
ใช้งบกลางให้มีประสิทธิภาพ
รัฐบาลประกาศจัดสรรงบกลางปีงบประมาณ 2561 วงเงิน 1.5 แสนล้านบาท
รัฐบาลประกาศจัดสรรงบกลางปีงบประมาณ 2561 วงเงิน 1.5 แสนล้านบาท โดยให้เหตุผลการจัดงบกลางปีในรอบนี้ว่า เพื่อปฏิรูปประเทศและจะเน้นไปที่เศรษฐกิจระดับฐานราก เพื่อยกระดับความเป็นอยู่และลดความเหลื่อมล้ำ
โครงการที่รัฐบาลจะเทงบกลางลงไปให้นั้นจะเน้นไปใน 4 เรื่องหลักคือ ให้งบประมาณในโครงการช่วยคนจนเฟส 2 วงเงิน 3.5 หมื่นล้านบาท ถัดมาคือโครงการปฏิรูปราคาสินค้าเกษตร 4 หมื่นล้านบาท เช่น การแก้ไขราคายางตกต่ำ นอกจากนั้นก็จะเทงบประมาณไปในโครงการพัฒนาตำบลวงเงิน 1 หมื่นล้านบาท และนำไปใช้เพิ่มความเข้มแข็งกองทุนหมู่บ้าน 1-1.5 หมื่นล้านบาท
เป็นที่น่าสังเกตว่า การอัดฉีดงบกลางปีของรัฐบาลในปีนี้ ไม่ได้มีการออกมาพูดถึงเลยว่า หากอัดเงินจำนวนนี้เข้าไปในระบบแล้วจะทำให้เศรษฐกิจไทยในปีนี้เติบโตเพิ่มขึ้นเท่าไหร่ จะกระตุ้นให้จีดีพีเพิ่มกี่เปอร์เซ็นต์
ที่เป็นเช่นนี้เพราะการจัดงบกลางปีนั้นจะเน้นไปใช้ในการฝึกอบรมสัมมนา เพื่อเพิ่มทักษะทางวิชาชีพ เพิ่มฝีมือแรงงาน ทำให้ผู้มีรายได้น้อยที่ลงทะเบียนกับรัฐไว้สามารถหางานทำได้ มีอาชีพและใช้ในการสร้างงานได้ ซึ่งเป็นแนวทางการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยอย่างยั่งยืนมากกว่าที่จะฉีดเงินออกไปให้ใช้จ่ายแล้วก็หมดไป แม้จะช่วยให้จีดีพีเติบโตแต่เงินก็หมดไปและกลุ่มคนระดับฐานรากก็ยังลำบากอยู่ดี
รมช.เกษตรและสหกรณ์ ระบุว่า งบกลาง 4 หมื่นล้านบาท จะใช้ผ่าน 5 โครงการ คือ 1.ชดเชยเงินสำหรับชาวสวนยางที่สมัครใจโค่นยางเพื่อเปลี่ยนอาชีพอีก 1 หมื่นบาท/ไร่ จากเดิมการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) จ่าย 2 หมื่นบาท/ไร่ ซึ่งจะทำให้ชาวสวนยางจะได้รับเงินรวม 3 หมื่นบาท/ไร่
นอกจากนี้ จะจัดทำข้อมูลพื้นฐานเกษตรกร หรือบิ๊กดาต้า เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลในการพัฒนาภาคเกษตรในอนาคต 3.จัดทำถังบรรจุผลผลิต (ไซโล) เพื่อชะลอผลผลิตการเกษตรและพักสินค้าไว้รอขายในช่วงผลผลิตตกต่ำ 4.โครงการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดเล็ก และ 5.สร้างอาชีพในฤดูแล้ง
รอบนี้รัฐบาลให้ความสนใจแก้ปัญหาราคายางพาราอย่างเป็นระบบ ทั้งนโยบายให้ลดพื้นที่การปลูกอย่างน้อย 10-20% เพื่อดันราคายาง โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะเข้ามาทำแผนให้ จึงนับว่าเป็นการใช้งบกลางอย่างมีประสิทธิภาพ
การจัดงบกลางโดยมุ่งเน้นการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน และมุ่งไปแก้ไขปัญหาพื้นฐาน ซึ่งจะช่วยให้ลืมตาอ้าปากได้ในระยะยาว เป็นการเปิดมิติใหม่ของการใช้งบประมาณ เปลี่ยนวิธีการใช้งบกลางไปเลยจากเดิมที่รัฐบาลจะจัดงบกลาง หรืองบฉุกเฉินไว้ในอำนาจของนายกรัฐมนตรีที่จะมีวงเงินไว้ใช้ในกรณีที่ต้องการจะดำเนินการในนโยบายใดเป็นพิเศษ ซึ่งส่วนใหญ่ที่เกิดขึ้นนายกฯ มักจะเน้นอัดฉีดงบกลางไปในโครงการประชานิยมและเน้นหนักไปที่กระตุ้นการใช้จ่าย ทำให้เศรษฐกิจขยายตัวมากขึ้น
อาจจะเป็นเพราะรัฐบาลชุดนี้ ไม่ใช่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง จึงไม่จำเป็นที่จะต้องการคะแนนนิยมมากนัก จึงไม่ได้เน้นจัดงบกลางไปทำโครงการประชานิยม เพื่อเรียกคะแนนเสียงจากกลุ่มผู้มีรายได้น้อย แต่หันไปทำโครงการที่ดูยั่งยืนมากกว่า
นี่อาจจะเป็นตัวอย่างของการใช้งบกลางไปปรับโครงสร้างและแก้ไขปัญหาของกลุ่มคนระดับฐานรากอย่างแท้จริง ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าสนับสนุน เพราะเป็นการใช้เงินภาษีประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพอย่างแท้จริง แต่อีกทางหนึ่งที่จะต้องติดตามดูก็คือ การเบิกจ่ายงบประมาณจะมีประสิทธิภาพ ไม่มีการรั่วไหล และผลของการดำเนินการว่าจะเป็นไปตามเจตนารมณ์ของรัฐบาลหรือไม่ ซึ่งจะต้องมีการตรวจสอบการใช้งบประมาณให้เป็นไปอย่างถูกต้องด้วย







