posttoday
เมื่อความยุติธรรมไม่น่าไว้วางใจ

เมื่อความยุติธรรมไม่น่าไว้วางใจ

14 มกราคม 2561

เราต่างมีความคาดหวังต่อสังคมใช่หรือไม่ แม้จะไม่ถึงขั้นสังคมอุดมคติ

โดย อภิวัจ สุปรีชาวุฒิพงศ์

เราต่างมีความคาดหวังต่อสังคมใช่หรือไม่ แม้จะไม่ถึงขั้นสังคมอุดมคติ แต่อย่างน้อยเราสมควรวางใจต่อสังคมที่เราอยู่ วางใจต่อระบบกฎเกณฑ์ของสังคม วางใจว่าเราควรจะได้รับความยุติธรรม

แต่จากหลายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในสังคม กลับสะท้อนให้เห็นภาวะที่ไม่อาจมั่นใจว่าสังคมจะให้ความยุติธรรมแก่เราได้

กรณีของนักเรียนเตรียมทหารที่เสียชีวิตเมื่อไม่นานมานี้ พ่อของผู้ตายก็นำศพของบุตรชายผ่าพิสูจน์ซ้ำสอง เพราะไม่มั่นใจผลการตรวจพิสูจน์ในครั้งแรก

ล่าสุดกรณีหญิงสาวพนักงานบริษัทแห่งหนึ่ง ถูกออกหมายจับเนื่องจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์ลวงให้ผู้เสียหายโอนเงินเข้าบัญชีที่เปิดโดยใช้ชื่อของเธอ

ก่อนหน้านี้เธอถูกออกหมายเรียกให้มารับทราบข้อกล่าวหามาแล้ว 2 ครั้ง แต่ก็ไม่มาพบพนักงานสอบสวน กระทั่งถูกออกหมายจับ เธอตัดสินใจเข้ามอบตัว โดยแก้ข้อกล่าวหาว่าบัตรประชาชนของเธอหายไปและได้แจ้งความไว้เป็นหลักฐานแล้ว แต่เธอก็ถูกนำตัวไปฝากขัง และส่งตัวเข้าเรือนจำถึง 3 วัน ก่อนที่ญาติจะขอประกันตัวได้

แม้ตำรวจจะอ้างว่าปฏิบัติตามขั้นตอนกฎหมาย เมื่อผู้ถูกกล่าวหาไม่มาพบพนักงานสอบสวนตามหมายเรียกก็ต้องออกหมายจับ และการคัดค้านประกันตัวระหว่างฝากขังก็เนื่องจากมูลค่าความเสียหายในคดีมีเป็นจำนวนมาก เกรงผู้ถูกกล่าวหาจะหลบหนี แต่นักกฎหมายหลายคนก็ท้วงถึงการปฏิบัติของตำรวจ

ข้อสำคัญในการทักท้วงฝ่ายตำรวจคือ การสอบสวนที่นำไปสู่การออกหมายจับนั้นละเอียดรอบคอบแล้วหรือไม่ แม้จะมีการโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของผู้ถูกกล่าวหา แต่มีหลักฐานอื่นใดอีกบ้างนอกเหนือจากตัวบัญชี ที่จะระบุได้อย่างชัดเจนว่าผู้ถูกกล่าวหานั้นได้กระทำผิดจริง

พนักงานสอบสวนมุ่งแต่การดำเนินคดี โดยไม่คำนึงถึงการปกป้องสิทธิเสรีภาพตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา 29 วรรคสอง ซึ่งบัญญัติว่า ในคดีอาญาให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ต้องหาหรือจําเลยไม่มีความผิด

อันที่จริงการที่ผู้ถูกกล่าวหารายนี้ถูกละเมิดสิทธิเสรีภาพและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ มิได้เกิดจากตำรวจแต่ฝ่ายเดียว หากระบวนการยุติธรรมมีการตรวจสอบ ถ่วงดุลกันอย่าง เข้มงวดจริงจังแล้ว ก็น่าจะช่วยกลั่นกรอง มิให้เกิดกรณีที่กระทบต่อสิทธิเสรีภาพขึ้นได้

ดังนั้น ข้ออ้างของตำรวจว่าทำตามขั้นตอน ออกหมายเรียกแล้วไม่มาพบก็ต้องออกหมายจับ และฝากขัง จึงเป็นเพียงแค่ทำตามตัวบทที่ระบุไว้ในกฎหมาย เป็นเพียงการทำเพื่อมิให้ถูกกล่าวหาได้ว่าละเว้นการปฏิบัติ แต่มิได้ทำหน้าที่ในการอำนวยความยุติธรรมอย่างเพียงพอ ซึ่งสะท้อนถึงกระบวนการยุติธรรมของไทยได้ว่ามุ่งแต่การจับกุม ลงโทษผู้กระทำผิด แต่ได้ทำหน้าที่อำนวยให้เกิดความยุติธรรมขึ้นหรือไม่ ยังคงเป็นคำถามสำคัญ

กระแสเรียกร้องการปฏิรูปตำรวจนั้นก็สมเหตุสมผล ในกลไกกระบวนการยุติธรรมที่ใกล้ชิด และประชาชนมองเห็น สัมผัสได้มากที่สุด

แต่ต่อให้ปฏิรูปตำรวจจนดีขึ้น ก็จะแน่ใจได้หรือว่ากระบวนการยุติธรรมในเบื้องหน้าอนาคตนั้นจะสามารถเชื่อมั่นวางใจได้

อย่าลืมว่ากลไกผู้รักษากฎหมายนั้นมิใช่มีแค่ตำรวจเพียงหน่วยเดียว แต่ยังมีฝ่ายปกครอง เจ้าหน้าที่อุทยาน สรรพากร สรรพสามิต ศุลกากร และอีกมากมาย

ปฏิรูปสังคมคือสิ่งที่เรายังไม่เคยพูดถึง และรัฐบาลที่เคยสัญญาว่าแผ่นดินจะดีในไม่ช้า ความสุขจะคืนกลับมา ยังไม่ได้ทำ

"...กฎหมายนั้นไม่ใช่ตัวความยุติธรรม เป็นแต่เพียงเครื่องมืออย่างหนึ่ง สำหรับใช้ในการรักษาและอำนวยความยุติธรรมเท่านั้น การใช้กฎหมายจึงต้องมุ่งหมายใช้เพื่อรักษาความยุติธรรม ไม่ใช่เพื่อรักษาตัวบทของกฎหมายเอง และการรักษาความยุติธรรมในแผ่นดิน ก็มิได้มีวงแคบอยู่เพียงแค่ขอบเขตของกฎหมาย หากต้องขยายออกไปให้ถึงศีลธรรมจรรยา ตลอดจนเหตุและผลตามความเป็นจริงด้วย..."

พระบรมราโชวาท พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ในพิธีพระราชทานประกาศนียบัตรแก่ผู้สอบไล่ได้วิชาความรู้ชั้นเนติบัณฑิตยสภา 29 ต.ค. 2524

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท