
ดัชนีหุ้นไทย New High แล้วจะทำอย่างไร?
ธนกฤต ศรันกิตติภัทร ผู้เชี่ยวชาญการลงทุนกลุ่มลูกค้าบุคคลพิเศษอาวุโสสวัสดีครับผู้ลงทุนทุกท่าน เริ่มต้นปีการลงทุนใหม่แล้ว สุขภาพการลงทุนปีที่ผ่านมาเป็นอย่างไรกันบ้าง
ธนกฤต ศรันกิตติภัทร ผู้เชี่ยวชาญการลงทุนกลุ่มลูกค้าบุคคลพิเศษอาวุโส
สวัสดีครับผู้ลงทุนทุกท่าน เริ่มต้นปีการลงทุนใหม่แล้ว สุขภาพการลงทุนปีที่ผ่านมาเป็นอย่างไรกันบ้าง
ตลาดหุ้นทั่วโลกปรับตัวสูงขึ้นมากรวมถึงตลาดหุ้นไทยที่ทำจุดสูงสุดใหม่ หรือ New High เป็นที่เรียบร้อย ดัชนีที่สูงขึ้นจนเริ่มน่ากลัว หนีไม่พ้นคำถามที่ตามมา คือดัชนี "จะไปต่อ" หรือ "จะปรับลง" และการที่ตลาดหุ้นขึ้นต่อเนื่อง ดึงดูดให้ผู้ลงทุนจำนวนไม่น้อยที่ลงทุนในสินทรัพย์ความเสี่ยงต่ำ เช่น เงินฝากหรือตราสารหนี้ หันมาสนใจลงทุนในกองทุนรวมประเภทตราสารทุน หรือหุ้น เพื่อเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนที่สูงขึ้น ก็จะมีคำถามตามมาว่า "ยังเข้าลงทุนได้อยู่หรือไม่"
เรามาดูว่าที่ผ่านมาเกิดอะไรขึ้นกับตลาดหุ้นไทยจะไปได้ไกลแค่ไหน จะทำอย่างไรต่อดัชนีขึ้นมาแรงเพราะอะไร?
ดัชนีหุ้นไทยจบสิ้นปี 2560 ที่ 1,753 จุด ปรับขึ้นเกือบ 12% จากเดือน ส.ค. ที่ดัชนีหุ้นไทยวนเวียนอยู่ที่ 1,530-1,570 จุด นานพอสมควร ส่วนหนึ่งมาจากอานิสงส์ที่ตลาดหุ้นทั่วโลกพร้อมใจปรับตัวขึ้น ส่วนปัจจัยในประเทศมาจากการส่งออกและท่องเที่ยวที่โตต่อเนื่อง กระแสเงินหรือ Fund Flow ยังอยู่ในตลาดหุ้นไทย จากที่คาดว่าจะไหลออกจากเอเชียกลับไปกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว อย่างสหรัฐอเมริกา ยุโรป และความหวังที่การเลือกตั้งของไทยจะเกิดขึ้นแน่นอนปลายปี 2561 จากหลายข่าวดีมาพร้อมกัน ทำให้ดัชนีหุ้นไทยกระโดดขึ้นทำจุดสูงสุดใหม่สำเร็จในเวลาอันสั้น
นักวิเคราะห์มองดัชนีหุ้นไทยไปที่เท่าไร?
นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าดัชนีหุ้นไทยต้นปี 2561 จะเกิดแรงเทขายจากผู้ลงทุนที่มีกำไร หรือกองทุน LTF ที่ขายออกได้ เพื่อเก็บกำไรในภาวะที่ดัชนีขึ้นแรง แต่ดัชนีกลับปรับขึ้นยืนเหนือจุดสูงสุดตลอดกาลที่ 1,789 จุดในสมัยต้มยำกุ้งได้ โดยไม่มีทีท่าจะลงแรงอย่างที่คาด ทำให้นักวิเคราะห์หลายสำนัก ต้องปรับเป้าดัชนีหุ้นไทยตามกันฝุ่นตลบ โดยเฉลี่ยนักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าปี 2561 น่าจะจบที่ 1,870 จุด (ข้อมูล Bloomberg วันที่ 5 ม.ค. 2561)
ดัชนีปรับขึ้นสูงขนาดนี้น่ากลัวไหม?
การปรับตัวขึ้นของดัชนีตลาดหุ้นไทยหลักๆ มาจากความคาดหวังที่รัฐบาลพยายามส่งสัญญาณว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้จะดีขึ้นจากปีก่อน และนักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจีดีพี ปี 2560 น่าจะจบที่ 3.7-3.8% และปี 2561 น่าจะจบที่ 4% ซึ่งอาจสวนทางกับภาพรวมในประเทศ ที่พ่อค้า แม่ค้า นักธุรกิจ ยังบ่นต่อเนื่องว่าเศรษฐกิจยังไม่น่าจะฟื้นตัวจริงและสิ่งที่ต้องระวังคือ "ความผิดหวัง" เมื่อตัวเลขเศรษฐกิจจริงออกมา ผิดจากที่คาดการณ์ไว้ก็จะเกิดแรงเทขายและอาจทำให้ตลาดปรับตัวลงแรงได้ ส่วนจะปรับตัวลงมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับตัวเลขเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจริงคลาดเคลื่อนจากที่คาดการณ์ไว้แค่ไหน และในทางเทคนิคเมื่อดัชนีปรับตัวสูงขึ้นเรื่อยๆ ดัชนี ณ ขณะนั้นก็พร้อมที่จะเป็นแนวต้านได้ตลอดเวลา ยิ่งต้องเพิ่มความระมัดระวังมากขึ้น
ถือลงทุนอยู่ มีกำไร ควรทำอย่างไรดี?
สำหรับผู้ลงทุนที่มีสถานะลงทุนอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นกองทุนหุ้นไทยทั่วไป กองทุน LTF หรือ RMF สิ่งที่ต้องพิจารณาคือต้นทุนและกำไร เกือบทุกคนต้องการขายเพื่อให้ได้กำไรดีที่สุด แต่เราก็ไม่รู้ว่าวันไหนเป็นวันที่ดัชนีอยู่สูงที่สุด สิ่งที่ผู้ลงทุนกลัวคือการ "ขายหมู" ดังนั้นกลยุทธ์ที่อยากแนะนำเมื่อมีกำไรและต้องการขายออก คือ "การทยอยขาย" หรือ "การทยอยรับรู้กำไร" จะช่วยลดความเสี่ยงไม่ว่าดัชนีจะปรับขึ้นต่อหรือปรับลง ในทางตรงข้าม หากผู้ลงทุนคาดว่าดัชนีจะปรับขึ้นต่อและต้องการถือไว้เพื่อให้ได้ผลตอบแทนสูงกว่าปัจจุบัน แต่ต้องยอมรับความเสี่ยงหากดัชนีปรับตัวลงแรงจนกำไรน้อยลงมาก หรือกลายเป็นขาดทุน ซึ่งกลยุทธ์การทยอยขาย จะไม่ทำให้ผู้ลงทุนได้ราคาที่สูงที่สุด แต่ได้ราคาที่เหมาะสมที่สุดสำหรับผู้ลงทุนแต่ละราย
ข้อควรระวังสำหรับกองทุน LTF และ RMF ที่ยังไม่ครบกำหนดขายออกได้ หากเผลอขายออกเกินสิทธิ จะเสียสิทธิประโยชน์ทางภาษีได้ง่าย ต้องระวังและควรตรวจสอบกับ บลจ. หรือที่ปรึกษาการลงทุน เพื่อให้แน่ใจว่าขายออกได้โดยถูกต้อง แต่สำหรับ RMF นั้น มีอีกกลยุทธ์น่าสนใจคือการสับเปลี่ยนกองทุน (Switching) ไปยังกองทุน RMF อื่นที่มีนโยบายลงทุนที่แตกต่างออกไป หรือความเสี่ยงที่ต่ำลง เช่น ตลาดหุ้นต่างประเทศ กองทุนผสม หรือตราสารหนี้ เพื่อหลีกเลี่ยงการทำผิดเงื่อนไขและเสียสิทธิประโยชน์ทางภาษี อีกทั้งช่วยทำให้มูลค่าของกองทุนงอกเงยได้อีกทาง
ดัชนีสูงขนาดนี้ยังเข้าลงทุนได้อยู่หรือไม่?
เป็นคำถามที่มักได้ยินบ่อย เมื่อตลาดปรับตัวขึ้นเรื่อยๆ ทั้งผู้ลงทุนที่ลงทุนอยู่แล้ว ไม่ว่าจะกองทุนหุ้นไทยทั่วไป LTF หรือ RMF หรือผู้ที่ยังไม่มีสถานะลงทุน เราขอแบ่งผู้ลงทุนเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกคิดอยากเข้าลงทุนเพราะ "กลัวเสียโอกาส" หรือ "กลัวตกรถ" และกลุ่มสุดท้าย กลัวที่จะเข้าลงทุน ขณะที่ดัชนีอยู่ในระดับสูงเพราะกลัว "ติดดอย" ที่อาจเป็นดอยสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ดัชนีหุ้นไทยก็ได้ ดังนั้นกลยุทธ์ที่เหมาะกับผู้ลงทุนทั้งสองกลุ่ม คือ "การทยอยลงทุน (DCA : Dollar Cost Averaging)" หรือที่ผู้ลงทุนชอบเรียกกัน คือ "การแบ่งไม้" เป็นการเฉลี่ยต้นทุนไปในตัว ซึ่งกลยุทธ์ทยอยลงทุน จะไม่ทำให้ผู้ลงทุนได้ต้นทุนที่ถูกที่สุด แต่ได้ต้นทุนที่เหมาะสมที่สุดสำหรับผู้ลงทุนแต่ละราย
ควรลงทุนกองทุนหุ้นไทยแบบไหนดี?
การลงทุนผ่านกองทุนหุ้นไทยทั่วไป LTF และ RMF ส่วนใหญ่เน้นลงทุนในหุ้นไทยตามดัชนี SET MAI แต่ต่างกันในนโยบายลงทุนเน้นกลุ่มอุตสาหกรรมใดเป็นหลัก ตามกลยุทธ์และมุมมอง ผู้จัดการกองทุนนั้น เบื้องต้นแนะนำให้ผู้ลงทุนพิจารณาประเภทการบริหารกองทุน แบ่งได้ 2 ประเภทคือ
o นโยบายการบริหารแบบเชิงรุก (Active Management Strategy) เหมาะกับผู้ลงทุนที่ไม่มีเวลาติดตามสถานการณ์ลงทุน คาดหวังผลตอบแทนที่สูงกว่าดัชนีชี้วัด (Benchmark) ต้องการให้ผู้จัดการกองทุนที่มีประสบการณ์คอยบริหารให้
o นโยบายการบริหารแบบเชิงรับ (Passive Management Strategy) เหมาะกับผู้ลงทุนที่มีเวลาติดตามข้อมูลข่าวสารการลงทุน ราคา และผลตอบแทนด้วยตนเอง ตัดสินใจลงทุนด้วยตนเอง ซื้อ-ขายตามการเคลื่อนไหวของดัชนีชี้วัด (Benchmark)
สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการตัดสินใจเลือกนโยบายการบริหารกองทุนที่เหมาะกับตนเอง ส่วนรายละเอียดและปัจจัยเพิ่มเติมประกอบการพิจารณาทั้งกองทุนที่มีนโยบายเชิงรุกและเชิงรับ จะขอเล่าในบทความครั้งต่อไปนะครับ
ไม่ว่าจะเป็นดัชนีหุ้นไทยหรือดัชนีหุ้นต่างประเทศในอดีตที่ผ่านมา ต่างเคยทำจุดสูงสุดให้เห็นกันอยู่เรื่อยๆ มีทั้งโอกาสและความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น ผู้ลงทุนควรเตรียมกลยุทธ์รับมือดัชนีหุ้นของแต่ละตลาดที่พร้อมเปลี่ยนแปลงทั้งขึ้นและลงอยู่ตลอดเวลา
เตรียมตัว เตรียมใจ มีกลยุทธ์ที่ดีไว้ รับมือดัชนีทำ New High
ขอให้ทุกท่านมีความสุขในการลงทุนนะครับ







