
SMEs กับการนำไทย สู่โลกยุค 4.0 (3)
ดร.วิรไท สันติประภพผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)ด้านที่หก กฎเกณฑ์ กติกา หลายเรื่องจะต้องเปลี่ยนแปลงตามบรรทัดฐานของโลกยุคใหม่ ภายใต้บริบทโลกใหม่ที่ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีจะทำให้เส้นแบ่งพรมแดนสำคัญลดลง รวมทั้งโซเชียลมีเดีย ทำให้ข้อมูลข่าวสารในโลกส่งถึงกันรวดเร็วมากขึ้น ใช้เวลาเพียงเสี้ยววินาที และความคาดหวังของคนในสังคมสูงขึ้นเป็นลำดับ
ดร.วิรไท สันติประภพผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)
ด้านที่หก กฎเกณฑ์ กติกา หลายเรื่องจะต้องเปลี่ยนแปลงตามบรรทัดฐานของโลกยุคใหม่ ภายใต้บริบทโลกใหม่ที่ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีจะทำให้เส้นแบ่งพรมแดนสำคัญลดลง รวมทั้งโซเชียลมีเดีย ทำให้ข้อมูลข่าวสารในโลกส่งถึงกันรวดเร็วมากขึ้น ใช้เวลาเพียงเสี้ยววินาที และความคาดหวังของคนในสังคมสูงขึ้นเป็นลำดับ
เทคโนโลยียังทำให้เกิดความโปร่งใสในการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ใหม่ๆ และจะถูกตรวจสอบได้โดยง่าย กฎเกณฑ์ กติกา และมาตรฐานหลายอย่างจะต้องเปลี่ยนแปลงตามบรรทัดฐานของโลก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการดูแล สิ่งแวดล้อม สิทธิมนุษยชน หรือธรรมาภิบาล
บรรทัดฐานหลายเรื่องจะก้าวข้ามพรมแดนประเทศเข้ามาเป็นกฎเกณฑ์กติกาที่เราต้องปฏิบัติตามทั้งแบบที่เรารู้ตัวและไม่รู้ตัว ถ้าเราไม่สามารถปรับตัวได้อย่างเท่าทัน บรรทัดฐานเหล่านี้อาจจะสร้าง "ความเสี่ยงเชิงกลยุทธ์" (Strategic Risk) ที่จะมีผลต่อความสามารถในการแข่งขันและโอกาสทางธุรกิจ เช่น เรื่องไอยูยูหรือการดูแลถึงสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานที่อียูเคยให้ใบเหลืองไทยในการทำประมง หรือมาตรการตรวจสอบย้อนกลับไปถึงแหล่งผลิตสินค้าเกษตรที่ไม่สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
ผมเชื่อว่าการที่ประเทศสมาชิกของสหประชาชาติกว่า 170 ประเทศ กำหนดวิสัยทัศน์ร่วมเพื่อขับเคลื่อนประเทศสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) จะนำไปสู่การสร้างบรรทัดฐานใหม่ในการทำธุรกิจเพื่อความยั่งยืนอีกหลายด้าน โดยเฉพาะในประเด็นที่เกี่ยวกับโลกร้อน
คำถามต่อมา คือ SMEs จะปรับตัวให้เดินหน้าสู่โลกยุค 4.0 อย่างไร ภายใต้บริบทโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทุกประเทศ ทุกธุรกิจ ไม่ว่าขนาดเล็กหรือใหญ่ และเราทุกคนต่างต้องเผชิญกับความท้าทาย ที่สำคัญเมื่อวิถีของโลกเปลี่ยนไปและจะไม่สามารถกลับไปเป็นเหมือนเดิมแล้ว ความเสี่ยงที่สำคัญที่สุด คือ การไม่ปรับตัวหรือไม่พร้อมที่จะปรับตัวได้อย่างเท่าทัน ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา เราเห็นหลายตัวอย่างธุรกิจระดับโลกที่เคยเป็นผู้นำ ต้องเสียส่วนแบ่งตลาดไป เพราะปรับตัวไม่ทัน บางบริษัทถึงกับต้องปิดกิจการลง หลายๆ แบรนด์สินค้าหายไปจากความนิยมของผู้บริโภค หรือถูกทดแทนที่ด้วยแบรนด์ใหม่ๆ โดยเมื่อ 10 ปีที่แล้วเราอาจจะนึกไม่ออกว่าจะเกิดขึ้นได้อย่างไร
ผมคิดว่าการที่บริษัทขนาดใหญ่หลายแห่งต้องปิดกิจการลง ส่วนหนึ่งมาจากความใหญ่โตของบริษัทและวัฒนธรรมองค์กรที่ไม่เอื้อให้ปรับตัวได้อย่างรวดเร็ว หลายแห่งอาจจะติดกับดักความสำเร็จของธุรกิจตนในอดีต ในโลกยุค 4.0 ธุรกิจจะแข่งขันกันด้วยความเร็ว ความคล่องตัว ทันการณ์ในการปรับตัวจึงจะเป็นหัวใจสำคัญ ซึ่งเรื่องความเร็วและความคล่องตัวนี้เป็นจุดแข็ง สำคัญของ SMEs เพราะ SMEs ไม่มีโครงสร้างองค์กรที่แข็งตัว เจ้าของและผู้บริหารระดับสูง มีอำนาจในการตัดสินใจ จึงสามารถปรับเปลี่ยนทิศทางและนโยบายการทำงานได้ง่าย
คำถามที่อยู่ในใจหลายท่าน คือ แล้วเราจะปรับตัวให้เดินหน้าสู่โลกยุค 4.0 ได้อย่างไร ในบริบทโลก 4.0 ผมคิดว่า SMEs จำเป็นต้องปรับตัวอย่างน้อยใน 5 ด้านสำคัญ
ด้านแรก SMEs ต้องรู้ลึก และปรับตัวเชิงรุก โดยให้ความสำคัญกับการใช้เทคโนโลยีเป็นฐานสำคัญของการปรับตัว โดยเฉพาะในการเพิ่มผลิตภาพ การลงทุนในโลกยุค 4.0 ไม่ได้หมายความถึงแค่การลงทุนเพื่อขยายกำลังการผลิต แต่จำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการลงทุนเพื่อเพิ่มผลิตภาพ เทคโนโลยีจะต้องเข้ามาเป็นส่วนสำคัญในทุกขั้นตอนของกระบวนการทำงานและในทุกมิติที่ต้องปรับตัว ซึ่งโชคดีว่าในวันนี้เทคโนโลยีหลายอย่างมีราคาถูกลง เข้าถึงได้ง่ายขึ้น รวมทั้งมีแอพพลิเคชั่นในการบริหารจัดการราคาถูกให้เลือกใช้ ตั้งแต่การบริการทางการเงิน การวิเคราะห์กำไรขาดทุน การบริหารสต๊อกสินค้า การบริหารความสัมพันธ์กับลูกค้า หรือการให้บริการหลังการขาย
ด้านที่สอง ต้องหาทางใช้ประโยชน์จากแชริ่ง อีโคโนมี หรือเศรษฐกิจเชิงแบ่งปัน เพราะแชริ่ง อีโคโนมี สามารถช่วยเพิ่มโอกาสในการทำธุรกิจและลดต้นทุนได้ในหลายมิติ มีแพลตฟอร์มใหม่ๆ เกิดขึ้นตลอดเวลา แต่การที่ SMEs จะสามารถใช้ประโยชน์จากรูปแบบของเศรษฐกิจเชิงแบ่งปันได้นั้น ไม่ได้สำคัญแต่เพียงการมีหรือเข้าถึงเทคโนโลยีแพลตฟอร์ม แต่รวมถึงการที่จะต้องปรับทัศนคติให้สอดคล้องกับวิถีของเศรษฐกิจเชิงแบ่งปันด้วย ที่สำคัญคือการก้าวข้ามความรู้สึกที่อยากจะทำเอง ทำคนเดียว หรือต้องเป็นเจ้าของเอง
ทัศนคติสำคัญที่จะทำให้ใช้ประโยชน์ได้จากแชริ่ง อีโคโนมี คือ ต้องมีทัศนคติสำคัญที่จะทำให้ใช้ประโยชน์ได้จากแชริ่ง อีโคโนมี คือ ต้องสร้างความไว้วางใจ หรือ Trust เพราะคนที่เราจะต้องแบ่งปันด้วยนั้น อาจไม่ใช่คนที่เราเคยรู้จักมาก่อน จำเป็นอย่างยิ่งที่เราจะต้องเปิดใจ และอาศัยกลไกใหม่ๆ ที่จะสร้างความไว้วางใจให้เกิดขึ้น
UBER เติบโตจากการที่คนขับเปิดใจให้คนไม่รู้จักขึ้นรถส่วนตัว และผู้โดยสารก็ยินดีขึ้นรถส่วนตัวของคนอื่น ที่ไม่ได้ถูกกำกับดูแลโดยทางการเหมือนรถสาธารณะทั่วไป
AirBNB เติบโตจากการเปิดใจให้คนแปลกหน้าเข้ามาใช้ห้องว่างในบ้าน และคนที่มาพักก็ยินดีที่จะไปพักแรมในบ้านของคนอื่น
P2P Funding ผู้ลงทุนยินดีที่จะใส่เงินลงทุนในธุรกิจที่ตนไม่รู้จักมาก่อน และไม่มีสถาบันการเงินเป็นตัวกลางในการรับความเสี่ยงจากการปล่อยกู้
อี-คอมเมิร์ซ แพลตฟอร์มหลายแห่งยินดีส่งของให้ลูกค้าก่อนได้รับเงิน และหลายครั้งลูกค้าก็ยินดีจ่ายเงินก่อนที่จะเห็นตัวสินค้า
ปรากฏการณ์ของเศรษฐกิจเชิงแบ่งปันเหล่านี้ ทำให้กรอบความคิดการทำธุรกิจขยายได้อย่างไร้ขอบเขต และเปิดโอกาสให้เราสามารถหาลูกค้าใหม่ได้อย่างไม่จำกัดด้วย n







