
หลักฐานกับตำนานพระโสณะ-อุตตระ
ผมเดินทางไปภูเขาเกลาสะที่เมืองมอญ เหตุผลหลักคือจะมาก็เพื่อตามรอยพระโสณะ-พระอุตตระ
โดย กรกิจ ดิษฐาน
ผมเดินทางไปภูเขาเกลาสะที่เมืองมอญ เหตุผลหลักคือจะมาก็เพื่อตามรอยพระโสณะ-พระอุตตระ เหตุผลรองคือจะไปส่องเมืองสุวรรณภูมิในตำนาน ตามขนบมอญ-พม่า เชื่อว่าเมืองสุวรรณภูมิอยู่ที่เชิงเขาเกลาสะ ครั้งพระโมคคัลลีบุตรติสสะ ส่งพระโสณะ-พระอุตตระมาประกาศพระศาสนาที่สุวรรณภูมิ หลังการสังคายนาครั้งที่ 3 พอท่านมาถึงแล้ว ชาวสุวรรณภูมิกำลังถูกผีเสือสมุทรคุกคาม พระโสณะ-พระอุตตระกับพระอรหันต์อีก 3 องค์ จึงช่วยกันปราบ โดยเนรมิต "มนุสสีหะ" หรือสิ่งมีชีวิตจำแลงครึ่งคนครึ่งสิงโต เพื่อปราบผีเสื้อสมุทร จนพวกมันเตลิดไป
นับแต่นั้นชาวสุวรรณภูมิจึงเขียนรูปมนุสสีหะในใบตาลบ้าง สลักหินเป็นรูปมนุสสีหะบ้าง เพื่อป้องกันผีเสื้อสมุทร รูปมนุสสีหะนี้ตั้งอยู่ตระพังใหญ่ในวัดเชิงเขาเกลาสะ ชื่อว่าวัดราชกุมารีเจดีย์ ซึ่งได้ชื่อตามบรรดาราชกุมารชาวสุวรรณภูมิที่รอดชีวิตจากการถูกผีเสื้อสมุทรจับเอาไปกิน และแต่นั้นชาวสุวรรณภูมิตั้งชื่อกุมารทั้งหลายว่าโสณุตตระ เพื่อเป็นมงคล
บนยอดเขาเกลาสะมีพระเจดีย์ประดิษฐานพระเกศาธาตุ ซึ่งเป็น 1 ใน 6 องค์ของเมืองมอญ (ตามขนบฉเกศธาตุวงศ์ เรื่องนี้เคยเล่าไว้แล้วในโพสต์ก่อนๆ) พระเกศาธาตุองค์นี้มีฤาษีเกลาสะรักษาไว้ เมื่อฤาษีดับขันธ์ไป พระเจ้าธัมมาโสกแห่งสุวรรณภูมิจึงสร้างพระเจดีย์ไว้ พระเจดีย์นี้สร้างก่อนที่พระโสณะ-อุตตระจะมาถึงสุวรรณภูมิราว 200 กว่าปี
เรื่องนี้ฟังแล้วเหลือเชื่อเหมือนเป็นแค่ตำนานเหลวไหล เพียงแต่ตำนานเรื่องนี้มีหลักฐานทางโบราณคดียืนยัน เช่น จารึกของพระเจ้าจันสิตตาแห่งพุกาม ปี 1098 ระบุว่า พระองค์ทรงบูรณะพระมหาเจดีย์ที่สร้างโดยพระเจ้าธัมมาโสก ตั้งอยู่ที่วัดไจ้ก์ตาลัน บนเนินในหมู่บ้านอะเยต เตมะ และระบุว่าหมู่บ้านอะเยตเตมะคือที่ขึ้นท่าของพระเถระทั้งหลาย
ในสมัยพระเจ้าธรรมเจดีย์ หรือศตวรรษที่ 15 ทางตั้งจารึกเล่าเรื่องพระโสณะ-อุตตระไว้อย่างละเอียดเมื่อปี 1476 และระบุว่า มนุส สีหะที่สร้างไว้เมื่อครั้งพระโสณ-อุตตระก็ยังอยู่ ที่น่าสนใจก็คือเมื่อพม่าตกเป็นเมืองขึ้นอังกฤษแล้ว เอมีล ฟรอคฮัมเมอร์ (Emil Forchhammer) นักวิชาการด้านพุทธศาสนาชาวเยอรมันแห่งมหาวิทยาลัยย่างกุ้ง ระบุในปี 1883 ว่า ยังพบรูปมนุสสีหะที่ตระพังใหญ่ของวัดราชกุมารเจดีย์ เชิงเขาเกลาสะ
ก่อนสิ้นปีที่แล้ว ผมเดินทางไปที่ภูเขาเกลาสะได้เห็นตระพัง หรือสระน้ำทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าของวัดราชกุมารเจดีย์ แต่ไม่ได้สำรวจโดยละเอียดว่ามีรูปมนุสสีหะหรือไม่ และไม่มีเวลาสำรวจว่ามีจารึกของพระเจ้าธรรมเจดีย์ในวัดนั้นหรือเปล่า แต่นั่นไม่ใช่ปัญหา เพราะนักโบราณคดีนานาชาติและฝ่ายพม่าไม่ได้มองว่าตำนานพระโสณะ-อุตตระเป็นเรื่องเหลวไหล จึงทำการขุดค้นโดยรอบภูเขาเกลาสะ
จากการขุดค้น 2 จุด คือที่หมู่บ้านอะเยตเตมะ (แหล่ง AYT) ไม่พบหลักฐานอะไรมากนัก แต่ที่หมู่บ้านวินกะ (แหล่ง WK) พบหลักฐานมากมาย ซึ่งที่นี่เองที่พบแวะชมด้วย แหล่งโบราณคดีละลานตามาก ทั้งที่ขุดค้นแล้วและซ่อนในดงและสวนของชาวบ้าน ส่วนใหญ่เป็นรากฐานอิฐและแลงของอาคารโบราณคล้ายวัดหรือสถูป หรืออาคารที่พัก อายุประมาณศตวรรษที่ 6-7 นักโบราณคดีสรุปว่าที่วิกะน่าจะเป็นเมืองท่าของ "สุวรรณภูมิ" มากกว่า ส่วนอะเยตเตมะน่าจะเป็นป้อมรักษาการ ซึ่งหมายความว่าจารึกของพระเจ้าจันสิตตาให้ข้อมูลสลับกัน
โบราณสถานที่เชิงเขาเกลาสะอายุประมาณศตวรรษที่ 6-7 ก็จริง แต่ที่บนยอดภูเขาที่ตั้งเจดีย์พบอิฐพิมพ์นิ้วมือกำหนดอายุได้ช่วงสหัสวรรษแรก (1st Millennium A.D.) แสดงว่าที่นี่อาจจะเก่าถึงยุคพระโสณะ-พระอุตตระจริง
ตามขนบมอญ เมืองสุวรรณภูมิประกอบด้วยเมืองหลวง 3 แห่ง คือ เมืองสุธรรมวดี (สะเทิม) เมืองนี้ผมไปเที่ยวมาแล้วของเก่ารุ่นศตวรรษที่ 1 มีเยอะ เล่ากันว่าพระพุทธเจ้าเสด็จมาถึงแล้วพยากรณ์ไว้ แล้วตั้งพระเจดีย์ชเวซายันเป็นพยาน
ต่อมาย้ายไปอยู่ที่เชิงเขาเกลาสะ (โกฬะนคร) ช่วงนี้พระโสณะ-พระอุตตระเดินทางมาถึงแล้วบวชกุลบุตรกุลธิดา (หลวงพ่ออุตตมะท่านเล่าว่า เสร็จแล้วพระโสณะ-พระอุตตระข้ามมาฝั่งไทย ประดิษฐานพระทันตธาตุที่นครปฐม)
ต่อมาย้ายเมืองหลวงกลับไปที่เมืองสุธรรมวดี ช่วงนี้เกิด พระชินอรหันต์ ตำนานศาสนวงศ์ว่าเป็นชาวมอญสะเทิมแต่ไปเรียนปริยัติที่ทวารวดี (แถบเมืองไทยปัจจุบัน) แล้วไปประกาศศาสนาที่เมืองพุกาม
ต่อมามอญเสียสุธรรมวดีให้พุกาม เมืองหลวงสุวรรณภูมิย้ายไปเมาะตะมะ ซึ่งที่ตัวเมืองเมาะตะมะตรงข้ามกับมะละแหม่งไม่มีหลักฐานอะไรมากแล้ว แต่เมืองเก่านั้นอยู่ริมแม่น้ำสาละวินฝั่งขวาริมภูเขา
เรื่องเหล่านี้เป็น "ตำนาน" ทางพุทธศาสนาทั้งสิ้่น ปรากฏในจารึกกัลยาณี, สาสนวงศ์ และสาสนาสินะเสก ในทางประวัติศาสตร์ "ยังเชื่อไม่ได้สนิทใจ" แต่ที่นำมาเล่าในที่นี้เพราะผมไปแสวงบุญในฐานะพุทธศาสนิกชน แล้วมาประกอบกับหลักฐานทางโบราณคดี ท่านทั้งหลายไม่ควรด่วนเชื่อ แต่หากจะเชื่อให้ไปเดินด้วยตีน สำรวจด้วยตา และร่วมกันศึกษาตำนานโบราณ บางทีอาจพบอะไรที่คาดไม่ถึง
สรุป - ที่พม่าเชื่อว่าเมืองสุวรรณภูมิอยู่เมืองมอญ พวกชวา-มลายูก็ว่าอยู่ที่บ้านเมืองตน อินเดียก็ว่าอยู่ที่ชมพูทวีปนั่นแหละ ไทยว่าอยู่อู่ทอง-สุพรรณ แต่ผมว่า สุวรรณภูมิเป็นชื่อหมายเอารวมๆ มีศูนย์กลางย้ายไปย้ายมา ระหว่างสุธรรมวดี บางทีอาจรวมถึงทวารวดี (ฝั่งไทย) ด้วย สิ่งหนึ่งที่เป็นปัญหาของฝั่งไทยก็คือ การเล่าขานในทำนองขนบเหล่านี้มักไม่ค่อยมี อย่างที่นักเดินทางท่านหนึ่งตั้งข้อสังเกตว่า วัดเมืองไทยกับที่พม่ามีมากมายพอๆ กัน แต่ที่ไทยยากที่จะสืบหาที่มาที่ไป ไม่เหมือนตำนานศาสนสถานของพม่ารามัญ







