
ถ้าไม่อยาก สมองเสื่อม!
เรื่อง บีเซลบับ ภาพ คลังภาพโพสต์ทูเดย์เมื่ออายุ 20-40 ปี สมองจะพัฒนาแบบคงที่ แต่หลังจากช่วงนี้คือทางแยกแล้วว่า สมองจะพัฒนาต่อไปเรื่อยๆ หรือเสื่อมลงทีละน้อยกันแน่ คุณอยากให้สมองของคุณทำงานอย่างไร ปรับสมองไม่ให้เสื่อม ข้อคิดดีๆ จาก "พักซีกซ้ายที่ใช้จนล้า กระตุ้นซีกขวาที่หลับใหล ปรับสมองไม่ให้เสื่อม" ผู้เขียนคือ คาโตะ โตชิโนริ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านวิเคราห์สมอง ประเทศญี่ปุ่น
เรื่อง บีเซลบับ ภาพ คลังภาพโพสต์ทูเดย์
เมื่ออายุ 20-40 ปี สมองจะพัฒนาแบบคงที่ แต่หลังจากช่วงนี้คือทางแยกแล้วว่า สมองจะพัฒนาต่อไปเรื่อยๆ หรือเสื่อมลงทีละน้อยกันแน่ คุณอยากให้สมองของคุณทำงานอย่างไร ปรับสมองไม่ให้เสื่อม ข้อคิดดีๆ จาก "พักซีกซ้ายที่ใช้จนล้า กระตุ้นซีกขวาที่หลับใหล ปรับสมองไม่ให้เสื่อม" ผู้เขียนคือ คาโตะ โตชิโนริ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านวิเคราห์สมอง ประเทศญี่ปุ่น
7 วิธีปรับสมองไม่ให้เสื่อม
1.ยิ่งมีพื้นที่สมองที่ไม่ได้ใช้งานมากเท่าไร สมองก็จะยิ่งเสื่อมลงเท่านั้น ปัจจุบันคนส่วนใหญ่ไม่ใส่ใจการ ออกกำลังกายอย่างเพียงพอ อยากมีสมองดี ต้องมีร่างกายที่ดีด้วย
2.ปฏิรูปองค์ความรู้เรื่องสมอง จุดสูงสุดไม่ใช่ช่วงอายุ 20-30 ปี แต่สมองพัฒนาต่อไปได้เรื่อยๆ หรือกล่าวได้ว่า "ปัจจุบัน" คือ จุดสูงสุดของสมอง
3.อย่าหยุดแค่นี้ หาอะไรใหม่ๆ ทำเถอะ ตลอดชีวิตของทุกคนมีเรื่องที่ไม่ได้ทำมากมายเต็มไปหมด แต่คนที่พอใจกับสภาพปัจจุบัน "อยู่อย่างนี้ก็ดีอยู่แล้ว" จะไม่สนใจ "เรื่องที่ไม่ได้ทำ" จึงทำเริ่มทำสิ่งใหม่ๆ ไม่ได้ สมองจึงเสื่อม ถ้าคุณไม่อยากเป็นเช่นนั้น คุณต้องทำในสิ่งที่ตรงกันข้าม
4.คนรุ่นใหม่ใช้สมองซีกซ้ายจนชิน สมองซีกซ้ายทำหน้าที่เกี่ยวข้องกับภาษาและการคิดวิเคราะห์เป็นหลัก ส่วนสมองซีกขวาทำหน้าที่เกี่ยวข้องกับภาพและความคิดสร้างสรรค์เป็นหลัก สังคมปัจจุบันเอื้อให้คนใช้สมองซีกซ้ายมากกว่าซีกขวา ถูกใช้งานมากกว่าอีกข้างอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ด้วยการติดต่อสื่อสารด้วยภาษาจำเป็นต้องใช้สมองซีกซ้าย แต่การใช้สมองซีกนี้อย่างต่อเนื่องก็ทำให้ติดเป็นนิสัย
ใช้สมองซีกซ้ายจนเคยชิน ใช้ซีกซ้ายมากกว่าซีกขวาเพราะติดต่อสื่อสารข้อความทางสมาร์ทโฟนหรือโซเชียล มีเดีย ก็เช่นนั้นลองฝึกตัวเองด้วยการเรียนรู้การเข้าสังคม โดยพบปะพูดคุยกันต่อหน้า มากกว่าส่งตัวหนังสือทางอินเทอร์เน็ตเพียงอย่างเดียว เพียงแค่นี้ก็ทำให้สมองซีกขวาทำงานได้ดีขึ้น
5.ใส่ใจความสมดุลของสมอง นอกจากการปรับเรื่องนิสัยใช้สมองซีกซ้ายจนชินแล้ว ก็ปรับสภาพสมองให้ใช้สมองทั้งสองซีกอย่างสมดุล ยกตัวอย่างเช่น ถ้ารู้สึกหลงรักตัวเองเกินไปแล้ว ให้ปรับเปลี่ยนเป็นความรู้สึกรักคนอื่น เอื้อเฟื้อผู้อื่น หรือถ้าทำแต่กิจกรรมที่ใช้แต่ภาษา ก็หันมา ระบายภาพ วาดภาพ ระบายสี หรือทำกิจกรรมที่ใช้สมองซีกซ้ายดูบ้าง
วิธีนี้จะปรับความผิดเพี้ยนของสมองที่เอนเอียงไปทางซีกซ้ายให้กลับไปสู่สมดุล
6.ผู้หญิงเติมพลังให้สมองได้ดีกว่าผู้ชาย ความศรัทธาในศาสนาใดๆ การเข้าใจชีวิตและความตายตามธรรมชาติ และไม่ยึดติดกับตัวตนของตน ทำให้เราได้ใช้สมองซีกขวา และทำให้จิตใจปลอดโปร่ง งานวิจัยหลายชิ้นระบุตรงกันว่า ผู้หญิงที่นิยมไปไหว้พระขอพร หรือทัวร์ไหว้พระ มีความสนใจในการปฏิบัติทางจิตมากกว่าผู้ชาย ถือเป็นการปรับสภาพสมองที่ช่วยเติมพลังให้ชีวิตเช่นเดียวกับการ แต่งหน้าทำผม
การไหว้พระขอพร หรือการเสริมสวยทำผมแต่งหน้า การแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าสีสันสดใสแนวแฟชั่น เป็นการปรับสมดุลในชีวิตประจำวัน(แบบไม่ตั้งใจ) นอกจากนี้ผู้หญิงยังไวต่อความรู้สึก จึงปรับสภาพ(สมอง)ได้เองโดยไม่รู้ตัว ขณะที่ผู้ชายไม่เก่งเรื่องนี้ แม้ฝึกให้เป็นนิสัยก็ยังยาก
7.พัฒนาความสามารถในการคิดอย่างเป็นกลาง ช่วยกระตุ้นสมองซีกขวา การกระตุ้นการทำงานของสมองซีกขวา ก็คือ "การดู" ถ้าคุณฝึกนิสัยการดูและวิเคราะห์ได้ จะได้ใช้สมองซีกขวา กิจกรรมที่แนะนำ เช่น การปลูกต้นไม้ การสังเกตสถานการณ์ การสังเกตสีหน้าผู้คน การเก็บ รายละเอียดของบรรยากาศ ฯลฯ เป็นการกระตุ้นสมอง ซีกขวาส่วนพื้นที่สมองด้านการมองเห็น
นอกจากนี้คือการหมั่นสังเกต บริหารสมองทั้ง 3 ด้านคือ การมองเห็น การเข้าใจและการจดจำ
อ่านมาถึงตรงนี้ก็รู้แล้วว่า คุณนั่นเองที่จะเป็นผู้เลือกว่า จะหมั่นปรับสภาพสมองทุกวันตั้งแต่วันนี้ แล้วมีสุขภาพกายสุขภาพสมองที่ดี หรือจะอยู่อย่างนี้แล้วปล่อยให้สมองเสื่อมลง คุณคือผู้เลือก! n
ข้อมูล : ปรับสมองไม่ให้เสื่อม สำนักพิมพ์นานมีบุ๊คส์







