posttoday
หุ้นกระทบค่าแรงขึ้น

หุ้นกระทบค่าแรงขึ้น

16 มกราคม 2561

ยินดี ฤตวิรุฬห์การปรับขึ้นค่าจ้างที่กระทรวงแรงงานอยู่ระหว่างการพิจารณา นอกจากจะช่วยในการกระตุ้นเศรษฐกิจแล้วแต่ในภาคส่วนของผู้ประกอบการค่าแรงที่เพิ่มขึ้นนั้นหมายถึงต้นทุน ในการทำธุรกิจที่จะสูงขึ้นด้วยและเมื่อต้นทุนสูงก็จะกดดันให้กำไรจากการดำเนินงานลดลง แต่การจะลดลงมากน้อยขึ้นอยู่กับการปรับตัวของแต่ละบริษัทนั้นเอง

ยินดี ฤตวิรุฬห์

การปรับขึ้นค่าจ้างที่กระทรวงแรงงานอยู่ระหว่างการพิจารณา นอกจากจะช่วยในการกระตุ้นเศรษฐกิจแล้วแต่ในภาคส่วนของผู้ประกอบการค่าแรงที่เพิ่มขึ้นนั้นหมายถึงต้นทุน ในการทำธุรกิจที่จะสูงขึ้นด้วยและเมื่อต้นทุนสูงก็จะกดดันให้กำไรจากการดำเนินงานลดลง แต่การจะลดลงมากน้อยขึ้นอยู่กับการปรับตัวของแต่ละบริษัทนั้นเอง

อย่างไรก็ตาม หากมองในมุมกลับการที่ค่าแรงเพิ่มขึ้นก็จะสนับสนุนให้คุณภาพชีวิตหรือเพิ่มแรงจูงใจในการทำงานและเพิ่มผลผลิตที่ออกมาได้ดีขึ้นไปด้วย

ชายชัด เกตุตั้งมั่น ผู้จัดการฝ่ายนักลงทุนสัมพันธ์ บริษัท ไทยโพลีคอนส์ (TPOLY) ซึ่งดำเนินธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง กล่าวว่า ยอมรับว่าค่าแรงที่เพิ่มขึ้นจะกระทบต้นทุนเพิ่มขึ้นโดยรวมประมาณ 1% ซึ่งในการทำธุรกิจของบริษัทนั้นมีทั้งในส่วนของแรงงานที่มีฝีมือและแรงงานไร้ฝีมือ ซึ่งในส่วนของแรงงานไร้ฝีมือจะมีสัดส่วนประมาณ 30-40% ของการใช้แรงงานทั้งหมด แต่ก็ไม่น่าจะกระทบต่อการดำเนินงานมากนักเพราะด้วยโครงสร้างในการทำธุรกิจ บริษัทได้มีการกระจายความเสี่ยงในการทำธุรกิจออกไปหลากหลายมากขึ้นและทุกธุรกิจมีแนวโน้มที่จะเติบโตได้ดีต่อเนื่องในปีนี้

ขณะที่บริษัท ผลิตภัณฑ์ตราเพชร (DRT) มองว่า การขึ้นค่าแรงจะกระทบไม่มาก ซึ่งบริษัทมีสัดสวนตนทุนแรงงาน 6-7% ของตนทุนการผลิต หากอัตราคาแรงขั้นต่ำปรับขึ้น 5% จาก 300 เปน 315 บาท/วัน จะทําให้อัตรากำไรขั้นต้นลดลง 0.35% แต่การผลิตของบริษัทที่เพิ่มสูงขึ้นจะสามารถทำให้ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจำกัดได้

กลุ่มเกษตร-อาหาร ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ โดนเรื่องค่าแรงอีก

ด้านบริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส (ASP) ออกบทวิเคราะห์ระบุว่า เรื่อง GSP สหรัฐ ยังไม่ทันจาง กลุ่มเกษตร-อาหาร และกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์มาเจอเรื่องที่ภาครัฐกำลังพิจารณาจะปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำอีก ซึ่งถือว่าเจอปัจจัยลบ 2 เด้ง

สำหรับผลกระทบที่จะเกิดขึ้นหากค่าแรงปรับตัวเพิ่มขึ้นจริงนั้น มาดูว่ากลุ่มไหนจะได้รับผลกระทบมากน้อยอย่างไร

กลุ่มเกษตร-อาหาร หุ้นที่ฝ่ายวิจัย ASP ศึกษามีทั้งหมด 7 บริษัท คือ เจริญโภคภัณฑ์อาหาร (CPF) ไทยยูเนี่ยนกรุ๊ป (TU) จีเอฟพีที (GFPT) บางกอกแร้นช์ (BR) ไทยฟู้ดส์ กรุ๊ป (TFG) น้ำตาลขอนแก่น (KSL) และศรีตรังแอโกรอินดัสทรี (STA) โครงสร้างต้นทุนที่มาจากค่าแรงในประเทศ ซึ่งจะถูกกระทบโดยตรง หากมีการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำแตกต่างกัน เช่น CPF มีต้นทุนจากค่าแรงในประเทศราว 4% TU 5% GFPT BR และ TFG เท่ากันราว 8% KSL 3% STA 1.5%

ฝ่ายวิจัยฯ กำหนดสมมติฐานการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำไว้สูงสุดที่ 15 บาท และประเมินผลกระทบต่อกำไรของกลุ่มเกษตร-อาหาร ลดลง 2.7% โดยกำไรของ STA จะถูกกระทบมากสุด 7.5% รองลงมาคือ TU 3.3% ตามด้วย BR 2.9% CPF 2.7% TFG 1.9% และ GFPT กระทบน้อยสุด 1.6%

สำหรับกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ มีหุ้น 4 บริษัทที่ฝ่ายวิจัยฯ ศึกษา ได้แก่ เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) (DELTA) ฮานา ไมโครอิเล็คโทรนิคส (HANA) เคซีอี อีเลคโทรนิคส์ (KCE) และเอสวีไอ (SVI) โดย DELTA และ HANA มีโครงสร้างต้นทุนจากค่าแรงในประเทศเท่ากัน ที่ราว 5% ส่วน KCE ราว 8% และ SVI ราว 7% ประเมินผล กระทบ โดยใช้สมมติฐานการขึ้นค่าแรงสูงสุดที่ 15 บาทเท่ากัน พบว่าจะกระทบกำไรของกลุ่มลดลง 0.9% โดยคาดว่า SVI กำไรจะลดลงมากสุด 3.7% รองลงมาคือ HANA 0.9% DELTA 0.8% และสุดท้าย KCE ราว 0.4%

จะเห็นว่า บางบริษัทที่มีต้นทุนค่าแรงในประเทศต่ำ แต่พอประเมินผลกระทบต่อกำไร กลับเยอะกว่าบางบริษัทที่มีต้นทุนค่าแรงในประเทศสูง นั่นเป็นเพราะบริษัทมีฐานของกำไรสุทธิต่ำนั่นเอง เมื่อต้นทุนเพิ่ม ความสามารถการทำกำไรก็จะลดลงค่อนข้างมากโดยภาพรวมแล้ว

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท