
เครื่องสำอางแข่งดุชูงานวิจัยฉีกตลาด
ผู้เชี่ยวชาญเผยเครื่องสำอางแข่งดุ แนะผู้ประกอบการใช้งานวิจัยสร้างความต่าง ตลาดส่งออกหลักจีน-ซีแอลเอ็มวี
ผู้เชี่ยวชาญเผยเครื่องสำอางแข่งดุ แนะผู้ประกอบการใช้งานวิจัยสร้างความต่าง ตลาดส่งออกหลักจีน-ซีแอลเอ็มวี
นายสมประสงค์ พยัคฆพันธ์ ประธานคลัสเตอร์เครื่องสำอางไทย ภายใต้กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า จากการประกาศให้ธุรกิจเครื่องสำอางเป็นธุรกิจดาวรุ่งของการลงทุนหลายปีมานี้ ส่งผลให้จำนวนผู้ประกอบการในกลุ่มธุรกิจเครื่องสำอางเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง สอดคล้องกับการแข่งขันทางธุรกิจสูงขึ้น ทั้งนี้แนะให้ผู้ประกอบการสร้างความแตกต่างผ่านการใช้ประโยชน์จากงานวิจัย ควบคู่กับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ขณะที่การจำหน่ายเครื่องสำอางผ่านช่องทางออนไลน์จะได้รับความนิยมมากขึ้นในปี 2561
"พบว่าในปี 2561 เทรนด์ค้าปลีกเครื่องสำอางออนไลน์มาแรง ขณะที่เมื่อผู้ประกอบการในกลุ่มธุรกิจมากขึ้น ความแตกต่างของผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางน้อยลง กลัวว่าจะกลายเป็นธุรกิจฟองสบู่ แนะให้ผู้ประกอบการสร้างความแตกต่างของผลิตภัณฑ์" นายสมประสงค์ กล่าว
ทั้งนี้ ผู้ผลิตสินค้าที่มีนวัตกรรมและวัตถุดิบที่แตกต่าง มีแนวโน้มเติบโตในตลาดอย่างยั่งยืน สำหรับตลาดส่งออกเครื่องสำอางหลักของผู้ประกอบการไทยคือ ตลาดจีนและกลุ่มประเทศซีแอลเอ็มวี (กัมพูชา ลาว เมียนมา เวียดนาม) เนื่องจากผู้บริโภคนิยมสินค้าไทย โดยการค้าในตลาดจีนเป็นรูปแบบบีทูซี หรือรูปแบบธุรกิจกับผู้บริโภค เน้นการค้าปลีกเป็นหลัก ขณะที่ตลาดซีแอลเอ็มวีเป็นรูปแบบบีทูบี หรือการทำธุรกิจกับธุรกิจ เน้นการค้าส่ง การหาคู่ค้าผ่านงานแสดงสินค้า การค้าผ่านตัวแทนกระจายสินค้าเป็นหลัก
นอกเหนือจากคู่แข่งในประเทศ คู่แข่งต่างประเทศในธุรกิจเครื่องสำอาง เพิ่มขึ้น พบว่ามีผู้ประกอบการรายใหม่เกิดขึ้น ในซีแอลเอ็มวี การซื้อขายเปลี่ยนเป็น รูปแบบการซื้อวัตถุดิบจากประเทศไทย และผลิตในประเทศของตนเอง ขณะที่ประเทศเกาหลีใต้ย้ายฐานการผลิต เครื่องสำอางเข้ามาในประเทศไทย ผู้ประกอบการท้องถิ่นยิ่งต้องปรับตัวให้ทันกับการแข่งขัน
"การแข่งขันยิ่งสูง ยิ่งส่งผลดีต่อ ผู้บริโภค เนื่องจากมีโอกาสเลือกซื้อสินค้าหลากหลาย และผู้ประกอบการที่อยู่รอดในตลาดได้จะเป็นผู้ประกอบการที่มีศักยภาพ" นายสมประสงค์ กล่าว







