posttoday
บอนด์มะกันระส่ำ รับ ‘เจ้าหนี้จีน’ คำราม

บอนด์มะกันระส่ำ รับ ‘เจ้าหนี้จีน’ คำราม

10 มกราคม 2561

นันทิยา วรเพชรายุทธ ตลาดตราสารหนี้โลกเพิ่งเผชิญแรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่เมื่อวันที่ 10 ม.ค.ที่ผ่านมา โดยผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี ไต่ระดับขึ้นไปแตะ 2.597% หรือสูงที่สุดในรอบเกือบ 1 ปี ตั้งแต่วันที่ 15 มี.ค. 2016 หลังบลูมเบิร์กรายงานอ้างแหล่งข่าวไม่เปิดเผยนามว่า ทางการจีนกำลังอยู่ระหว่างการทบทวนนโยบายกับลูกหนี้รายใหญ่อันดับ 1 อย่าง "สหรัฐ" โดยอาจพิจารณาปรับลดปริมาณการซื้อ หรือถึงขั้นระงับการซื้อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ

นันทิยา วรเพชรายุทธ

ตลาดตราสารหนี้โลกเพิ่งเผชิญแรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่เมื่อวันที่ 10 ม.ค.ที่ผ่านมา โดยผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี ไต่ระดับขึ้นไปแตะ 2.597% หรือสูงที่สุดในรอบเกือบ 1 ปี ตั้งแต่วันที่ 15 มี.ค. 2016 หลังบลูมเบิร์กรายงานอ้างแหล่งข่าวไม่เปิดเผยนามว่า ทางการจีนกำลังอยู่ระหว่างการทบทวนนโยบายกับลูกหนี้รายใหญ่อันดับ 1 อย่าง "สหรัฐ" โดยอาจพิจารณาปรับลดปริมาณการซื้อ หรือถึงขั้นระงับการซื้อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ

แม้จะเป็นข่าวที่ยังไม่ได้รับการ ยืนยันใดๆ แต่ก็ใหญ่มากพอแล้วที่จะสร้างความตื่นตระหนกไปทั่ววงการตลาดบอนด์โลก ซึ่งยังดันบอนด์ยิลด์ของประเทศอื่นๆ ให้สูงขึ้นในรอบหลายเดือนด้วย อาทิ พันธบัตรรัฐบาลเยอรมนีอายุ 10 ปี ที่ขึ้นไปสูงสุดนับตั้งแต่เดือน ต.ค.ที่ผ่านมา อีกทั้งยังฉุดค่าเงินดอลลาร์สหรัฐที่อยู่ในทิศทางอ่อนค่าเดิมอยู่แล้วให้ร่วงหนักยิ่งขึ้นอีก จนดอลลาร์อ่อนค่าลงต่ำสุดในรอบ 6 สัปดาห์เมื่อเทียบกับเงินเยน

แต่ยังไม่ทันที่โลกจะได้ตื่นตระหนกกันเต็มที่กับวิกฤตตลาดบอนด์ที่เขย่าตลาดหุ้นและตลาดอัตราแลกเปลี่ยน สำนักงานปริวรรตเงินตราของจีน (SAFE) ก็ออกมาแก้ข่าวทันควันเมื่อวานนี้ว่า รายงานของบลูมเบิร์กน่าจะเป็นการอ้างแหล่งข่าวที่ "ไม่รู้จริง" หรือไม่ก็เป็น "ข่าวปลอม" พร้อมปฏิเสธว่าไม่ได้มีแผนดังกล่าว ที่ผ่านมา จีนเพียงแค่กระจายพอร์ตทุนสำรองต่างประเทศเพื่อรักษาเสถียรภาพและมูลค่าของสินทรัพย์ในภาพรวมเท่านั้น

คำยืนยันจากทางการจีนช่วยบรรเทาความกังวลให้ผลตอบแทน พันธบัตรหลักๆ ทั่วโลกปรับตัวขึ้นมา โดยส่วนหนึ่งเป็นการฉวยเข้าซื้อเพื่อหวังเก็งรับภาวะเงินเฟ้อขาขึ้นด้วย โดยรอยเตอร์สรายงานว่า ผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปีของสหรัฐลดลงมาอยู่ที่ 2.5366% จากที่ปิดวันพุธที่ 2.549% ขณะที่ดอลลาร์แข็งค่าขึ้น 0.3% ไปอยู่ที่ 111.72 เยน/ดอลลาร์ เมื่อวานนี้

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์จำนวนหนึ่งยังคงตั้งคำถามกับภาวะตลาดบอนด์โลกระส่ำข้ามคืนที่เพิ่งเกิดขึ้นว่า เรื่องนี้ถือเป็นความตั้งใจของเจ้าหนี้เบอร์ 1 ที่ต้องการ "ปล่อยข่าวขู่ลูกหนี้เบอร์ 1" เพื่อดูท่าทีปฏิกิริยาตอบรับของสหรัฐและตลาดโลกหรือไม่

เพราะนอกจากทั้งคู่จะมีฐานะเป็น คู่ค้ารายใหญ่ของกันและกันแล้ว ปัจจุบัน จีนก็ยังคงครองตำแหน่งเป็นเจ้าหนี้รายใหญ่ที่สุดของสหรัฐด้วย โดยถือครองพันธบัตรสหรัฐอยู่ทั้งหมดราว 1.2 ล้านล้านดอลลาร์ (เกือบ 39 ล้านล้านบาท) ณ สิ้นเดือน ต.ค. 2017 ซึ่งการมีฐานะเป็นเจ้าหนี้-ลูกหนี้รายใหญ่ทำให้ทั้งสองประเทศนี้มีผลประโยชน์มหาศาลระหว่างกันอยู่ในมือที่ไม่สามารถขยี้ ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งให้แหลกไปได้

