
ลงทุนเอกชนเครื่องติด ดันศก.ก้าวกระโดด
เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง รัฐบาลตั้งความหวังไว้กับการลงทุนภาคเอกชนมาหลายปี เพื่อเป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนหลักเศรษฐกิจของประเทศ เพราะไม่มีเงินอะไรจะใหญ่และมากมายเท่ากับเงินลงทุนของเอกชน หากการลงทุนเอกชนขยับเศรษฐกิจก็ขยายตัวได้ดี โดยที่รัฐบาลไม่ต้องเหนื่อยมาก แต่หากเอกชนยังไม่มั่นใจเศรษฐกิจไม่ยอมลงทุน รัฐบาลก็ต้องออกแรงมากเป็นพิเศษในการกระตุ้นเศรษฐกิจให้ขยายตัวได้สูง
เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
รัฐบาลตั้งความหวังไว้กับการลงทุนภาคเอกชนมาหลายปี เพื่อเป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนหลักเศรษฐกิจของประเทศ เพราะไม่มีเงินอะไรจะใหญ่และมากมายเท่ากับเงินลงทุนของเอกชน หากการลงทุนเอกชนขยับเศรษฐกิจก็ขยายตัวได้ดี โดยที่รัฐบาลไม่ต้องเหนื่อยมาก แต่หากเอกชนยังไม่มั่นใจเศรษฐกิจไม่ยอมลงทุน รัฐบาลก็ต้องออกแรงมากเป็นพิเศษในการกระตุ้นเศรษฐกิจให้ขยายตัวได้สูง
สำหรับรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่เข้ามาบริหารเศรษฐกิจของประเทศในช่วงปี 2557 ก็พยายามประคองเศรษฐกิจโดยให้รัฐบาลเร่งลงทุน ชดเชยการลงทุนภาคเอกชนที่หยุดลงทุนแทบสิ้นเชิง เนื่องจากไม่มั่นใจการเมืองและเศรษฐกิจไทย ทำให้เศรษฐกิจปีนั้นขยายตัวได้เพียง 0.8%
ต่อมาปี 2558 รัฐบาลก็พยายามเร่งลงทุนโครงการเล็กใหญ่จำนวนมากเพื่อประคองเศรษฐกิจทรุด ซึ่งก็ได้ผล ทำให้เศรษฐกิจขยายตัวได้ 2.8% แต่การลงทุนของภาคเอกชนก็ไม่ยอมขยับ
เมื่อเป็นเช่นนี้ในปี 2559 รัฐบาลได้ออกมาตรการภาษีกระตุ้นการลงทุนให้หักลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า ประกอบกับการปรับรูปแบบการลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษซึ่งไม่ค่อยได้รับความสนใจ มาทุ่มกับโครงการระเบียงเขตเศรษฐกิจภาคตะวันออก หรืออีอีซี มุ่งสนับสนุน 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย ที่รัฐบาลคาดว่าจะเป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในระยะปานกลางและระยะยาว
อย่างไรก็ตาม การเริ่มอีอีซีที่เป็นเรื่องใหญ่และยังไม่มีความชัดเจนกฎระเบียบ และสิทธิประโยชน์ต่างๆ ที่จะได้รับ ทำให้การลงทุนภาคเอกชนกระเตื้องขึ้นบ้างแต่ยังไม่มาก โดยมีนักลงทุนมาขอใช้มาตรการลดหย่อนภาษีกระตุ้นการลงทุนในปี 2559 จำนวน 8,000 ราย เป็นวงเงิน 4 หมื่นล้านบาท
แต่สำหรับปี 2560 การลงทุนภาคเอกชนเริ่มขยับ ดูจากการมาขอใช้สิทธิมาตรการลดหย่อนภาษีกระตุ้นการลงทุน ซึ่งสิทธิได้ลดหย่อนลดลงเหลือ 1.5 เท่า กลับมีเอกชนสนใจลงทุนจำนวนมาก 1.04 หมื่นราย เป็นวงเงิน 2.81 แสนล้านบาท จากเดิมที่กระทรวงการคลังคาดว่าจะมีผู้มาใช้สิทธิลดหย่อน 8,000 ล้านบาท ซึ่งสูงกว่าที่คลังประมาณการไว้ 20 เท่า วงเงินที่มาขอใช้สิทธิมากกว่าปี 2559 ถึง 7 เท่า ส่งผลดีทำให้การขยายตัวเศรษฐกิจในปี 2560 อาจจะขยายตัวได้ถึง 4% จากที่กระทรวงการคลังคาดการณ์ไว้ที่ 3.8% และสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประมาณการไว้ที่ 3.9%
สำหรับการลงทุนภาคเอกชนที่มาขอลดหย่อนส่วนใหญ่ เป็นในส่วนของการก่อสร้าง การนำเข้าเครื่องจักรและอุปกรณ์มากถึง 80% แสดงให้เห็นว่าภาคเอกชนมีการขยายการลงทุนสอดคล้องกับการนำเข้าสินค้าทุนรอบ 11 เดือนแรกของปี 2560 ขยายตัว 6.1% การจำหน่ายปูนซีเมนต์ขยายตัว 1.1% จากที่ก่อนหน้านี้ขยายตัวติดลบ
การที่ภาคเอกชนขยับลงทุนเพิ่ม ปฏิเสธไม่ได้ว่าภาคเอกชนมั่นใจการขยายตัวเศรษฐกิจมากขึ้น โดยเฉพาะเศรษฐกิจปี 2561 ที่หน่วยงานต่างๆ คาดว่าจะขยายตัวได้ไม่เกิน 4-5% ขยายตัวเพิ่มมากขึ้นกว่าปี 2560 อย่างแน่นอน
ขณะที่ อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง ออกมาแสดงความมั่นใจถึงขนาดกล้าบอกว่า สิ่งที่รัฐบาลทำมา 3 ปี ไม่ต้องทำอะไรเพิ่มเศรษฐกิจปีนี้ขยายตัวได้มากกว่า 4% อยู่แล้ว แต่หากเอกชนลงทุนมากกว่า 2 ปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจไทยปีนี้ขยายตัวได้ถึง 5% ได้ไม่ยาก
สอดคล้องกับ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ก็มาส่งสัญญาณว่าเศรษฐกิจปีนี้จะได้ 5% จนตลาดหุ้นตอบดัชนีปรับเพิ่มขึ้นทะลุ 1,800 จุด จนโบรกเกอร์หลายแห่งมองดัชนีตลาดหุ้นไทยปีนี้อาจจะได้ทดสอบแนวต้านที่ 1,300 จุด ตามการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่อาจจะมากกว่า ที่หน่วยงานต่างๆ ประมาณการไว้ ตอนต้นปี
นอกจากนี้ สมคิดยังได้เดินสายตรวจเยี่ยมสำนักงานคณะกรรมการ ส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) พบว่า มีนักลงทุนยื่นขอใช้สิทธิ 1,456 โครงการ มูลค่า 6.41 แสนล้านบาท สูงกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ 22% ที่สำคัญในจำนวนนี้มีโครงการที่ขอลงทุนในอีอีซี 388 โครงการ มูลค่าโครงการ 2.96 แสนล้านบาท ซึ่งเท่ากับครึ่งหนึ่งของยอดการลงทุนทั้งหมด แสดงให้ เห็นว่ามีโครงการ อีอีซีมาถูกทางได้รับความสนใจจากนักลงทุนจำนวนมาก
สมคิดจึงไม่ปล่อยโอกาสเรียกความเชื่อมั่นนักลงทุน โดยจะเดินสายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการขับเคลื่อนโครงการอีอีซีทั้งหมด เพื่อให้โครงการเดินหน้าได้อย่างรวดเร็ว รองรับนักลงทุนที่สนใจจำนวนมาก โดยในปี 2561 ทางบีโอไอตั้งเป้ามีผู้มาขอใช้สิทธิการลงทุน 7.2 แสนล้านบาท ขยายเพิ่มขึ้นอีก 12% ในจำนวนนี้เชื่อว่ามูลค่ามากกว่าครึ่งจะขอลงทุนในเขตอีอีซี ที่เป็นเรือธงสำคัญของรัฐบาลในดึงเอกชนทั้งภายในและภายนอกเข้ามาลงทุนในประเทศเพิ่มมากขึ้น
ยิ่งในช่วงที่ค่าเงินบาทแข็งค่าเพิ่มมากขึ้น ด้านหนึ่งทำให้ผู้ส่งออกได้รับผลกระทบรายได้ลดลง แต่อีกด้านหนึ่งก็เป็นโอกาสการลงทุนของภาคเอกชน ที่สามารถสั่งซื้อวัตถุดิบและเครื่องจักรจากต่างประเทศได้ในราคาที่ถูกลง ประกอบกับดอกเบี้ยภายในประเทศยังต่ำ ทำให้ต้นทุนในการกู้ไม่สูง ล้วนเป็นปัจจัยบวกสำหรับการลงทุนภาคเอกชนในปีนี้ ซึ่งจะเป็นเครื่องยนต์สำคัญทำให้เศรษฐกิจไทยโตได้แบบก้าวกระโดด
ทั้งนี้ หากดูเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจทุกเครื่องยนต์ทำงานได้เต็มสูบมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนของรัฐบาล การทำงบประมาณปี 2561 วงเงิน 2.9 ล้านล้านบาท ขาดดุล 4.5 แสนล้านบาท จะมีการทำงบกลางปีเพิ่มเติมกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากอีก 1 แสนล้านบาท สำหรับกรอบงบประมาณ 2562 ก็เผยออกมาแล้วว่ามีวงเงิน 3 ล้านล้านบาท ขาดดุล 4.5 แสนล้านบาท มีงบลงทุนไม่น้อยกว่า 20% หรือไม่ต่ำกว่า 6 แสนล้านบาท มากกว่าปีงบประมาณ 2561 ที่อยู่ประมาณ 5.7 แสนล้านบาท ซึ่งล้วนเป็นเค้กก้อนโตที่เอกชนจะเร่งลงทุน
ด้านการส่งออกที่เคยเป็นตัวฉุดเศรษฐกิจหลายปี แต่ปี 2560 กลับขยายตัวได้สูง 11 เดือนแรกขยายตัวได้ 10% ในส่วนของการท่องเที่ยวจะขยายตัวได้ 8% แต่ 11 เดือน เกินกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ไปแล้ว ซึ่งการส่งออกและการท่องเที่ยวจะขยายตัวช่วย ขับเคลื่อนเศรษฐกิจปีนี้ได้ต่อ
ขณะที่การบริโภคเอกชนก็ยัง ขยายตัวได้ดีจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่อเนื่อง ทั้งระดับบน ระดับกลาง และระดับรากหญ้า ที่รัฐบาลพยายามอัดฉีดช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยอย่างต่อเนื่อง
จะเหลือก็แต่การลงทุนภาคเอกชนเท่านั้น ซึ่งตัวเลขรอบ 9 เดือนแรกของปี 2560 มีการลงทุนแล้ว 2.7 ล้านล้านบาท ขยายตัว 2.9% มากกว่าที่ประมาณการทั้งปีที่เดิมคาดว่าจะโต 2.8% ทำให้รัฐบาลมีความหวังมากกว่าทุกปีที่ผ่านมา ว่าการลงทุนเอกชนปีนี้น่าจะเครื่องติดจริงติดแรงดันเศรษฐกิจปีนี้ี้ก้าวกระโดดได้ถึง 5% จากปี 2560 ที่คาดว่ายังเก่งน่าจะขยายตัวแตะ 4% ได้ n







