
ทริกเกอร์ฟันด์‘MFC’
บลจ.เอ็มเอฟซี ออกทริกเกอร์ฟันด์ ลงทุนหุ้น-ตราสารหนี้ ตั้งเป้าได้ 10.60 บาท ใน 5 เดือน มองราคาสินค้าโภคภัณฑ์ขาขึ้น เงินหนีจากตลาดบอนด์
บลจ.เอ็มเอฟซี ออกทริกเกอร์ฟันด์ ลงทุนหุ้น-ตราสารหนี้ ตั้งเป้าได้ 10.60 บาท ใน 5 เดือน มองราคาสินค้าโภคภัณฑ์ขาขึ้น เงินหนีจากตลาดบอนด์
น.ส.ประภา ปูรณโชติ กรรมการ ผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) เอ็มเอฟซี เปิดเผยว่า บริษัทออกกองทุนเปิดเอ็มเอฟซี สมาร์ท อินเวส เมนท์ ซีรี่ส์ 5 เอ 4 (SI5A4) ตั้งเป้าหมายเพื่อเลิกกองทุน (ทริกเกอร์ฟันด์) เมื่อมูลค่าหน่วยลงทุนตั้งแต่ 10.60 บาท ภายใน 5 เดือน เปิดขายครั้งเดียววันที่ 17-29 ม.ค.นี้
ทั้งนี้ กองทุนสามารถลงทุนได้ทั้งหุ้นและตราสารหนี้ โดยจะเน้นลงทุนในตลาดหุ้นไทยและภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ซึ่งขึ้นกับสภาวะตลาดของแต่ละประเทศ
ขณะที่จะมีสัดส่วนลงทุนในต่างประเทศไม่เกิน 79% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุนและมีการกระจายความเสี่ยงในหลายประเทศ ตลอดจนป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน
น.ส.ประภา กล่าวว่า จากข้อมูลของสายบริหารกองทุนของ บลจ.เอ็มเอฟซี มองว่ามีปัจจัยสนับสนุนการลงทุนในไทยและเอเชีย คือ การฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องของเศรษฐกิจทั่วโลก โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรมและส่งออกของเอเชีย ที่มีการฟื้นตัวมากกว่าที่ตลาดคาดการณ์อย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2560 การคาดการณ์ผลประกอบการในไตรมาส 4 ของตลาดหุ้นทั่วโลก โดยเฉพาะในเอเชียว่าจะมีการขยายตัวต่อเนื่องจากไตรมาส 3 โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรม เทคโนโลยี และกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์
"คาดว่าราคาสินค้าโภคภัณฑ์ โดยเฉพาะปิโตรเลียมและโลหะยังมีทิศทางเป็นขาขึ้นจากความต้องการพลังงานทั่วโลกที่ขยายตัวจากเศรษฐกิจโลกที่ดีขึ้น" น.ส.ประภา กล่าว
น.ส.ประภา กล่าวต่อไปว่า บริษัท คาดการณ์ค่าเงินดอลลาร์จะมีทิศทาง อ่อนค่าในวัฏจักรที่เศรษฐกิจโลกขยายตัว โดยเฉพาะในยุโรปและเอเชียที่มี การส่งออกและงบดุลการค้าดีขึ้น ตลอดจนทิศทางตลาดตราสารหนี้ทั่วโลกที่อยู่ในภาวะซบเซาและยังคงเผชิญแรงเทขาย ซึ่งเป็นที่น่าสนใจว่าเม็ดเงินส่วนนี้มีโอกาสที่จะเข้ามาลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงอย่างตลาดหุ้น
สำหรับปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตาม คือการรักษาโมเมนตัมของการเติบโตได้ตามความคาดหวังของตลาดในการประมาณการตัวเลขเศรษฐกิจและคาดการณ์กำไร บจ.ของตลาดหุ้นทั่วโลกโดยเฉลี่ยเกิน 10% ในปีนี้
นอกจากนี้ มีความเสี่ยงของตลาดการเงินหากอัตราดอกเบี้ยขึ้นเร็วเกินไปและราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะน้ำมันและถ่านหิน ซึ่งต้องจับตาการปรับตัวลดลงของความต้องการบริโภคหลังผ่านฤดูหนาวและการปรับตัวสูงขึ้นตามราคาน้ำมันของกำลังผลิตตลาดน้ำมันดิบ







