
5 เคล็ดลับบริหาร ธุรกิจครอบครัวให้ยั่งยืน
ธุรกิจครอบครัวถือเป็นธุรกิจที่บริหารงานได้อย่างหลากหลาย และมีปัจจัยสนับสนุนและขัดขวางที่ไม่ตายตัว แตกต่างกันออกไปตามแต่ละธุรกิจ แต่ละครอบครัว ที่มีหลักและปัจจัยในการดำเนินงานที่แตกต่างกันออกไป
มีตัวเลขที่น่าสนใจสำหรับธุรกิจครอบครัวที่น่าใจหายว่าในแต่ละเจเนอเรชันที่เปลี่ยนไป จะมีธุรกิจครอบครัวที่สามารถดำรงอยู่ได้น้อยลง โดยหากเทียบรุ่นที่ 1 เป็น 100% ในรุ่นที่ 2 จะมีธุรกิจที่อยู่รอดเพียง 30% และอยู่รอดลดลงเหลือ 12% ในรุ่นที่ 3 ก่อนที่จะลดลงไปอีกในรุ่นที่ 4 เหลือเพียง 3% เท่านั้น
อย่างไรก็ตาม ก็มีตัวอย่างที่ดีอย่างโรงแรมฮาชิ ซึ่งเป็นโรงแรมขนาดเล็กในประเทศญี่ปุ่น ที่สามารถนำพาธุรกิจผ่านร้อนผ่านหนาวมาได้ถึง 1,293 ปี หรือผ่านการบริหารงานโดยสมาชิกในตระกูลมายาวนานถึง 46 รุ่นเลยทีเดียว
เอกชัย อภิศักดิ์กุล คณบดีคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า ธุรกิจครอบครัวมีข้อดีอย่างมากในเรื่องของการบริหารงาน แต่ก็มีปัญหาหลายเรื่องที่ทำให้ธุรกิจครอบครัวหลายแห่งประสบปัญหา
“
เท่าที่ผมประสบมาบ่อยๆ ธุรกิจครอบครัวจะมีปัญหาหลักไม่กี่เรื่อง เช่น คนในครอบครัวพูดกันไม่ได้ พูดกันไม่รู้เรื่อง ซึ่งต้องแก้ไขด้วยการเป็นผู้ฟังที่ดี หรือบางครอบครัวก็มีปัญหาว่าจะส่งมอบธุรกิจกันตอนไหนดี ความคิดของคนรุ่นเก่ากับคนรุ่นใหม่ที่แตกต่างกันก็มีผล”ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นเหล่านี้ ภูษิต วงศ์หล่อสายชล อาจารย์คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย บอกว่า เพราะทุกคนที่ทำธุรกิจครอบครัวจะสวมหมวก 3 ใบในเวลาเดียวกัน ทำให้เกิดความสับสนในการแบ่งแยกระหว่างธุรกิจและครอบครัว
หมวกใบที่ 1 ได้แก่ หมวกของการเป็นสมาชิกในครอบครัว หมวกใบที่ 2 ได้แก่ หมวกแห่งการเป็นเจ้าของธุรกิจ และใบสุดท้าย ได้แก่ การเป็นพนักงานของบริษัท ซึ่งแต่ละใบก็จะมีหน้าที่และสิ่งที่ต้องปฏิบัติแตกต่างกันออกไป
อย่างไรก็ตาม ภูษิต บอกว่า การบริหารธุรกิจครอบครัวให้เติบโตและยั่งยืนได้นั้นมีปัจจัยที่สำคัญอยู่ 5 ประการที่ต้องคำนึงถึง และปรับใช้ให้เหมาะสม โดยเรื่องแรกได้แก่เรื่องของค่านิยมและวัฒนธรรมที่แตกต่างกันไปในแต่ละองค์กร
“
จากการสำรวจเราพบว่าองค์กรในประเทศไทยจะให้ความสำคัญกับ 5 เรื่องหลัก ได้แก่ ความไว้วางใจ การเชื่อใจ ความจริงใจ การศึกษา และการเคารพ เป็นค่านิยมหลักๆ ที่ทุกองค์กรมองว่ามีความสำคัญ”ปัจจัยที่ 2 ได้แก่ เรื่องของวิสัยทัศน์ขององค์กร ซึ่งเป็นสิ่งที่จำเป็นที่ผู้บริหารรุ่นเก่าและรุ่นใหม่จำเป็นต้องนั่งพูดคุยกันเพื่อหาแนวทางในการผลักดันองค์กรไปในทิศทางเดียวกัน โดยอาจจะมีการปรับเปลี่ยนได้เป็นระยะ
ถัดจากนั้นก็เป็นเรื่องของกฎเกณฑ์และข้อบังคับต่างๆ ซึ่ง ภูษิตบอกว่าข้อยากของเรื่องนี้ก็คือ หลายๆ ครั้งกฎเกณฑ์และข้อบังคับที่ตั้งขึ้นเพื่อใช้กับพนักงานทั่วไป ไม่สามารถใช้กับสมาชิกของครอบครัวได้
“
อันนี้เราจำเป็นต้องตั้งกฎให้ชัดเจน ต้องมีธรรมนูญของครอบครัวกำหนดให้ชัดเจน รวมไปถึงเรื่องการทำงาน จะทำงานนอกบ้านกี่ปี จะต้องกลับมาทำงานในบริษัท จะเอาเขยสะใภ้เข้ามาทำงานหรือไม่ ซึ่งหลายองค์กรมีปัญหาในเรื่องนี้”ปัจจัยที่ 4 ก็คือ กลยุทธ์ในการทำงาน ที่จะต้องมีการกำหนดแนวทางในการบริหารงานให้ชัดเจนว่าจะผลักดันองค์กรไปในทิศทางใด และแต่ละคนมีหน้าที่ที่จะต้องทำในแต่ละส่วนอย่างไร
เรื่องสุดท้ายก็คือ เรื่องของการสื่อสารในครอบครัว ภูษิต บอกว่า หลายต่อหลายครั้งเราไม่สามารถเลือกระหว่างครอบครัวหรือธุรกิจได้ สิ่งที่ดีที่สุดก็คือการทำให้ครอบครัวและธุรกิจเดินหน้าไปด้วยกันในเวลาพร้อมๆ กัน
“
บางคนเลือกครอบครัวแล้วเสียธุรกิจ บางคนเลือกธุรกิจเลยเสียครอบครัว สิ่งที่แก้ไขได้ก็คือ ทำอย่างไรให้ทุกคนได้คุยกันมากขึ้น พยายามทำให้โต๊ะกินข้าวกับโต๊ะทำงานเป็นโต๊ะเดียวกันให้ได้ เพื่อที่ทุกคนจะได้คุยกันมากขึ้น”ทั้งหมดนี้เป็นเพียงแนวทางเบื้องต้นเท่านั้น แต่ละครอบครัว แต่ละธุรกิจคงต้องไปปรับใช้กันเองให้เหมาะสมกับธุรกิจครอบครัวของตัวเองที่สุด







