posttoday
นิสิต-นายจ้าง ได้อะไรจากปฏิรูปอุดมศึกษา?

นิสิต-นายจ้าง ได้อะไรจากปฏิรูปอุดมศึกษา?

14 มกราคม 2561

ช่วงนี้หนึ่งในข่าวการปฏิรูปการศึกษาที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด

โดย ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้เชี่ยวชาญนโยบายด้านเศรษฐศาสตร์การศึกษา

ช่วงนี้หนึ่งในข่าวการปฏิรูปการศึกษาที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุดเรื่องหนึ่งคงหนีไม่พ้นเรื่องการปฏิรูปการอุดมศึกษาที่รัฐบาลมีความตั้งใจที่จะจัดตั้งกระทรวงอุดมศึกษาแยกออกมาจากกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งมีทั้งผู้ที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยออกมาแสดงความคิดเห็นกันอย่างกว้างขวาง

หากพิจารณาจากข้อมูลสถานการณ์วิกฤตของวงการอุดมศึกษาในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาที่น่าจะเด่นชัดที่สุดคงหนีไม่พ้นตัวเลขบัณฑิตตกงานที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นทุกปี จากการรายงานตัวเลขล่าสุดของสำนักงานสถิติแห่งชาติเมื่อเดือน ก.ค. 2560 ที่ผ่านมาพบว่ามีผู้ว่างงาน 4.76 แสนคน

โดยผู้ว่างงานที่สำเร็จการศึกษาในระดับอุดมศึกษามีสัดส่วนมากที่สุดถึง 2.53 แสนคน หรือมากกว่าร้อยละ 53 ของผู้ว่างงานทั้งหมด ในขณะที่ผู้ว่างงานที่สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย และมัธยมศึกษาตอนต้นกลับมีปัญหาการว่างงานเพียง 7.4 หมื่นคน และ 9.9 หมื่นคน ตามลำดับ ซึ่งเมื่อพิจารณาว่าเยาวชนไทยที่ศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาเป็นประชากรส่วนน้อยราวร้อยละ 40 เท่ากับว่าผู้ศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษากลับมีความเสี่ยงที่จะตกงานมากกว่าผู้สำเร็จการศึกษาในระดับที่ต่ำกว่าอุดมศึกษา

ปัจจุบันประเทศไทยลงทุนด้านการศึกษาอุดมศึกษามากกว่า 1 แสนล้านบาท/ปี หรือ 1 ใน 5 ของรายจ่ายด้านการศึกษา ในขณะที่อีก 4 แสนล้านบาทเป็นการลงทุนในระดับก่อนประถมศึกษาและระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน การลงทุนส่วนเพิ่มอีกราว 1 แสนล้านบาท การลงทุนในระดับแสนล้านบาทต่อปี และเวลาในการศึกษาต่อของเยาวชนอีกราว 4-5 ปี ที่จบลงด้วยโอกาสในการว่างงานที่สูงขึ้นเช่นนี้นอกจากจะสร้างความเสียหายให้แก่เงินภาษีของประเทศแล้ว ยังส่งผลกระทบต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศและภาพรวมการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและการจัดเก็บรายได้ของประเทศทั้งในระยะสั้นและระยะยาว

ตัวอย่างการปฏิรูปการอุดมศึกษาที่น่าสนใจของประเทศสหรัฐอเมริกาซึ่งมีหัวใจอยู่ที่การปรับปรุงการผลิตบัณฑิตให้มีคุณภาพและการยอมรับจากตลาดแรงงาน โดยอาศัยมาตรการกำกับดูแลสถาบันอุดมศึกษาด้วยการพิจารณา “ดัชนีหนี้ต่อรายได้ของบัณฑิต” (D/E Rates) เพื่อประกอบการพิจารณาเปิดปิดหลักสูตรในสถาบันอุดมศึกษา ซึ่งคำนวณจากค่าเฉลี่ยของหนี้และรายได้ของบัณฑิตที่สำเร็จการศึกษาจากสถาบันอุดมศึกษาในหลักสูตรต่างๆ ย้อนหลัง 2 ปี เพื่อแสดงให้เห็นว่าบัณฑิตจากการผลิตของสถาบันอุดมศึกษาเหล่านั้นมีศักยภาพในการ “สร้างรายได้ให้ตนเองมากกว่า/น้อยกว่าหนี้ที่ก่อเพื่อเป็นรายได้ให้แก่สถาบันอุดมศึกษาตลอด 4 ปีที่ผ่านมา” เพียงใด

กระทรวงศึกษาธิการของสหรัฐอเมริกาจะดำเนินการพิจารณาตักเตือนสถาบันอุดมศึกษาที่มีดัชนีหนี้ต่อรายได้ของบัณฑิตอยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งหมายถึงสถาบันอุดมศึกษาที่มีรายได้จากค่าเทอมที่นิสิตนักศึกษาจ่ายให้ซึ่งส่วนใหญ่มาจากการเป็นหนี้กองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา แต่บัณฑิตสำเร็จการศึกษาออกมากลับประสบปัญหาตกงานหรือมีรายได้หลังจบการศึกษาต่ำกว่าหนี้ที่ตนต้องแบกรับเพื่อจ่ายเป็นค่าเทอมให้แก่สถาบันอุดมศึกษาดังกล่าว

หากไม่มีการปรับปรุงให้ดีขึ้น กระทรวงศึกษาธิการของสหรัฐอเมริกาจะดำเนินการปิดหลักสูตรหรือสถาบันอุดมศึกษานักล่า (Predator University) เหล่านี้ หรือห้ามมิให้กองทุนกู้ยืมให้เงินทุนแก่นิสิตนักศึกษาที่เข้าศึกษาที่ดังกล่าว เนื่องจากสถาบันเหล่านี้เปิดหลักสูตรที่มุ่งหวังแต่รายได้เข้าสถาบัน แต่ไม่คำนึงถึงคุณภาพและชะตากรรมของบัณฑิตหลังสำเร็จการศึกษา ซึ่งมีหลายหลักสูตรและสถาบันอุดมศึกษาทั่วอเมริกาถูกดำเนินการดังกล่าวไม่พ้นแม้แต่มหาวิทยาลัยที่ได้รับการจัดอันดับให้เป็นอันดับหนึ่งของโลกอยู่แทบทุกปี

หันกลับมามองประเทศไทย การปฏิรูปการอุดมศึกษาไทยที่กำลังเกิดขึ้นจะสามารถแก้ไขวิกฤตคุณภาพและการยอมรับผลผลิตจากสถาบันอุดมศึกษาเหล่านี้ซึ่งใช้เงินภาษีมากกว่าแสนล้านต่อปีในการดำเนินการได้หรือไม่ และที่สำคัญที่สุดนิสิตนักศึกษาหลายแสนคนที่ยอมเป็นหนี้สินเพื่อจ่ายค่าเทอมให้แก่สถาบันอุดมศึกษาจะได้อะไรจากการปฏิรูปดังกล่าว

เราจะได้เห็นเป้าหมายและรายละเอียดของการปฏิรูปการอุดมศึกษาที่ชัดเจนและการเชื่อมโยงสู่การปฏิรูปประเทศผ่านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณภาพตรงตามความต้องการของนายจ้างเพื่อยกระดับรายได้ของประเทศไทยออกจากกับดักรายได้ปานกลางไปสู่การเป็นประเทศที่มีรายได้สูงได้ภายใน 20 ปี ภาพอนาคตของผลผลิตและผลลัพธ์จากความสำเร็จของการปฏิรูปดังกล่าวจะหมายถึงการจ้างงานและรายได้รวมทั้งคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของบัณฑิตจบใหม่และครอบครัวของพวกเขาในอนาคตได้หรือไม่ หากยังไม่ใช่แล้ว การปฏิรูปการอุดมศึกษาไทยจะมีไปเพื่อเป้าหมายใด?

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท