
สหรัฐรุกบีบจีน ปลุกการค้าตึงเครียด
นรินรัตน์ พรหมพิทักษ์ นับตั้งแต่ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐ ประกาศว่าจีนเป็นหนึ่งใน "คู่แข่ง" เชิงยุทธศาสตร์ที่กำลังท้าทายอำนาจ อิทธิพล และความมั่นคงของสหรัฐเมื่อเดือน ธ.ค.ที่ผ่านมา กระแสการกดดันจีนทางการค้าก็เริ่มปรากฏชัดยิ่งขึ้นในปีนี้
นรินรัตน์ พรหมพิทักษ์
นับตั้งแต่ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐ ประกาศว่าจีนเป็นหนึ่งใน "คู่แข่ง" เชิงยุทธศาสตร์ที่กำลังท้าทายอำนาจ อิทธิพล และความมั่นคงของสหรัฐเมื่อเดือน ธ.ค.ที่ผ่านมา กระแสการกดดันจีนทางการค้าก็เริ่มปรากฏชัดยิ่งขึ้นในปีนี้
แม้ประเด็นความตึงเครียดทางการค้าของสองชาติจะไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ในช่วงปีที่ผ่านมาสถานการณ์ความวุ่นวายทางการเมืองหลายอย่างโดยเฉพาะเรื่องเกาหลีเหนือ ทำให้ทรัมป์ยังต้องพึ่งพาความร่วมมือจากจีน และไม่อาจกดดันจีนอย่างเต็มที่มากนัก
อย่างไรก็ดี ความเสียเปรียบทางการค้าทำให้รัฐบาลทรัมป์ไม่อาจนิ่งนอนใจได้อีกต่อไป หลังกรมศุลกากรจีนเปิดเผยว่า จีนเกินดุลการค้ากับสหรัฐสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในปี 2017 เพิ่มขึ้นมา 8.6% ไปอยู่ที่ 2.75 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 8.79 ล้านล้านบาท) คิดเป็น 65% ของการค้าเกินดุลกับทั่วโลกของจีน และแซงหน้าสถิติสูงสุดเมื่อปี 2015 ที่ 2.6 แสนล้านดอลลาร์ (ราว 8.3 ล้านล้านบาท)
ยอดการเกินดุลการค้าที่เพิ่มขึ้นมาดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงการตอกย้ำความเสียเปรียบทางการค้าของสหรัฐเท่านั้น แต่ยังเป็นการบ่งชี้ว่าแผนการ 100 วันแก้ดุลการค้าระหว่างจีนและสหรัฐที่ทั้งสองฝ่ายตกลงกันเมื่อปีที่ผ่านมาไม่ประสบความสำเร็จ ขณะที่นโยบาย "อเมริกามาก่อน" ของทรัมป์ ยิ่งเป็นตัวเร่งให้รัฐบาลสหรัฐต้องออกแรงกดดันจีนมากกว่าเดิม ในการทำตามสัญญาที่เคยให้ไว้ช่วงหาเสียง
สำหรับสินค้าจีนที่จะตกเป็นเป้าสกัดการนำเข้าคงหนีไม่พ้นกลุ่มเหล็กและอะลูมิเนียม ท่ามกลางปัญหาเหล็กล้นตลาดโลก จนส่งผลกระทบต่อบรรดาผู้ผลิตเหล็กในแต่ละประเทศ ซึ่งหลายชาติต่างมองว่าจีนเป็นตัวการสำคัญที่ก่อภาวะเหล็กล้นตลาด โดยสมาคมเหล็กกล้าโลกเปิดเผยว่าการผลิตเหล็กของจีนปรับขึ้นมาอย่างต่อเนื่องจาก 1.27 แสนล้านตัน/ปี เมื่อปี 2000 มาอยู่ที่ 8.06 แสนล้านตัน/ปี เมื่อปี 2016
