posttoday
จัดการพอร์ตลงทุนอย่างง่ายสไตล์มืออาชีพ

จัดการพอร์ตลงทุนอย่างง่ายสไตล์มืออาชีพ

13 มกราคม 2561

สวัสดีปี 2561 ครับ ผ่านมาเพียง 2 สัปดาห์ ตลาดหุ้นไทยก็ไปทำสถิติจุดสูงสุดเป็นประวัติการณ์

โดย ณัฐกฤติ เหล่าทวีทรัพย์ CFP(R) ทิสโก้เวลท์

สวัสดีปี 2561 ครับ ผ่านมาเพียง 2 สัปดาห์ ตลาดหุ้นไทยก็ไปทำสถิติจุดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ นับตั้งแต่เปิดตั้งตลาดหุ้นมาในปี 2518 หรือในรอบ 43 ปี ไปแตะที่ 1,800 จุด หลายๆ คนก็เริ่มดูเงินลงทุนของปีนี้ว่าจะทำอย่างไร เพราะตลาดหุ้นทั่วโลกก็ปรับตัวขึ้นมามีราคาที่สูง การลงทุนก็เริ่มยากมากขึ้นตามความเสี่ยงที่ตลาดอาจจะปรับตัวลงได้

ในปัจจุบันตลาดหุ้นโดยรวมทั่วโลกยังเป็นขาขึ้นจากเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวของกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว คาดว่าเศรษฐกิจโลกปีนี้จะขยายตัวได้ประมาณ 3.7% จากระดับ 3.6% ในปีที่ผ่านมา นำโดยเศรษฐกิจสหรัฐ ที่คาดว่าจะขยายตัวได้ 2.4% ในปีนี้ จาก 2.1% ในปีที่แล้วและมีแรงหนุนจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ อย่างการปฏิรูปภาษีที่เริ่มมีผลบังคับใช้ในปีนี้ ทำให้การลงทุนยังไม่ถึงกับต้องกังวลมากว่าหุ้นจะลงแรง แต่บางคนก็ยังคงมีความกังวลจากราคาหุ้นที่ขึ้นมาสูงแล้ว

วันนี้ผมขอแนะนำวิธีการจัดพอร์ตที่ดีและเป็นที่นิยมวิธีหนึ่งที่ช่วยลดความเสี่ยงให้กับพอร์ตการลงทุนได้ คือ ดูพอร์ตการลงทุนของเราให้เป็นพอร์ตรวมทั้งตราสารทุนและตราสารหนี้ แล้วบริหารจัดการพอร์ตให้มีการกระจายการลงทุนที่ดีที่เรารับความเสี่ยงได้ครับ

ประโยชน์ของการจัดพอร์ตลงทุน นอกจากช่วยลดความเสี่ยงแล้ว ยังช่วยให้นักลงทุนไม่หวั่นไหวเมื่อตลาดหุ้นปรับตัวลง เพราะหากเรามีการจัดสัดส่วนการลงทุนอย่างเหมาะสมแล้ว ราคาของหลักทรัพย์ที่ปรับตัวลงจะไม่กระทบกับพอร์ตมากนัก

ในขณะที่ถ้าเรากังวลแล้วขายหุ้นหมดทั้งพอร์ตมาถือเงินสดเพิ่มขึ้น ก็จะทำให้เสียโอกาสการลงทุนและจะได้รับผลตอบแทนที่ค่อนข้างต่ำจากดอกเบี้ยนโยบายปัจจุบันที่อยู่เพียง 1.5% นอกจากนั้นการจัดพอร์ตการลงทุนให้ เหมาะสมยังช่วยให้เราสามารถคาดการณ์ผลตอบแทนที่จะได้รับ และเพิ่มโอกาสรับผลตอบแทนจากการลงทุนได้ด้วย จึงขอเสนอวิธีการจัดพอร์ตลงทุนอย่างง่ายแบบมืออาชีพ ดังนี้

หนึ่ง ตรวจสอบก่อนว่าสัดส่วนการลงทุนของเราสอดคล้องกับผลตอบแทนที่คาดหวังและความเสี่ยงที่เรารับได้หรือไม่ ถ้ายังไม่ใช่ให้จัดสัดส่วนเงินลงทุนใหม่ให้เหมาะสม เช่น ถ้ารับความเสี่ยงได้ปานกลาง และต้องการผลตอบแทนประมาณ 5-7% ต่อปี ให้จัดพอร์ตในสัดส่วนหุ้น 50% และตราสารหนี้ 50% เป็นต้น โดยเงินที่ลงทุนในส่วนนี้ควรเป็นเงินลงทุนระยะยาวได้ คือ มีการแยกเงินที่ใช้สำหรับเป็นค่าใช้จ่ายและเงินที่ใช้สำหรับกรณีฉุกเฉินออกไปก่อน

สอง ถ้าจัดสัดส่วนการลงทุนได้เหมาะสมแล้ว เช่น สัดส่วนการลงทุนที่เหมาะกับเรา คือ หุ้น 50% และตราสารหนี้ 50% เมื่อหุ้นปรับตัวลงให้ใช้การปรับปรุงกลุ่มหลักทรัพย์ (Rebalancing Portfolio) โดยการ ขายตราสารหนี้ออกไปและซื้อหุ้นเพิ่ม แทน เช่น สมมติราคาหุ้นที่เราลงทุนปรับตัวลง 20% สัดส่วนพอร์ตจะกลายเป็นหุ้น 40% และตราสารหนี้ 50% ก็ให้ขายตราสารหนี้มาซื้อหุ้น เพื่อทำให้พอร์ตมีสัดส่วนหุ้นและตราสารหนี้อย่างละ 50% เหมือนเดิม ซึ่งถ้าหุ้นปรับตัวขึ้นมาที่จุดเดิมอีกครั้งหนี่ง (หุ้นขึ้น 25%) พอร์ตจะมีกำไรเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับพอร์ตการลงทุนก่อนหุ้นจะปรับตัวลง

สาม สำหรับการคัดเลือกหุ้นที่มีอยู่แล้วในพอร์ต และหุ้นที่จะซื้อใหม่เข้ามาในพอร์ตจากการขายตราสารหนี้ออกไป แนะนำให้ปรับพอร์ตโดยขายหุ้นที่มีพื้นฐานไม่ดีหรือมีมูลค่าที่สูงไปมากแล้วออกไป และเลือกซื้อหุ้นที่พื้นฐานดี หรือดัชนีหุ้นของประเทศที่มีแนวโน้มเศรษฐกิจดีและมีโอกาสที่ราคาปรับตัวขึ้นมากกว่าเข้ามาแทน

ตัวอย่างเช่น หุ้นกลุ่มการเงินของตลาดสหรัฐ ที่มีราคาปิดต่อกำไร (พี/อี) ประมาณ 14.6 เท่า ซึ่งนับว่ายังไม่สูงมากเมื่อเทียบกับในอดีต และยังถูกกว่าดัชนี S&P500 โดยจะเป็น กลุ่มที่ได้ประโยชน์มากที่สุดจากการปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐ ที่คาดว่าปีนี้ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) น่าจะปรับขึ้นดอกเบี้ยประมาณ 3-4 ครั้ง

ทั้งนี้ ดอกเบี้ยที่สูงขึ้นจะทำให้ธนาคารมีความสามารถในการทำกำไรที่ดีขึ้น และจากกฎหมายปฏิรูปภาษีของประธานาธิบดีทรัมป์ ที่ปรับลดอัตราภาษีนิติบุคคลลงจาก 35% เป็น 21% จะเป็นผลบวกต่อกำไรของกลุ่มสถาบันการเงิน เนื่องจากปัจจุบันกลุ่มนี้เสียภาษีเฉลี่ยในอัตรา 28% เป็นต้น ซึ่งการคัดเลือกหุ้นในพอร์ตแบบนี้ เมื่อหุ้นขึ้นจะช่วยให้พอร์ตของเรามีโอกาสเติบโตได้สูงกว่าหุ้นที่มีโอกาสปรับขึ้นหรืออัพไซด์น้อยกว่า

จากที่กล่าวมาทั้งหมด เป็นวิธีที่ใช้ในการจัดพอร์ตการลงทุนให้เหมาะสมกับผลตอบแทนและความเสี่ยงที่รับได้ ซึ่งจะทำให้ลงทุนได้อย่างสบายใจและได้รับผลตอบแทนที่ดีในระยะยาว ทั้งนี้ สำหรับการลงทุนในหุ้น ถ้าไม่มีเวลาหรือศึกษาที่มากพอ ก็อาจจะซื้อเป็นกองทุนรวมที่มีผู้จัดการกองทุนที่เป็นผู้เชี่ยวชาญกว่ามาบริหารให้แทนครับ

หากท่านใดมีข้อข้องใจเกี่ยวกับการวางแผนการเงินของตนเอง สามารถส่งคำถามของท่านมาได้ที่ [email protected] ครับ

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท