
สผ.แจงเหตุตัด11กิจการมลพิษ
สผ.เปิดแถลงเป็นครั้งแรก ชี้แจงเหตุผลรายละเอียดตัดทอนโครงการรุนแรงจาก 18 เหลือ 11 กิจการ ยืนยันใช้ข้อมูลรอบด้านในการพิจารณา พร้อมสรุปเอกสารส่งให้นายกฯ-อานันท์
สผ.เปิดแถลงเป็นครั้งแรก ชี้แจงเหตุผลรายละเอียดตัดทอนโครงการรุนแรงจาก 18 เหลือ 11 กิจการ ยืนยันใช้ข้อมูลรอบด้านในการพิจารณา พร้อมสรุปเอกสารส่งให้นายกฯ-อานันท์
นางนิศากร โฆษิตรัตน์ เลขาธิการสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติ (สผ.) เปิดเผยเรื่องการกำหนดโครงการ หรือกิจการที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง ทั้งทางด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรม ชาติ และสุขภาพ จำนวน 11 กิจการ ซึ่งถือเป็นการแถลงข่าวครั้งแรก เพื่อแจกแจงเหตุผลรายละเอียดของแต่ละประเด็นอย่างละเอียด โดยใช้เวลานานถึง 2 ชั่วโมง
นางนิศากร กล่าวว่า ที่ผ่านมากรณีประกาศ 11 กิจการที่เห็นชอบโดยคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (กวล.) ถูกวิพากษ์วิจารณ์ในวงกว้าง จากภาคประชาชน จนถึงขั้นมีการเรียกร้องให้ยกเลิกประกาศฉบับนี้ เนื่องจากยังเห็นว่ามีความแตกต่างจากข้อเสนอ 18 กิจการที่เสนอโดยคณะกรรมการ 4 ฝ่าย ที่มีนายอานันท์ ปันยารชุน เป็นประธาน
ทั้งนี้ สผ.ในฐานะฝ่ายเลขานุการบอร์ด กวล. ยืนยันว่าการพิจารณากำหนดประเภทและขนาดโครงการจาก 18 มาเหลือเพียง 11 กิจการนั้น นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานบอร์ดสิ่งแวดล้อม ได้ให้ความสำคัญในการนำข้อมูล และเหตุผลประกอบของคณะกรรมการ 4 ฝ่ายฯมาบวกกับข้อมูลที่ได้จากความเห็นของผู้ทรงคุณวุฒิ ในคณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมทั้ง 10 ชุด รวมทั้งข้อมูลด้านเทคนิค วิชาการ และทางวิทยาศาสตร์ ที่แสดงให้เห็นผลกระทบที่อาจเกิดต่อชุมชน ข้อมูลแนวปฏิบัติของต่างประเทศที่เป็นมาตรฐานสากล และการพิจารณาข้อกฎหมายที่ใช้อยู่ในประเทศเพื่อไม่ให้เกิดข้อขัดแย้งในทางปฏิบัติ กระทั่งสรุปเหลือ 11 กิจการ
ยอมรับว่าการพิจารณาในที่ประชุมกวล. เมื่อ 23 ส.ค.ที่ผ่านมา ก็มีบางรายการที่ประกาศใน 11 กิจการไปแล้ว แต่ก็มีความเห็นต่างจากความเห็นของกรรมการ 4 ฝ่าย เช่น 1.กรณีตัดเหมืองแร่ทองคำออก เพราะผลกระทบจากเหมืองแร่ทองคำ มาจากพิษของไซนาไนด์ที่ใช้ในกระบวนการถลุงแร่ ที่เป็นพิษเฉียบพลัน ไม่ใช่พิษสะสม สามารถสลายได้ด้วยความร้อน ดังนั้นเหมืองแร่ทองคำ จึงไม่ใช่แหล่งที่ก่อให้เกิดผลกระทบ จึงเห็นควรให้ตัดเหมืองแร่ทองคำออก แต่กำหนดให้การถลุงแร่ทองคำ ได้กำหนดเป็นโครงการที่อาจมีผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรงแล้ว
2.โรง งานถลุงแร่ หรือหลอมโลหะ ตัดโรงงานที่มีการขยายกำลังการผลิตตั้งแต่ร้อยละ 35 ขึ้นไปออก เนื่องจากการขยายร้อยละ 35 ไม่สื่อถึงผลกระทบเนื่องจากฐานเดิมของกำลังการผลิตที่มีอยู่ของแต่ละโรงงานต่างกัน
3.ตัดโครงการโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติออกไป เป็นโครงการที่มีผลกระทบน้อยเนื่องจากใช้ก๊าซธรรมชาติ ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงที่เป็นพลังงานสะอาด ก่อให้เกิดมลพิษน้อย
