
เสนาดีเวลลอปเม้นท์ หุ้นโกรทฮอร์โมน
บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ (SENA) ที่มี เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับ 2 กว่า 173 ล้านหุ้น หรือ 14.31%
โดย ยินดี ฤตวิรุฬห์
บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ (SENA) ที่มี เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับ 2 กว่า 173 ล้านหุ้น หรือ 14.31% และรองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ในวันนี้เธอสามารถพูดได้อย่างเต็มที่ว่า จะเป็นปีที่กิจการจะเติบโตอย่างก้าวกระโดดเมื่อเปรียบเทียบกับปีที่ผ่านมา เพราะเชื่อว่าด้วยการวางแผนธุรกิจการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการพัฒนาบ้านและคอนโด รวมถึงการขยายตัวเข้าสู่การทำธุรกิจพลังงานทางเลือกทั้งในส่วนของโซลาร์รูฟท็อป และการทำโซลาร์ฟาร์มจะทำให้กิจการสามารถเติบโตได้อย่างดี
"ตอนนี้ก็มีคนแซวว่า เสนาฯ กินยาผิดหรือกินโกรทฮอร์โมนหรือเปล่า เพราะจะเห็นว่าธุรกิจมีอัตราการเติบโตที่ดีมาก โดยเฉพาะในส่วนของพลังงานจะเติบโตได้ในตัวเลข 2 หลัก ขณะที่ธุรกิจบ้านหรือรายได้จากการขาย แม้โตเพียงจุดเดียว แต่ก็จะเป็นรายได้ส่วนใหญ่ของกิจการนั้นเอง" เกษรา กล่าว
สำหรับผลดำเนินงานปี 2560 ก็จะเติบโตได้ตามเป้าหมาย โดยงวด 9 เดือนแรกของปีนั้น บริษัทมีรายได้และกำไรเพิ่มขึ้น โดยมีรายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ 1,208 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 95.5% เมื่อเปรียบเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน และมีกำไรสุทธิ 151 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 45% ขณะที่รายได้จากกลุ่มโซลาร์ หลังจากบริษัทได้มีการลงทุนในกลุ่มธุรกิจพลังงานทดแทน ดําเนินธุรกิจโซลาร์ฟาร์ม โซลาร์รูฟท็อป และรับติดตั้งแผงโซลาร์ บริษัทเริ่มมีรายได้จากการติดตั้งแผงโซลาร์ตั้งแต่ต้นปี 2558 และโครงการโซลาร์รูฟท็อป เริ่มมีรายได้ตั้งแต่เดือน มิ.ย. 2558 เป็นต้นมานั้น ในไตรมาส 3 ปี 2560 บริษัทมีรายได้จากกลุ่มโซลาร์ 17.1 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 811.4% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อนที่รายได้กลุ่มโซลาร์เท่ากับ 1.9 ล้านบาท ส่งผลให้รายได้ 9 เดือนแรกของปีมีรายได้ 57.4 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 203.8% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อนที่มีรายได้เท่ากับ 18.9 ล้านบาท และมีส่วนแบ่งกําไรจากธุรกิจโซลาร์งวด 9 เดือน ที่บริษัทได้เข้าร่วมลงทุนเท่ากับ 43.9 ล้านบาท
สำหรับในอนาคต 3-5 ปีข้างหน้า ก็มองว่าธุรกิจพลังงานก็น่าจะเข้ามาสร้างรายได้ในโครงสร้างรายได้รวมประมาณ 10% จากปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 8% เพราะจะเป็นการเติบโตทั้งในส่วนของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และธุรกิจพลังงานที่จะเติบโตคู่กันไป
เกษรา กล่าวว่า ในส่วนของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในปีนี้ก็จะมีการเปิดโครงการใหม่เพิ่มขึ้นตามแผน เพื่อที่จะทำให้บริษัทมีสินค้าพร้อมขายเข้ามาในพอร์ต โดยในขณะนี้มีสินค้าในมือที่พร้อมโอนเพื่อรับรู้รายได้ประมาณ 4,000 ล้านบาท โดยจะรับรู้เป็นรายได้ในปีนี้ประมาณ 50% และยังมีโครงการที่สร้างแล้วเสร็จพร้อมขายประมาณ 1 หมื่นล้านบาท ซึ่งจะสามารถรองรับการสร้างรายได้ให้กับบริษัทได้อย่างต่อเนื่อง
"ในแผนที่จะเปิดโครงการใหม่ๆ เพิ่มขึ้นจะเป็นโครงการแนวสูงมากกว่าแนวโน้ม ซึ่งทุกโครงการที่จะเปิดมีที่ดินพร้อมรองรับแล้ว เพราะทุกวันนี้เมื่อมีแผนจะเปิดโครงการจะต้องมีที่ดินรอให้พร้อม เพราะในขั้นตอนการขอทำผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) จะใช้เวลาประมาณ 8 เดือน จำเป็นยิ่งที่จะต้องได้ที่ดินมาก่อน ส่วนการเก็บภาษีที่ดินที่จะเกิดขึ้นในอนาคตจะเอื้อให้เศรษฐีนำที่ดินออกมาขายมากน้อยแค่ไหนก็ต้องรอดู แต่ในความเป็นจริงแม้มีที่ดินออกมาแต่ความต้องการซื้อที่ดินที่สูงก็คงต้องรอดูกันต่อไป"
นอกจากนี้ เกษรายังมีมุมมองต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่กำลังคาดกันว่าปีนี้จีดีพีน่าจะโตเกินกว่า 4% ว่า เมื่อเศรษฐกิจของประเทศเติบโตก็จะเกื้อหนุนให้ธุรกิจเติบโตตามขึ้นไปด้วย และยิ่งดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำก็จะยิ่งสนับสนุนการเติบโต แต่ทั้งนี้ก็จะต้องลงไปดูในรายละเอียดว่าการที่ จีดีพีโตนั้นโตเฉพาะส่วน หรือโตลงไปในทุกระดับของเศรษฐกิจ เป็นเรื่องต้องดูเพราะขณะนี้จะเห็นว่าในส่วนของภาคเกษตรนั้นยังไม่ได้รับอานิสงส์เต็มที่
ขณะที่ในส่วนของหนี้ครัวเรือนยังคงมีความเชื่อว่าจะสูงอยู่ แต่ถึงแม้ว่าสูง แต่เมื่อเศรษฐกิจดีก็ไม่น่าจะสร้างปัญหาอะไร และโดยธรรมชาติ เมื่อคนมีรายได้เพิ่มขึ้นก็จะยังคงมีหนี้สูงขึ้นตาม ดังนั้นจึงมองว่าหนี้ครัวเรือนที่สูงขึ้นแต่เมื่อเศรษฐกิจดีก็จะไม่เป็นปัญหา