ยกเว้นก็เพียงกรณีสั่งสอนเบาๆ ให้ตระหนักถึงไพ่ในมือของฝ่ายตนเท่านั้น

ซีเอ็นบีซีระบุว่า ข่าวการลด/ระงับซื้อพันธบัตรสหรัฐในครั้งนี้มีขึ้นในช่วงจังหวะหลังจากที่ประธานาธิบดีสหรัฐ โดนัลด์ ทรัมป์ ดูจะกลับมาย้ำความเป็นศัตรูกับจีนอีกครั้ง ทั้งในเรื่องการขาดดุลการค้าและการรับมือกับปัญหานิวเคลียร์เกาหลีเหนือ

ราจีฟ เดอ เมลโล หัวหน้าฝ่ายกองทุนรวมตราสารหนี้เอเชียของชโรเดอร์ อินเวสต์เมนท์ แมเนจเมนท์ กล่าวว่า รัฐบาลปักกิ่งยังส่งสัญญาณอีกนัยหนึ่งด้วยว่า จีนจะไม่เอาแต่เป็นฝ่ายรับหากสหรัฐตั้งกำแพงกับจีน เพราะจีนคือ ผู้เล่นรายใหญ่ ไม่ใช่ประเทศปลาซิวปลาสร้อยที่จะถูกสหรัฐใช้กระบองบี้เอาได้

ด้านนักเศรษฐศาสตร์จากธนาคารมิซูโฮและบริษัทวิจัยข้อมูลเอ็กซองต์ ดาต้า มองในมุมที่คล้ายกันว่า จีนกำลังส่งสัญญาณขู่สหรัฐเรื่องการซื้อบอนด์ และอาจมีความตึงเครียดทางการค้าระหว่าง 2 มหาอำนาจเศรษฐกิจโลกคู่นี้ตามมาอีก

การขู่จะไม่ซื้อบอนด์นั้นก็เปรียบเสมือนการ "ไม่ปล่อยกู้" กลายๆ ในยามที่สหรัฐกำลังต้องการเงินมากที่สุด หลังจากที่เพิ่งผ่านกฎหมายปฏิรูปภาษีออกมาหมาดๆ ซึ่งทำให้สหรัฐต้องแบกภาระหลังแอ่นไปพักใหญ่ก่อนจะได้เศรษฐกิจที่ฟื้นตัวดีขึ้นและรายได้เพิ่มตามมาชดเชยทีหลัง และสหรัฐยังใกล้ถึงภาวะลูกผีลูกคนของการเตรียมอภิปรายหาทางขยายเพดานหนี้ที่เวียนมาถึงอีกครั้ง ซึ่งล่าสุด กระทรวงการคลังได้แจ้งขอให้มีการขยายเพดานหนี้ภายในวันที่ 28 ก.พ.นี้ ขณะที่บริษัทอันดับเครดิต ฟิทช์ เรทติ้งส์ เตือนว่า หากไม่สามารถตกลงกันได้ สหรัฐก็อาจตกหน้าผาการคลังและหลุดจากเครดิตระดับ AAA ได้

อย่างไรก็ตาม แม้จะเป็นไปได้ว่าจีนตั้งใจขู่คำรามเพื่อปรามลูกหนี้รายใหญ่ แต่ก็ใช่ว่าจะเป็นการสั่งสอนเพียงฝ่ายเดียว

เพราะผลกระทบของลูกหนี้และ คู่ค้ารายใหญ่ เช่น สหรัฐ นั้นย่อมหมายถึงผลกระทบทางอ้อมที่จะเกิดขึ้นกับจีนตามไปด้วย เช่น ผลกระทบมูลค่าสินทรัพย์ในรูปดอลลาร์ที่ลดลง และความผันผวนของตลาดพันธบัตรยังอาจกระตุ้นการเปลี่ยนแปลงด้านนโยบายการเงินเร็วกว่าเดิม และการกระทบกระทั่งทางการค้าอาจรุนแรงขึ้นตามมา อีกทั้งในทางปฏิบัติจริง จีนเองก็ไม่เหลือทางเลือกมากนักในการกระจายความเสี่ยงไปยังสินทรัพย์อื่นๆ ที่จะดีกว่าหรือพอๆ กัน เช่น พันธบัตรรัฐบาลเยอรมนี

ที่ผ่านมาก็เคยมีตัวอย่างที่จีนใช้วิธีการในลักษณะคล้ายกันนี้มาแล้ว ในยุคของนายกรัฐมนตรี เวินเจียเป่า ที่ส่งสัญญาณกังวลเรื่องความมั่นคงของพันธบัตรสหรัฐจนเกิดแรงเทขายครั้งใหญ่ไปทั่วโลกเมื่อปี 2009 แต่ปัญหาก็คือ การขยับไปถือครองสินทรัพย์ยุโรปแทนก็ต้องเจอความเสี่ยงเรื่องหนี้สาธารณะยูโรโซนที่ฉุดค่าเงินยูโรตามมาเช่นกัน

ที่สุดแล้ว การขยับของจีนที่เขย่าตลาดบอนด์ในช่วงสั้นๆ ไปทั่วโลกครั้งนี้ ก็อาจเป็นเพียงการเอ็กเซอร์ไซส์ของชาติมหาอำนาจเพื่อปรามฝ่ายตรงข้ามให้เล่นแต่ในระดับพอดี เพื่อที่ไม่ต้องเล่นใหญ่จนอาจบาดเจ็บตามมากันทั้งสองฝ่ายอย่างไม่คุ้มเสีย n

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท