posttoday
ปรากฏการณ์ ตูน บอดี้สแลม (1)

ปรากฏการณ์ ตูน บอดี้สแลม (1)

14 มกราคม 2561

นายแพทย์วิชัย โชควิวัฒนในที่สุด ตูน บอดี้สแลม และทีมงานก็ประสบความสำเร็จอย่างงดงามในโครงการ "ก้าวคนละก้าวเพื่อ 11 โรงพยาบาลทั่วประเทศ" โดยสามารถวิ่งจากใต้สุดถึงเหนือสุดของประเทศ จากเบตงถึงแม่สาย ภายในกำหนด 55 วัน ระยะทาง 2,215 กิโลเมตร (กม.) และได้เงินบริจาคทะลุเป้าไปมากมาย จากที่ตั้งไว้ 700 ล้านบาท เป็นกว่า 1,300 ล้านบาท

นายแพทย์วิชัย โชควิวัฒน

ในที่สุด ตูน บอดี้สแลม และทีมงานก็ประสบความสำเร็จอย่างงดงามในโครงการ "ก้าวคนละก้าวเพื่อ 11 โรงพยาบาลทั่วประเทศ" โดยสามารถวิ่งจากใต้สุดถึงเหนือสุดของประเทศ จากเบตงถึงแม่สาย ภายในกำหนด 55 วัน ระยะทาง 2,215 กิโลเมตร (กม.) และได้เงินบริจาคทะลุเป้าไปมากมาย จากที่ตั้งไว้ 700 ล้านบาท เป็นกว่า 1,300 ล้านบาท

ข้อสำคัญ ตูนสามารถเข้าไป "นั่งในหัวใจ" ของคนไทยแทบทั้งประเทศ สร้างความสุข รอยยิ้มและความตื้นตันให้แก่ผู้คนมากมายตลอดเส้นทาง และคงจะยังประทับใจผู้คนไปอีกนาน

หลายคนคงยังพิศวงงงงวยว่า ตูนทำได้อย่างไรกับการวิ่งระยะทางกว่า 2,000 กม.ในระยะเวลาเพียง 55 วัน และทำไมกระแสชื่นชมตูนจึงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจนเงินบริจาคทะลุเป้าไปมากมายขนาดนั้น บทความนี้เป็นความพยายามที่จะวิเคราะห์หาคำตอบทั้งสองข้อ

เริ่มจากตูนวิ่งกว่า 2,000 กม.ในระยะเวลาเพียง 55 วัน ได้อย่างไร

สำหรับคนส่วนใหญ่ที่ไม่เคยวิ่งออกกำลังกายเป็นประจำ การวิ่งระยะทางเพียง 100 เมตร ก็ทำให้หอบเหนื่อยได้แล้ว ขณะที่คนที่เคยวิ่งมาราธอนระยะทาง 42.195 กม. ก็มักต้องพักยาว 1-2 สัปดาห์ การที่ตูนตั้งเป้าวิ่งระยะทาง 2,191 กม. ในช่วงเวลา 55 วัน นับตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย.-25 ธ.ค. 2560 จึงเป็นเป้าหมายที่ไม่น่าจะบรรลุได้ ดีไม่ดีอาจจะถึงขั้นเสียชีวิตระหว่างทางเลยก็ได้ เพราะตามตำนาน นักวิ่งคนแรกที่เป็นต้นกำเนิดของการวิ่งมาราธอนทุกวันนี้ก็ล้มลงขาดใจตายเมื่อวิ่งมาถึงเป้าหมาย

เรื่องมีอยู่ว่า มีสงครามระหว่างอาณาจักรเปอร์เซียกับกรีก โดยเปอร์เซียได้ยกกองทัพใหญ่มาทำสงครามกับกรุงเอเธนส์ กำลังฝ่ายเปอร์เซียใหญ่กว่าฝ่ายเอเธนส์มาก ประมาณกำลังฝ่ายเอเธนส์มีราวหมื่นคน ขณะที่ฝ่ายเปอร์เซียมีหลายหมื่น ฝ่ายเปอร์เซียเลือกยกทัพขึ้นฝั่ง ณ เมืองมาราธอน ซึ่งอยู่ห่างกรุงเอเธนส์ไปราว 42 กม. ด้วยกำลังที่น้อยกว่ามาก

ฝ่ายเอเธนส์จึงส่งคนไปขอความช่วยเหลือจากสปาร์ตา ฝ่ายสปาร์ตารับจะช่วยเหลือแต่ต้องรอให้พ้นเทศกาลเฉลิมฉลองสำคัญของตนไปเสียก่อน ขณะที่กองทัพสปาร์ตายังไม่ทันจะยกมา กองทัพเอเธนส์และเปอร์เซียก็รบกันถึงขั้นแตกหัก ณ ทุ่งมาราธอน โดยฝ่ายกรีกได้รับชัยชนะอย่างงดงาม ทำให้สามารถรักษาอาณาจักรเอเธนส์ไว้ได้ และเป็นจุดหักเหสำคัญของประวัติศาสตร์โลก เพราะทำให้เอเธนส์สามารถรักษา และพัฒนาศิลปะและวัฒนธรรมให้เจริญรุ่งเรืองสืบต่อมา จนเป็นต้นธารแห่งอารยธรรมตะวันตกสืบมาได้จนทุกวันนี้

สงครามครั้งนั้น มีบุคคลสำคัญบันทึกเล่าเรื่องราวไว้ คือ เฮโรโดตัส ซึ่งบันทึกไว้หลังเหตุการณ์ราว 30-40 ปี หนังสือ "ประวัติศาสตร์" ของเฮโรโดตัสเป็นวรรณกรรมสำคัญของโลก ที่ทำให้นักปราชญ์ชาวตะวันตกยกย่องให้เฮโรโดตัสเป็นบิดาแห่งประวัติศาสตร์

ในบันทึกของเฮโรโดตัส ได้กล่าวถึง "นักวิ่งทน" หรือนักวิ่งระยะยาว ชื่อไฟดิปปิดีส (Pheidippides) หรือ ฟิลิปปิดิส (Philippidis) ที่ได้รับมอบหมายให้วิ่งระยะทางราว 244 กม. ไปขอความช่วยเหลือจากสปาร์ตา แต่มิได้กล่าวถึงการวิ่งที่เป็นตำนานการวิ่งมาราธอนต่อมา คือการวิ่งจากทุ่งมาราธอนระยะทางราว 42 กม. มาแจ้งข่าวศึกแก่ทางกรุงเอเธนส์ โดยเมื่อวิ่งมาถึงก็ชูมือแล้วร้องตะโกนว่า "ข่าวดี เราชนะ" ภาษาอังกฤษแปลประโยคนี้ไว้ต่างกัน บ้างว่า "Hail ! We are victorious" บ้างว่า "Rejoice, we conquer" บ้างว่า "We have won" แล้วล้มลงขาดใจตาย

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในช่วงเดือน ก.ย. หรือ ส.ค. 2553 เรื่องราวที่ฟิลิปปิดิสวิ่งมาแจ้งข่าวศึกเพิ่งมาบันทึกไว้ครั้งแรกราวห้าศตวรรษต่อมา โดย นักประวัติศาสตร์ชาวโรมันชื่อพลูตาร์ช (Plutarch) ในหนังสือชื่อ "ความรุ่งเรืองของกรุงเอเธนส์" (On the Glory of Athens) โดยอ้างจากตำนานที่สาบสูญของเฮราคลิดีส ปอนติคัส (Herachides Ponticus) แต่ระบุชื่อนักวิ่งส่งข่าวนั้นว่า เออร์คิอุส (Erchius) หรือ ยูคลีส (Eulcles) ต่อมาลูเซียนแห่งซาโมซาตา จึงเขียนไว้อีกศตวรรษต่อมา เล่าเรื่องราวเดียวกัน แต่ระบุชื่อเป็นฟิดิปปิดิส

คนรุ่นหลังเชื่อมโยงชื่อฟิดิปปิดิส กับตำนานการแจ้งข่าวศึกจากทุ่งมาราธอนจากบทกวีของโรเบิร์ต บราวนิง กวีชาวอังกฤษ ( 7 พ.ค. 2355-12 ธ.ค. 2432) บทกวีนี้เขียนขึ้น เมื่อปี 2422 เป็นแรงบันดาลใจสำคัญแก่ บารอนปิแอร์ เดอ คูเบอร์แตง และ ท่านอื่นๆ สร้างระบบการแข่งขันวิ่งระยะทาง 42.195 กม. ขึ้นเป็นครั้งแรก เมื่อ 22 มี.ค. 2439 ที่กรุงเอเธนส์

ผู้เขียนเคยร่วมวิ่งมาราธอนครั้งแรกในกรุงเทพฯ เมื่อปี 2531 โดยเริ่มฝึกวิ่งออกกำลังกายมาตั้งแต่ปี 2529 โดยร่วมวิ่งมินิมาราธอน ระยะทาง 10 กม. สิบกว่าครั้ง วิ่งกึ่งมาราธอนระยะทาง 21.1 กม. สิบกว่าครั้ง และเมื่อสมัครวิ่งมาราธอนได้เตรียมวิ่งตามโปรแกรม 4 เดือนเต็ม จึงทราบดีถึง "ความโหด" ของการวิ่งมาราธอน ที่อาจมีอันตรายถึงตายได้จากภาวะ "ลมแดด" (Heat Stroke) เพราะขณะวิ่งอุณหภูมิร่างกายอาจสูงถึง 105 องศาฟาเรนไฮต์ หรือมากกว่านั้น

จากความร้อนที่สะสมในร่างกาย อุณหภูมิขนาดนั้นถ้าเป็นเด็กย่อมทำให้ชักได้ ประกอบกับภาวะขาดน้ำจากการเสียเหงื่อ และภาวะขาดเกลือโซเดียมจากการเสียเหงื่อด้วย ภาวะต่างๆ เหล่านี้อาจทำให้ร่างกายเสีย "ภาวะธำรงดุล" ทำให้ถึงตายได้ทั้งสิ้น บางราย อดอาหารมาทั้งคืน เข้าร่วมวิ่งแต่เช้ามืด โดยไม่ได้รับประทานอาหารรองท้องไว้บ้าง (ก่อนวิ่งสัก 2 ชม.) อาจเกิดภาวะน้ำตาลต่ำจนช็อกหมดสติได้ง่ายๆ

ระหว่างซ้อมวิ่งที่ระยะทาง 30 กม. ผู้เขียนเจอภาวะ "ซ้อมเกิน" แทนที่จะหลับลึกเพราะเหน็ดเหนื่อย กลับนอนไม่หลับ วันวิ่งมีนักศึกษาแพทย์หนุ่มอายุเพียง 20 ปี วิ่งไปได้ 22 กม. เกิดภาวะ "ชนกำแพง" หมดแรงวิ่งชนิดก้าวขาไม่ออก ต้องหามขึ้นรถพยาบาล เพราะไกลโค เจนสะสมในกล้ามเนื้อถูกใช้จนหมด ฯลฯ

มีนักวิ่งหลายคน ขณะวิ่งถึงช่วงบางซื่อระยะทางราว 30 กม.เศษ บ่นว่า "ไม่เอาอีกแล้ว" วิ่งกึ่งมาราธอนมาแล้วหลายครั้ง ไม่โหดขนาดนี้ โชคดีที่ ผู้เขียนวิ่งได้จนครบระยะทาง โดยสลับเดินบ้างบางช่วง ใช้เวลา 5 ชั่วโมง 29 นาที ได้เหรียญที่ระลึก เพราะยังอยู่ในเวลาที่กำหนดไม่เกิน 6 ชั่วโมง

นอกจากอันตรายร้ายแรงถึงตายที่กล่าวแล้ว โอกาสที่จะวิ่งไม่ถึงเส้นทาง ยังเกิดได้จาก "ข้อเท้าพลิก" ทำให้เท้าแพลงวิ่งต่อไม่ได้ เพราะเส้นเอ็นรอบข้อเท้าฉีกขาด ซึ่งต้นเหตุเกิดได้มากมาย เช่น เจอหลุม หิน ถูกเบียด ชน มีรุ่นน้องคนหนึ่งเป็นนักวิ่งมาราธอนเจอตะปูตำอย่างจังจนทะลุหลังเท้าขณะซ้อมวิ่งระหว่างเดินทางไปประชุมที่บราซิลตอนเช้ามืด

ขนาดวิ่งมาราธอนระยะทาง 42.195 กม. ยัง "โหด" ขนาดนี้ ตูนวิ่ง บนถนนตั้งแต่ยังมืด บนฝั่งซ้ายของถนน ซึ่งพื้นมักลาดเอียง ทำให้น้ำหนักตัวลงขาซ้ายมากกว่าตลอดระยะทาง 2,215 กม. ต้องวิ่งราว 4,430,000 ก้าว ตูนทำได้อย่างไร n

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท