
ดอลลาร์เสื่อมมนต์ ฝรั่งขนเงินลงทุนนอก
นันทิยา วรเพชรายุทธเพิ่งจะผ่านมาได้เพียง 2 สัปดาห์แรกของปีใหม่ 2018 ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐก็ทำให้ประเทศผู้ส่งออกทั่วโลกหนาวๆ ร้อนๆ ไปตามกันว่า จะซ้ำรอยเดิมกลายเป็นค่าเงินที่อ่อนค่าลงหนักหน่วงต่อเนื่องอีกหนึ่งปี
นันทิยา วรเพชรายุทธ
เพิ่งจะผ่านมาได้เพียง 2 สัปดาห์แรกของปีใหม่ 2018 ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐก็ทำให้ประเทศผู้ส่งออกทั่วโลกหนาวๆ ร้อนๆ ไปตามกันว่า จะซ้ำรอยเดิมกลายเป็นค่าเงินที่อ่อนค่าลงหนักหน่วงต่อเนื่องอีกหนึ่งปี
เมื่อวันที่ 15 ม.ค.ที่ผ่านมา ดัชนีค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าลงไปแตะระดับต่ำสุดในรอบกว่า 3 ปี เมื่อเทียบกับตะกร้าสกุลเงินหลัก 6 สกุลของโลก โดยร่วงลงไปแตะ 1.2296 ดอลลาร์ หรือต่ำที่สุดนับตั้งแต่เดือน ธ.ค. 2014 และแม้ว่าจะกลับมาแข็งค่าขึ้นได้เล็กน้อยเมื่อวานนี้ แต่หลายฝ่ายเชื่อว่าทิศทางของค่าเงินสหรัฐจะอ่อนค่าลงต่อเนื่องอีก
เรื่องนี้ทำให้หลายฝ่ายประหลาดใจไปตามๆ กันพร้อมตั้งคำถามขึ้นว่า เศรษฐกิจสหรัฐที่ดีขึ้นแทบจะทุกมิติในขณะนี้ ควรจะช่วยให้ดอลลาร์แข็งค่าขึ้นไม่ใช่หรือ
ตามปกติแล้วการขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางมักจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้ค่าเงินแข็งค่าขึ้น เพราะนักลงทุนจะขนเงินกลับประเทศไปซื้อสินทรัพย์และลงทุนในประเทศของตนเอง และสหรัฐเองก็เต็มไปด้วยปัจจัยหนุนเชิงบวกทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น 1.ปัจจัยการขึ้นดอกเบี้ย 3 ครั้งของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เมื่อปี 2017 และคาดว่าจะขึ้นอีก 3 ครั้งใน ปีนี้ 2.ปัจจัยเศรษฐกิจพื้นฐานที่ดีขึ้นหลายรายการ อาทิ จีดีพี ค่าเแรง บริโภค เงินเฟ้อ ตลอดจนราคาสินทรัพย์ และ 3.ปัจจัยการผ่านกฎหมายปฏิรูปภาษีสหรัฐ
อย่างไรก็ตาม ปัจจัยบวกเหล่านี้ได้สะท้อนให้เห็นผ่านการเคลื่อนไหวของค่าเงินดอลลาร์กว่าตลอด 2 สัปดาห์ ที่ผ่านมาแล้วว่า "ไม่มีผล" จนดอลลาร์ร่วงไปแล้วเกือบ 2% ในทางตรงกันข้าม หลายฝ่ายเลือกมองปัจจัยลบในสหรัฐมากกว่าปัจจัยบวก เช่น กฎหมายปฏิรูปภาษี ที่จะกดดันการขาดดุลทางการคลังหนักขึ้นไปอีกจนฉุดค่าเงินดอลลาร์ลง นอกจากนี้ ก็ยังมีความเสี่ยงทางการเมืองอีก เช่น ภาวะ ชัตดาวน์ หากสภาคองเกรสไม่สามารถตกลงขยายเพดานหนี้ได้ภายในวันที่ 28 ก.พ.นี้
นักวิเคราะห์หลายฝ่ายให้เหตุผลว่าอาจเป็นเพราะเศรษฐกิจสหรัฐที่ว่าดีก็ยังแพ้ที่อื่น ซึ่งแพ้ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงจีดีพี แต่เป็นการทำกำไรนอกบ้านที่ดีกว่าจะขนเงินกลับไปสหรัฐในช่วงนี้ โดยเฉพาะใน "ยุโรป" และ "ตลาดเกิดใหม่"
ในจังหวะเดียวกับที่ดอลลาร์อ่อนค่านั้น ค่าเงินยูโรก็ขึ้นมาแข็งค่ามากที่สุดในรอบ 3 ปี เช่นกันระหว่างการซื้อขายเมื่อวันที่ 15 ม.ค. จนเกือบแตะระดับ 1.23 ดอลลาร์/ยูโร เพราะตลาดเก็งกันว่าสถานการณ์ทางเศรษฐกิจยุโรปโดยเฉพาะกลุ่มประเทศยูโรโซน 19 ประเทศ ที่ขยายตัวดีที่สุดในรอบ 10 ปี และคาดว่าจะดีไปอีกอย่างต่อเนื่อง น่าจะทำให้ธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) เริ่มประกาศแผนการถอนตัวออกจากมาตรการผ่อนปรนทางการเงินเชิงปริมาณ (คิวอี) ได้ในปีนี้ รวมถึงเริ่มการขึ้นอัตราดอกเบี้ยเป็นครั้งแรกในรอบหลายปีได้ตั้งแต่ปลายปี 2018 นี้ หรือในช่วงต้นปีหน้า
การเก็งทิศทางนี้มาจากการเปิดเผยบันทึกการประชุมของอีซีบีเมื่อครั้งเดือน ธ.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งกรรมการ ส่งสัญญาณว่า อาจเริ่มปรับทิศทางนโยบายการเงินเป็นไปในแนวตึงตัวขึ้นได้ตั้งแต่ปีนี้ โดยควรทยอยส่งสัญญาณปรับท่าทีออกมาเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ตลาดเกิดภาวะตื่นตระหนก
ไม่เพียงแต่สัญญาณจากอีซีบีเท่านั้น เพราะยังมีสัญญาณตอกย้ำความเชื่อมั่นอีกทางหนึ่งจากฟาก "การเมือง" ด้วยว่า อังเกลา แมร์เกิล กำลังจะกลับมาแล้ว หลังจากเพิ่งบรรลุดีลจัดตั้งรัฐบาลผสมได้เมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมานับตั้งแต่เสร็จสิ้นการเลือกตั้งเยอรมนีมานานถึงเกือบ 4 เดือน ส่งสัญญาณว่าประเทศหัวหอกหลักทั้งในด้านเศรษฐกิจและการเมืองของยุโรปพร้อมจะกลับมาทำหน้าที่ได้เต็มรูปแล้ว และน่าจะมีผลไม่มากก็น้อยต่อทิศทางความชัดเจนของอีซีบีหลังจากนี้เช่นกัน
สัญญาณเข้าตลาดยุโรปยังเห็นได้ชัดเจนผ่านการซื้อสัญญาล่วงหน้าเงินยูโร ซึ่งไฟแนนเชียลไทม์สรายงานว่า เพียงแค่สัปดาห์แรกของปีนี้สิ้นสุดวันที่ 2 ม.ค. ก็พุ่งไปแตะ 1.28 แสนสัญญา จากข้อมูลของคณะกรรมการซื้อขายสัญญาล่วงหน้าโภคภัณฑ์สหรัฐ (ซีเอฟทีซี) โดยโกลด์แมน แซคส์ ระบุว่า เป็นการเข้าซื้อที่มากที่สุดในรอบกว่า 10 ปี หรือนับตั้งแต่เดือน พ.ค. 2007 เป็นต้นมา และแรงซื้อยังดำเนินไปอย่างต่อเนื่องจนถึงสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งรอยเตอร์สรายงานว่ามีปริมาณสูงสุดทุบสถิติที่เคยมีมา ในขณะที่ค่าเงินยูโรกำลังแข็งค่าสุดตั้งแต่ช่วงปลายปี 2014 เมื่อเทียบ 6 สกุลเงินในตะกร้าค่าเงิน
นักวิเคราะห์หลายฝ่ายคาดการณ์ว่า ทิศทางเศรษฐกิจขาขึ้นบวกกับการปรับนโยบายการเงินสู่ทิศทางตึงตัว จะทำให้ยูโรแข็งค่าขึ้นอีก ขณะที่นักวิเคราะห์บางสำนัก เช่น เจพีมอร์แกน เชื่อว่าการขยายตัวทางเศรษฐกิจของกลุ่มยูโรโซนในปีนี้อาจแซงหน้าสหรัฐได้อีกด้วย
นอกจากเก็งกำไรฝั่งยุโรปแล้ว ยังคาดว่าฟันด์โฟลว์จะไหลเข้าไปเก็งกำไรในตลาดเกิดขึ้นต่อเนื่องอีกจากในปีที่แล้ว โดยเฉพาะกลุ่มประเทศส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์ที่ได้อานิสงส์จากราคาน้ำมันขาขึ้นในรอบ 3 ปี ซึ่งสถาบันการเงินระหว่างประเทศ (ไอไอเอฟ) ระบุว่าในปี 2017 ต่างชาติขนเงินเข้ามาลงทุนในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ถึง 2.35 แสนล้านดอลลาร์ หรือสูงสุดในรอบ 3 ปีมานี้ และเพิ่มขึ้นมากจากในปี 2016 ซึ่งอยู่ที่ 1.52 แสนล้านดอลลาร์
หากดูจากตลาดเงินและตลาดทุนในหลายประเทศเอเชียตลอด 3 สัปดาห์นี้ก็จะเห็นได้ว่า มีเงินทะลักเข้ามาทำให้ตลาดหุ้นในหลายประเทศกำลังทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ เช่น ญี่ปุ่น ฮ่องกง และอินเดีย ขณะที่มีรายงานว่าตลาดหุ้นมาเลเซียกำลังมีเงินไหลเข้าซื้อสุทธิอย่างต่อเนื่อง เฉพาะวันจันทร์ที่ 15 ม.ค. ต่างชาติซื้อสุทธิ 369.2 ล้านริงกิต (เกือบ 3,000 ล้านบาท) ซึ่งแม้จะไม่ได้มากขนาดน่าหวือหวา แต่ก็สูงสุดนับตั้งแต่วันที่ 28 เม.ย. 2017
อย่างไรก็ดี ทิศทางค่าเงินเอเชียในปีนี้น่าจะแข็งค่าน้อยลงจากปีก่อน ซึ่งผลสำรวจความเห็นนักยุทธศาสตร์อัตราแลกเปลี่ยนต่างประเทศ 60 คน จัดทำโดยรอยเตอร์ส เชื่อว่าค่าเงินของหลายประเทศเอเชียจะกลับมาอ่อนค่าลงได้เล็กน้อยจากปีที่แล้ว ภายในช่วงปลายปีนี้ และจะมีเพียงแค่บางสกุลเงินเท่าที่ที่ยังคงแข็งค่าขึ้น
นักยุทธศาสตร์จากธนาคารเอเอ็นแซด ระบุว่า ทิศทางค่าเงินเอเชียในปีนี้ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลัก 2-3 อย่าง คือ ผลกระทบของการปรับนโยบายการเงินขาขึ้นของประเทศพัฒนาแล้ว ที่จะมีผลต่อสภาพคล่องทั่วโลกและเงินลงทุนจากต่างประเทศที่มายังเอเชีย ขณะที่อีกปัจจัยสำคัญก็คือ การขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศในเอเชียเอง
ขณะเดียวกัน เป็นที่คาดว่าภาวะเงินดอลลาร์ที่อ่อนค่าลงหนักนั้นเป็นเพียงการเสื่อมมนต์ชั่วคราวของการ แห่ไปเก็งกำไรที่อื่นแทน เพราะเชื่อว่าในภาพรวมทั้งปีที่จะมีการขึ้นดอกเบี้ย 3 ครั้ง หรือที่บางสำนักคาดว่าอาจขยับเป็น 4 ครั้ง หากอัตราเงินเฟ้อปีนี้ ขยายตัวเร็วกว่าที่คาด ก็น่าจะทำให้มีเงินกลับไปซื้อพันธบัตรหรือสินทรัพย์ ในสหรัฐ และช่วยให้ดอลลาร์ไม่อ่อนค่าแรงเกือบ 10% เหมือนในปีที่แล้ว
เพียงแต่ภาวะที่ว่านั้นยังไม่เกิดขึ้นในเร็ววันนี้ และทำให้ประเทศส่งออกทั่วโลกตั้งแต่เอเชียจนถึงยุโรป ต้องปิดความเสี่ยงห้ามเลือดกันเองไปก่อนเท่านั้น n







