
กสิกรไทยตั้งรับมาตรฐานบัญชีใหม่
กสิกรไทย รอความชัดเจนมาตรฐานบัญชีใหม่ก่อนประเมินผลกระทบและการตั้งสำรอง ยันเงินกองทุนปัจจุบันยังแข็งแกร่ง
กสิกรไทย รอความชัดเจนมาตรฐานบัญชีใหม่ก่อนประเมินผลกระทบและการตั้งสำรอง ยันเงินกองทุนปัจจุบันยังแข็งแกร่ง
นายปรีดี ดาวฉาย กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยถึงมาตรฐานบัญชีใหม่ (IFRS9) ที่จะมีผลบังคับใช้ในปี 2562 ว่า ขณะนี้ธนาคารยังไม่ได้ประเมินถึงผลกระทบ หรือ กฎเกณฑ์ในการตั้งสำรอง จากปัจจุบันธนาคารมีเกณฑ์ในการดำรงอัตราส่วนเงินกองทุนทั้งหมดต่อสินทรัพย์เสี่ยงอยู่ที่ 17% แบ่งเป็นเงินกองทุนชั้นที่ 1 อยู่ที่ 14% จากเป้าหมายที่ธนาคารตั้งไว้ต้องไม่ต่ำกว่า 12% ซึ่งมาตรฐานบัญชีใหม่จะมีส่วนทำให้เงินกองทุนชั้นที่ 1 ลดลง
ทั้งนี้ มาตรฐานบัญชีใหม่จะแยกจากการตั้งสำรองเอ็นพีแอลที่เพิ่มขึ้น และอีกส่วนคือ ตามมาตรฐานบัญชีใหม่ ซึ่งยังไม่ชัดเจนถึงกฎระเบียบ โดยที่ผ่านมาก็มีการหารือกับทางธนาคารแห่งประเทศไทยตลอดเวลา ทำให้ธนาคารยังไม่สามารถระบุได้ว่าการตั้งสำรองจะกระทบต่อผลการดำเนินงานหรือไม่
นายปรีดี กล่าวว่า ขณะนี้ธนาคารมีอัตราส่วนค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญต่อเงินให้สินเชื่อด้อยคุณภาพของธนาคาร (Coverage Ratio) ปัจจุบันอยู่ที่ 140% ซึ่งถือว่าแข็งแกร่ง โดยแนวโน้มหนี้ที่ มิก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ในปีนี้จะลดลง ซึ่งสิ้นปีนี้จะอยู่ที่ 3.3-3.4% จากสิ้นปี 2560 ที่คาดจะอยู่ที่ 3.3% เนื่องจากมองว่าเอ็นพีแอลได้ผ่านจุดสูงสุดไปแล้วในช่วงที่ผ่านมา
สำหรับสินเชื่อรวมปีนี้ยังมั่นใจว่าจะเป็นไปตามเป้าหมายที่ 5-7% โดยสินเชื่อรายใหญ่จะเป็นตัวนำสินเชื่อประเภทอื่นๆ เนื่องจากได้รับอานิสงส์จากการลงทุนภาครัฐ โดยเฉพาะโครงการขนาดใหญ่
"ที่ผ่านมาเป้าหมายการเติบโต สินเชื่อรวมของธนาคารที่ตั้งไว้ 4-6% ยังไม่สามารถเปิดเผยได้ว่าจะเป็นไปตามเป้าหมายหรือไม่ เนื่องจากอยู่ระหว่างปิดบัญชีงบประจำปี โดยจะแจ้งผลประกอบการไตรมาส 4/2560 ต่อตลาดหลักทรัพย์ในช่วงวันที่ 19 ม.ค.นี้" นายปรีดี กล่าว
นายปรีดี กล่าวว่า ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคต่อบริการโอนเงิน ชำระเงินผ่านระบบพร้อมเพย์ยังดีอยู่เห็นได้จากจำนวนธุรกรรมผ่านระบบในแต่ละวันเติบโตอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าจะมีเหตุขัดข้องของระบบพร้อมเพย์เมื่อวันสิ้นปี 2560 ที่ผ่านมา
ทั้งนี้ ยืนยันว่าการขัดข้องดังกล่าวไม่ได้มีปัญหาจากระบบ แต่มาจากความผิดพลาดของโปรแกรมการนับวันเวลา