ส่วนโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติที่ใช้ระบบพลังความร้อนร่วมชนิด combined cycle หรือ cogeneration ขนาดกำลังผลิตกระแสไฟฟ้ารวมตั้งแต่ 1,000 เมกะวัตต์ขึ้นไป ปรับเป็น 3,000 เมกะวัตต์ขึ้นไป เพราะผลกระทบเกิดจากไนโตรเจนไดออกไซต์ ซึ่งจากการศึกษาและคำนวณโดยใช้โปรแกรม SCREEN 3 ซึ่งเป็นวิธีคำนวณเดียวกับคณะกรรมการ 4 ฝ่าย พบว่า หลังจากการใส่ค่าที่มีความปลอดภัยอย่างเต็มที่แล้ว ขนาดการผลิตของโครงการโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติที่ใช้ระบบพลังงานความร้อนร่วมชนิด combined cycle หรือ cogeneration ที่อาจจะก่อให้เกิดผลกระทบจากสารมลพิษในระดับรุนแรง อยู่ที่กำลังการผลิต 3,700 เมกะวัตต์ ดังนั้น เพื่อให้เกิดความเหมาะสม และพิจารณาเพิ่ม safety factor อีก จึงเห็นควรกำหนดขนาดกำลังการผลิตกระแสไฟฟ้ารวมที่ 3,000 เมกะวัตต์ ขึ้นไป เป็นต้น
เลขาธิการสผ.ยังระบุว่า ส่วนโครงการรุนแรงใน 6 พื้นที่อ่อนไหว เช่น อุทยานแห่งชาติ พื้นที่มรดกโลก ที่ตัดออกไป และให้กวล. ร่วมกับคชก. ให้ความเห็นเป็นรายโครงการนั้น เพราะเห็นว่าการเข้าใช้ประโยชน์ในพื้นที่อ่อนไหวได้มีการกำหนดในอีไอเอปกติไว้แล้ว ทั้งเป็นห่วงว่าถ้าเปิดให้ดำเนินการได้อีก จะเป็นการเปิดช่องให้ขอใช้พื้นที่มากขึ้นหรือไม่ เช่นเดียวกับการตัดโครงการผันน้ำข้ามลุ่มน้ำหลัก หรือผันน้ำระหว่างประเทศ ไปอยู่ในอีไอเอ เพราะการโครงการในลุ่มน้ำก็จะมีคณะกรรมการ 25 ลุ่มน้ำดูแลอยู่ ขณะที่การผันน้ำระหว่างประเทศ ก็ต้องทำตามพันธกรณีระหว่างประเทศ เช่นกัน
การมีบัญชีโครงการรุนแรง 11 กิจการ เป็นเพียงของแถม ที่เกิดจากข้อเรียกร้องของเครือข่ายมาบตาพุด แต่ไม่ใช่ประเด็นหลักที่จะนำไปสู่การแก้ปัญหาผลกระทบในมาบตาพุด เพราะต้องมีอีกหลายส่วนผสมกัน ทั้งเรื่องแผนลดและขจัดมลพิษ การทำผังเมือง และการเยียวยาสุขภาพชาวบ้าน รวมทั้งประเมินศักยภาพรองรับมลพิษในนิคมมาบตาพุด ซึ่งกำลังอยู่ในขั้นตอนการทำงานร่วมกันของหลายหน่วย
อยากชี้แจงผ่านสื่อมวลชน เพื่อส่งผ่านไปยังภาคประชาชนที่ยังมีข้อสงสัยอยู่มากว่าสผ. กำหนดโดยเข้าข้างเอกชนหรือไม่ ยืนยันว่าไม่ได้ช่วยเอกชนหรือใครเลย โดย สผ.เตรียมสรุปเอกสารชี้แจงเหตุผล ความจำเป็นในการลดกิจการรุนแรง จาก 18 เหลือเพียง 11 โครงการ อย่างเป็นทางการ ให้กับกวล.รับทราบ ก่อนจะส่งให้กับนายอานันท์ ที่เคยขอให้ส่งเอกสารเป็นลายลักษณ์อักษรในเร็วนี้
ด้าน น.ส.สุชญา อัมราลิขิต ผู้อำนวยการสำนักวิเคราะห์ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม สผ.กล่าวว่า ขณะนี้มีโครงการอย่างน้อย 6 โครงการจาก 76 โครงการของพื้นที่มาบตาพุดที่ถูกคำสั่งศาลปกครองให้ปฏิบัติตามมาตรา 67 วรรคสอง ได้ส่งรายงานประเมินผลกระทบสุขภาพในรายงานอีไอเอ (อีเอชไอเอ) ฉบับสมบูรณ์ให้กับสผ.พิจารณาแล้ว โดยเป็นโครงการด้านปิโตรเคมี 1 แห่ง และท่าเทียบเรือ 1 แห่ง โดย สผ.เตรียมนัดประชุม คชก.เพื่อพิจาร ณาโครงการรุนแรงในมาบตาพุด นัดแรก วันที่ 15 ต.ค.นี้ ส่วนอีก 4 โครงการยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบว่ามีขั้น ตอนการรับฟังความเห็นตามท้ายประกาศ ทส. ครบถ้วนสมบูรณ์หรือไม่
“นอกจากนี้ ในปี 2554 ทางสผ.ยังเตรียมเดินสายชี้แจง ทำความเข้าใจเรื่องขั้นตอนการทำอีเอชไอเอ สำหรับหน่วยงานที่อยู่ในพื้นที่ต่างจังหวัดเพิ่มเติม โดยมีเป้าหมายเป็นอุตสาหกรรมจังหวัด กรมโรงงาน ภาค เอกชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้สามารถรองรับการพิจารณาโครงการรุนแรงตามมาตรา 67 ได้ถูกต้องตามขั้นตอนกฎหมาย เพราะที่ผ่านมาการชี้แจงขั้นตอนแนวทางปฏิบัติ ยังจำกัดกลุ่มผู้ประกอบการ บริษัทที่ปรึกษาในมาบตาพุดเท่านั้น ” น.ส.สุชญา กล่าว







