posttoday
เอกชนแห่ซื้อประกันป้องบาทแข็ง

เอกชนแห่ซื้อประกันป้องบาทแข็ง

15 มกราคม 2561

วารุณี อินวันนาสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ดเผยผลสำรวจความคิดเห็น นักลงทุนสถาบัน ผู้ประกอบการธุรกิจขนาดใหญ่ พบว่าปีนี้มีการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนมากที่สุด

วารุณี อินวันนา

สแตนดาร์ดชาร์เตอร์ดเผยผลสำรวจความคิดเห็น นักลงทุนสถาบัน ผู้ประกอบการธุรกิจขนาดใหญ่ พบว่าปีนี้มีการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนมากที่สุด

ทิม ลีฬหะพันธุ์ นักเศรษฐศาสตร์ประจำประเทศไทย ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) คาดว่า ค่าเงินบาทปี 2561 ทั้งปีจะแข็งค่าขึ้นรวม 5% อยู่ที่ 31 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ สูงสุดอันดับ 2 ในเอเชีย

ทั้งนี้เป็นผลมาจากดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยที่ยังมีสูงถึง 7% ของอัตราผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) แม้จะต่ำกว่าปี 2560 ซึ่งอยู่ที่ 10% แต่ถือว่ายังสูง รวมถึงการส่งออกของไทยในปีนี้ที่กระทรวงพาณิชย์คาดว่าจะเติบโต 6.5% เป็นตัวเลขที่มีความเป็นไปได้ การไหลเข้ามาของนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาอย่างต่อเนื่อง แม้จะแลกเงินบาทได้น้อยลงและค่าเงินดอลลาร์ยังคงอ่อนค่าในปีนี้

"จากการสำรวจความคิดเห็นนักลงทุนชั้นนำและบริษัทขนาดใหญ่ของไทย ปีนี้มีการทำป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนเงินตรามากที่สุดเท่าที่เคยมีมา ทำให้เราเชื่อว่าปีนี้เป็นปีที่ผู้ประกอบการธุรกิจที่นำเข้า หรือส่งออก รวมถึงนักลงทุนจะมีการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนมากที่สุด" ทิม กล่าว

ทิม กล่าวว่า สำหรับทิศทางอัตราดอกเบี้ย คาดว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะมีการปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายในช่วงครึ่งปีหลังจาก 1.5% เป็น 2% โดยจะมีการปรับขึ้น 2 ครั้ง สำหรับเหตุผลที่มองว่า ธปท.จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยมาจาก 4 ปัจจัยสนับสนุน คือ

1.สแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด มองว่าจีดีพีปีนี้จะเติบโตได้ 4.3% ซึ่งเป็น มุมมองที่ดีกว่า ธปท. สถาบันการเงิน และหน่วยงานอื่นคาดการณ์ไว้

2.อัตราเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับต่ำที่ 1% ติดกรอบล่างเงินเฟ้อของ ธปท.พอดี โดยปีนี้คาดว่าอัตราเงินเฟ้อจะสูงขึ้นจากการเติบโตของเศรษฐกิจ การบริโภคที่ดีขึ้น ราคาน้ำมันสูงขึ้น ทำให้ราคาอาหารโดยรวมปรับตัวสูงขึ้น

วันที่ 17 ม.ค. จะมีการสรุปขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ ถ้าปรับขึ้นทุกจังหวัดจะทำให้อัตราเงินเฟ้อปรับขึ้นไปอีก แต่ยังบอกตัวเลขไม่ได้

ทิม กล่าวว่า ปัจจัยที่ 3 คือ ธปท.จะส่งสัญญาณตลอดว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายต่ำมากเกินไปจะทำให้ไม่มีเสถียรภาพทางการเงินเพราะคนไม่ฝากเงิน

4.ธนาคารกลางทั่วโลกมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายไปแล้ว รวมถึงธนาคารกลางในภูมิภาคนี้ก็มีการปรับขึ้นไปแล้ว แต่ ธปท.ไม่ได้ปรับอัตราดอกเบี้ยมา 3 ปีแล้ว

จากการที่คาดว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะปรับอัตราดอกเบี้ยในครึ่งปีหลัง 2 ครั้งเช่นเดียวกันจาก 1.5% ไปเป็น 2% ถ้าราคาน้ำมันขึ้นถึง 80 ดอลลาร์/บาร์เรล เร็วจะทำให้เฟดปรับอัตราดอกเบี้ยเร็วขึ้น เป็นแรงกดดันให้ ธปท.ต้องปรับตาม

อย่างไรก็ตาม แม้ค่าเงินบาทจะแข็งแต่ไม่กระทบต่อภาพรวมทางเศรษฐกิจของไทย เพราะ

1.ได้รับผลดีจากการส่งออกที่สูงขึ้น ทำให้ภาคเอกชนมีความมั่นใจที่จะขยายกำลังลงทุนเพิ่ม เห็นได้จากการนำเข้าวัตถุดิบในช่วงปลายปี 2560 เพิ่มขึ้น 20% จากปีก่อน สินค้าทุนมีการเพิ่มขึ้น ซึ่งอดีตที่ผ่านมาการนำเข้ากับการลงทุนของไทยจะไปในทิศทางเดียวกัน

"เพราะฉะนั้น การลงทุนภาคเอกชนที่เคยมีปัญหาน่าจะกลับขึ้นมาและการผลิตจะเต็มศักยภาพภายใน 1 ปี" ทิม กล่าว

2.การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของไทย 20 โครงการ เป็นเวลา 7 ปี มูลค่า 7 แสนล้านบาท จะเดินหน้าต่อเนื่อง โดยมูลค่าการลงทุนที่จะเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจเฉลี่ยปีละ 1 แสนล้านบาท มีผลกระตุ้นจีดีพีได้ 1%

3.โครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก หรืออีอีซี ที่จะเน้นให้เป็นธุรกิจไฮเทคจะเป็นจุดเด่นของการลงทุนในปีนี้ เพราะจะก่อให้เกิดกิจกรรมลงทุนของทั้งภาครัฐและเอกชนระดับชั้นนำของโลก ซึ่งจากการได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับนักลงทุนขนาดใหญ่ของโลก บางส่วนได้เข้ามาลงทุนในเขตนี้แล้ว เพราะตำแหน่งที่ตั้งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของอาเซียน โดยเฉพาะการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภา

"มูลค่าการลงทุนอีอีซีประมาณ 6 แสนล้านบาท ทางรัฐบาลจะพยายามให้เกิดการประมูลแล้วเสร็จก่อนการเลือกตั้งปลายปีนี้" ทิม กล่าว

อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงที่อาจจะมีผลต่อเศรษฐกิจไทยในปีนี้คือ ราคาสินค้าทางการเกษตรยังตกต่ำ จะทำให้รายได้ของเกษตรกรลดลง ซึ่งเป็นประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ โดยมีแรงงานอยู่ในภาคเกษตรถึง 30% ของประชากรทั้งหมด จะมีผลต่อการจับจ่ายใช้สอยภายในประเทศ

"แต่ถ้าสามารถบริหารจัดการน้ำในเขื่อนใหญ่ๆ ซึ่งปีนี้มีปริมาณน้ำมากที่สุดในรอบ 5 ปี ให้เกษตรกรเพาะปลูกได้ จะลดแรงกดดันต่อรายได้ของเกษตรกร คือราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ แต่ถ้าเพาะปลูกได้จะทำให้มีรายได้เข้ามาช่วยให้มีกำลังซื้อยังคงอยู่ไม่หายไปเหมือนช่วง 3 ปีที่ผ่านมาที่เจอภัยแล้งมาตลอด เพาะปลูกไม่ได้" ทิม กล่าว

ทิม กล่าวว่า ทางสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ดยังมองไม่เห็นเม็ดเงินเข้ามาในตลาดทุนไทยมากนัก ส่วนใหญ่จะไหลเข้าตลาดหุ้นประเทศเพื่อนบ้าน ในตลาดทุนไทยส่วนใหญ่ยังเห็นการขายสุทธิ แต่เชื่อว่าหลังจากการเลือกตั้งจะทำให้เงินลงทุนจากต่างชาติเข้ามาในตลาดทุนไทยมากขึ้น

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท