
เร่งแก้ปัญหาเด็ก
เสาร์ที่สองของเดือน ม.ค.ของทุกปี ถือเป็นวันเด็กแห่งชาติ ซึ่งทุกปีผู้หลักผู้ใหญ่ของบ้านเมืองต่างก็ออกมาพูดให้ความสำคัญกับวันเด็กผ่านทางคำขวัญต่างๆ
เสาร์ที่สองของเดือน ม.ค.ของทุกปี ถือเป็นวันเด็กแห่งชาติ ซึ่งทุกปีผู้หลักผู้ใหญ่ของบ้านเมืองต่างก็ออกมาพูดให้ความสำคัญกับวันเด็กผ่านทางคำขวัญต่างๆ ขณะที่สถานที่ราชการสำคัญและภาคเอกชนบางส่วนก็จัดแสดงกิจกรรมแจกของขวัญบันเทิงกันอย่างสนุกสนาน เพื่อให้เด็กได้มีความสุขกันถ้วนหน้า
สำหรับในปีนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้คำขวัญว่า "รู้คิด รู้เท่าทัน สร้างสรรค์เทคโนโลยี" ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ อธิบายว่า เพื่ออยากให้เด็กไทยในยุคไทยแลนด์ 4.0 ได้รู้เท่าทันกับความเปลี่ยนแปลงของโลกยุคดิจิทัลและสามารถประยุกต์ใช้เทคโนโลยีในการสร้างสรรค์นวัตกรรมสิ่งประดิษฐ์ใหม่ๆ ได้ทันต่อสถานการณ์โลก
อย่างไรก็ตาม ความจริงแล้วแค่คำขวัญวันเด็กไม่ได้ช่วยให้เด็กไทยเป็นไปดั่งคำขวัญได้ หากปราศจากการเอาใจใส่ดูแลทั้งจากผู้ปกครองและภาครัฐ โดยเฉพาะรัฐบาลที่ต้องมีนโยบายเอาใจใส่ดูแลเด็กอย่างจริงจังในทุกๆ ด้าน โดยเฉพาะเรื่องพื้นฐานของชีวิตตั้งแต่เรื่องสุขภาพอนามัย ความเป็นอยู่ทางสังคม และการศึกษา
สิ่งเหล่านี้จะเป็นองค์ประกอบหลักที่จะทำให้เด็กไทยเติบโตอย่างมีคุณภาพเป็นอนาคตของชาติได้ ไม่ใช่กำหนดเพียงแค่วาทกรรมคำขวัญเพื่อให้สวยหรูเพียงเท่านั้น หลังกิจกรรมวันเด็กจบลงทุกอย่างก็ปล่อยไปตามชะตากรรม เด็กคนไหนมีพ่อแม่ที่เอาใจใส่ดูแลก็เติบใหญ่ไปเป็นคนดีของสังคมได้ ส่วนครอบครัวไหนที่ยากจนหาเช้ากินค่ำ เด็กเหล่านั้นก็เสียโอกาสและกลายเป็นปัญหาของสังคมในที่สุด
ทั้งนี้สิ่งที่น่าตกใจคือเด็กและเยาวชนไทยยังจมปลักกับยาเสพติดจำนวนมาก โดย วัลลภ ตังคณานุรักษ์ ประธานกรรมาธิการสังคม กิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการ และผู้ด้อยโอกาส สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ได้เปิดเผยว่า สถานการณ์เด็กและเยาวชนในปัจจุบันที่รัฐบาลต้องแก้ไข 2 เรื่องใหญ่ คือ เรื่องปัญหายาเสพติด ซึ่งจากสถิติมีประชากรที่ติดยาเสพติดทั้งหมด 2.7 ล้านคน ในจำนวนนี้เป็นเด็กและเยาวชน อายุระหว่าง 15-19 ปี ติดยาเสพติดถึง 3 แสนคน และเมื่อปีที่ผ่านมาพบมีเด็กที่อายุน้อยที่สุดที่ติดยาเสพติดคืออายุ 11 ขวบ
ถัดมาเป็นเรื่องปัญหาวัยรุ่นตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควร ในที่นี้หมายถึงวัยรุ่นอายุ 19 ปีลงมา โดยสถิติพบว่ามีปีละกว่า 1.5 แสนคน แสดงให้เห็นว่าในแต่ละปีจะมีแม่ที่มีลูกไม่พร้อมจำนวนมาก
แม้ในปีที่ผ่านมามีการออกกฎหมายเกี่ยวกับเด็กและเยาวชนถึง 10 ฉบับ เช่น พ.ร.บ.ส่งเสริมการพัฒนาเด็กและเยาวชนแห่งชาติ พ.ร.บ.ควบคุมการขอทาน พ.ร.บ.คุ้มครองเด็กที่เกิดโดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ และ พ.ร.บ.กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ เพื่อป้องกันและลดปัญหาเกี่ยวกับเด็กและเยาวชน แต่ก็ยังพบว่าเด็กจำนวนไม่น้อยยังต้องเผชิญกับหลายสิ่งที่เป็นปัญหาเดิมๆ
ในขณะที่องค์การทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ หรือ ยูนิเซฟ ระบุว่า จากการสำรวจตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กทั้ง 4 ด้าน คือ 1.สิทธิที่จะมีชีวิตรอด 2.สิทธิที่จะได้รับการพัฒนา 3.สิทธิที่จะได้รับความคุ้มครอง และ 4.สิทธิที่จะมีส่วนร่วมเด็กไทยยังมีคะแนนไม่ถึง 50% หรือสอบตกทั้งหมด
ดังนั้น จึงถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลจะหันมาให้ความสนใจและเร่งแก้ปัญหาของเด็กอย่างจริงจัง หามาตรการทำงานเชิงรุกที่เท่าทันปัญหามาทำงานให้มากขึ้น ไม่เช่นนั้นอนาคตของชาติจะมืดมน รวมถึงผู้ปกครองจะต้องให้ความสนใจอบรมบุตรหลาน เพื่อให้เป็นคนดีของสังคมให้จงได้ เพื่อที่ประเทศจะได้อยู่กันอย่างมีความสุข เจริญก้าวหน้าสืบต่อไป







