท. แล้วตั้งแต่ช่วงไตรมาส 4 ปี 2560 แต่บริษัทได้เตรียมแผนรับมือด้วยแผนรักษายอดใช้จ่ายผ่านบัตรและจำนวนขอสินเชื่อใหม่ ด้วยการเพิ่มวงเงินให้กับลูกค้าเดิมและเน้นขยายฐานลูกค้าในกลุ่มที่มีรายได้สูงกว่า 3 หมื่นบาท/เดือน ที่ไม่ได้รับผลกระทบจากเกณฑ์จัดชั้นวงเงินของลูกหนี้รายใหม่ตามระดับรายได้ และเพิ่มความสะดวกในการเข้าถึงและกิจกรรมการตลาดของสินเชื่อส่วนบุคคล (Spread สูงกว่าบัตรเครดิต) เพื่อชดเชยอัตราผลตอบแทนที่ลดลง จากการปรับลดเพดานดอกเบี้ยที่เก็บจากบัตรเครดิตลงจาก 20% เหลือเพียง 18% นอกจากนี้ด้านคุณภาพสินทรัพย์คาดจะปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่อง ทำให้ Credit Cost มีโอกาสลดลง และหนี้สูญรับคืนมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น อีกทั้งด้วย Coverage Ratio ที่สูงถึง 589% จึงคาดจะไม่มีการกันสำรองหนี้เพิ่ม เมื่อเริ่มปรับใช้ IFRS9 ดังนั้น เพื่อสะท้อนถึงปัจจัยบวกดังกล่าว เราจึงปรับประมาณการกำไรสุทธิตั้งแต่ปี 2561 ขึ้นเฉลี่ยปีละ 29.1% โดยภายใต้ประมาณการใหม่คาดปี 2561 KTC จะมีกำไรสุทธิ 3,574 ล้านบาท โต 8.2% จากปีที่ผ่านมา
"เรากลับมาชอบธุรกิจของ KTC หลังผลกระทบเกณฑ์ใหม่ของ ธปท.น้อยกว่าคาด และมีความเร็วในการปรับตัวของบริษัทน่าประทับใจ อีกทั้งราคาหุ้นปัจจุบันมีโอกาสเพิ่มขึ้น 10.9% จากมูลค่าพื้นฐานใหม่ปี 2561 ที่ 214.50 บาท (วิธี GGM) และคาดจ่ายเงินปันผลจากกำไรปี 2560 หุ้นละ 5 บาท คิดเป็นอัตราผลตอบแทนเงินปันผลราว 2.65% ดังนั้น เราจึงปรับเพิ่มคำแนะนำจากถือเป็นซื้อ