ทั้งนี้ อุตสาหกรรมผลิตเหล็กสหรัฐได้รับผลกระทบจากเหล็กราคาถูกทะลักเข้าตลาด โดยในช่วง 11 เดือนแรกของปี 2017 สหรัฐนำเข้าเหล็กเพิ่มขึ้น 17.5% อยู่ที่ 35.6 ล้านตัน และการไหลเข้ามาของเหล็กนำเข้าดังกล่าวเริ่มทำให้ผู้ผลิตเหล็กรายย่อยในสหรัฐแข่งขันยากขึ้น โดย บิสิเนส อินไซ เดอร์ รายงานว่า โรงงานผลิตขนาดเล็กจำนวนมากต่างต้องปิดตัวลงเมื่อปี 2017
ท่ามกลางสถานการณ์ดังกล่าว ภาคธุรกิจเหล็กจึงคาดหวังว่าการเปิดสอบสวนสินค้ากลุ่มเหล็กและอะลูมิเนียม ตามมาตราการค้า 232 เมื่อเดือน เม.ย. ว่ากระทบต่อความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐหรือไม่ จะนำไปสู่มาตรการจำกัดนำเข้าเหล็กจีนเพิ่มขึ้น หลังสหรัฐเริ่มออกมาตรการสกัดเหล็กและอะลูมิเนียมนำเข้าจากจีนไม่ว่าจะเป็นการตั้งกำแพงภาษีสินค้าเบื้องต้นในกลุ่มอะลูมิเนียมฟอยล์ที่ 16.56-80.97% เมื่อเดือน ต.ค. หรือตั้งกำแพงภาษีเหล็กจากเวียดนามซึ่งผลิตในจีนที่ 531% และ 238% สำหรับเหล็กม้วนรีดเย็นและเหล็กกล้าไร้สนิมเมื่อเดือน ธ.ค.ที่ผ่านมา
การออกมาตรการดังกล่าวเป็นหนึ่งในการเพิ่มแรงกดดันจีนเรื่องดุลการค้า โดยทรัมป์คาดว่าจะเปิดเผยมาตรการกดดันจีนในวันที่ 30 ม.ค.นี้ ซึ่งเป็นวันแถลงนโยบายของประธานาธิบดีสหรัฐต่อรัฐสภา ตั้งแต่การนำเข้าเหล็กและแผงโซลาร์เซลล์จากจีนไปจนถึงนโยบายด้านทรัพย์สินทางปัญญาของรัฐบาลจีน
อย่างไรก็ดี แม้สหรัฐมีแนวโน้มเพิ่มความ "แข็งกร้าว" ทางการค้ากับจีนมากยิ่งขึ้น แต่รัฐบาลเองก็ไม่สามารถใช้มาตรการทางการค้าอย่างครอบคลุมได้ เนื่องจากเสี่ยงขัดกับกฎขององค์การการค้าโลก (ดับเบิ้ลยูทีโอ) หลังเกิดกรณีแคนาดาและเวียดนามยื่นเรื่องฟ้องร้องสหรัฐต่อดับเบิ้ลยูทีโอ และหากสหรัฐเพิ่มมาตรการสกัดสินค้านำเข้าในวงกว้าง จะเสี่ยงเปิดศึกกับ คู่ค้ารอบด้าน เพราะประเทศอื่นๆ ก็มีแนวโน้มหาทางปิดรับหรือลดการนำเข้าสินค้าจากสหรัฐเช่นกัน
นอกจากนี้ การจะตีตราให้จีนอยู่ในบัญชีประเทศปั่นค่าเงินในรายงานเดือน เม.ย.ของกระทรวงการคลังสหรัฐ ก็ทำได้ยากขึ้น เนื่องจากค่าเงินหยวนของจีนปรับตัวแข็งค่าขึ้นมา 6% เทียบดอลลาร์ตลอดปี 2017 จากผลพวงการออกมาตรการสกัดเงินทุนไหลออกอย่างเข้มงวด
ในปีนี้ค่าเงินหยวนคาดว่าจะยังอยู่ในทิศทางแข็งค่าเมื่อเทียบดอลลาร์ โดยปรับขึ้นมาแล้ว 1.2% นับตั้งแต่ช่วงต้นปี 2018 และแข็งค่าสูงสุดในรอบ 2 ปีที่ 6.4574 หยวน/ดอลลาร์ เมื่อวันที่ 15 ม.ค.ที่ผ่านมา หลังธนาคารกลางเยอรมนีจะเพิ่มเงินหยวนเข้าไปอยู่ในทุนสำรองระหว่างประเทศ
ขณะเดียวกันข่าวการลดซื้อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐของจีน ที่แม้ทางการจีนออกมาบอกว่าไม่มีมูลความจริงก็ตาม แต่ทำให้สหรัฐหนาวๆ ร้อนๆ ได้เช่นกัน เนื่องจากจีนเป็นเจ้าหนี้รายใหญ่ที่สุดของสหรัฐ โดยถือครองพันธบัตรสหรัฐมากที่สุดอยู่ทั้งหมดราว 1.2 ล้านล้านดอลลาร์ (เกือบ 39 ล้านล้านบาท) ณ สิ้นเดือน ต.ค. 2017
ข่าวการขู่ไม่ซื้อบอนด์สหรัฐจึงเหมือนการตัดช่องทางปล่อยกู้กลายๆ ขณะที่สหรัฐกำลังต้องการเงินอย่างหนัก ท่ามกลางความคาราคาซังเรื่องการเจรจาขยายเพดานหนี้ภายในวันที่ 28 ก.พ. โดยหากไม่สามารถตกลงกันได้ รัฐบาลสหรัฐจะประสบภาวะ ชัตดาวน์
สำหรับในระยะยาวนั้น การเพิ่งผ่านแผนปฏิรูปภาษีครั้งยิ่งใหญ่ ทำให้สำนักงานงบประมาณของสภา คองเกรสคาดการณ์ว่าแผนการดังกล่าวจะส่งผลให้สหรัฐขาดดุลงบประมาณถึง 1.4 ล้านล้านดอลลาร์ (ราว 44 ล้านล้านบาท) ในอีก 10 ปีข้างหน้านี้
ด้วยเหตุนี้ สหรัฐจึงหันไปใช้อีก "วิธีอ้อมๆ" ด้วยการสกัดบริษัทจีนที่จะเข้ามาทำธุรกิจในสหรัฐโดยอ้างเหตุผลด้านความมั่นคง ขณะที่เอกชนจีนหลั่งไหลเข้ามาลงทุนในสหรัฐเพิ่มขึ้น โดย บริษัทวิจัย โรเดียม กรุ๊ป เปิดเผยว่า เมื่อปี 2017 ที่ผ่านมา ยอดการลงทุนในธุรกิจสหรัฐของจีนอยู่ที่กว่า 1.3 แสนล้านดอลลาร์ (ราว 4.2 ล้านล้านบาท) จากเพียง 2.15 หมื่นล้านดอลลาร์ (ราว 6.94 แสนล้านบาท) เมื่อปี 2012
สำหรับเอกชนจีนที่ตกเป็น เป้าหมายหลักของรัฐบาลทรัมป์คือ อาลีบาบา ซึ่งเห็นได้จากการสกัดข้อตกลงของ แอนท์ ไฟแนนเชียล บริษัทลูกของอาลีบาบาในการเสนอซื้อและควบรวมกิจการมันนี่แกรม ด้วยเหตุผลเรื่องความวิตกเรื่องความมั่นคง ล่าสุดนั้นสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐ (ยูเอส ทีอาร์) ประกาศขึ้นบัญชีดำ "เถาเป่า" แพลตฟอร์มค้าปลีกออนไลน์ของอาลีบาบาให้อยู่ในรายชื่อตลาดขายสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์เป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน
นอกจากอาลีบาบาแล้ว หัวเว่ย ผู้ผลิตสมาร์ทโฟนรายใหญ่สัญชาติจีน โดนสหรัฐขวางการเข้าไปทำธุรกิจในประเทศเช่นกัน โดยรอยเตอร์สรายงานอ้างแหล่งข่าวรัฐบาลว่าสหรัฐกำลัง ผลักดันให้ เอทีแอนด์ที ผู้ให้บริการโทรคมนาคมรายใหญ่อันดับ 2 ของสหรัฐ ตัดสัมพันธ์ทางการค้ากับหัวเว่ย และต่อต้านไม่ให้ไชน่าโมบายล์ ผู้ให้บริการโทรคมนาคมจากจีนเข้ามาดำเนินการในสหรัฐ ด้วยเหตุผลเรื่องความมั่นคง อีกทั้งแหล่งข่าวระบุว่า หากบริษัทสหรัฐมีสายสัมพันธ์กับ 2 เอกชนจีนจะทำธุรกิจกับภาครัฐยากขึ้น ซึ่งรายงานดังกล่าวยังเกิดขึ้นหลังหัวเว่ยคว้าน้ำเหลวในการเจรจาเข้ามาจำหน่ายสมาร์ทโฟนโดยใช้เครือข่ายของเอทีแอนด์ที
จากความเคลื่อนไหวทั้งหลายของสหรัฐ นับเป็นเพียงสัญญาณการเปิดฉาก "เอาจริง" (อีกรอบ) กับจีน ซึ่งดูท่าว่าความตึงเครียดระลอกใหม่นี้คง ไม่สิ้นสุดอย่างง่ายดายแน่นอน n







