
รับรองถิ่นกำเนิดสินค้า ลดข้อจำกัดจีเอ็มเอส
nnnnnnnnnnnnเขตการค้าเสรีอาเซียนมีผลให้มูลค่าการค้าของกลุ่มจีเอ็มเอสในภูมิภาคอาเซียนขยายตัวสูงขึ้นเป็นอย่างมาก มูลค่าการส่งออกไปยังประเทศสมาชิกอาเซียนอื่นขยายตัวมากกว่า 8 เท่า นับตั้งแต่ปี 2536 เป็นต้นมา
โดย...วัชรัศมิ์ ลีละวัฒน์
เขตการค้าเสรีอาเซียนมีผลให้มูลค่าการค้าของกลุ่มจีเอ็มเอสในภูมิภาคอาเซียนขยายตัวสูงขึ้นเป็นอย่างมาก มูลค่าการส่งออกไปยังประเทศสมาชิกอาเซียนอื่นขยายตัวมากกว่า 8 เท่า นับตั้งแต่ปี 2536 เป็นต้นมา
นอกจากนี้ ยังมีการกระจายตลาดเป้าหมายส่งออกมากขึ้น แต่ก่อนสินค้าส่วนใหญ่ถูกส่งไปที่สิงคโปร์เป็นหลัก แต่ปัจจุบัน มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และตลาดจีเอ็มเอสด้วยกันเอง ก็ได้ทวีความสำคัญขึ้นเรื่อยๆ
อย่างไรก็ดี หากมองถึงการใช้ประโยชน์ของผู้ส่งออกไทยจากสิทธิพิเศษทางภาษี ยังอยู่ในเกณฑ์ที่ไม่น่าพอใจนัก สัดส่วนโดยเฉลี่ยต่ำกว่า 30% พูดง่ายๆ ก็คือ ถ้าเราส่งสินค้า 100 ชิ้น ไปอาเซียน สินค้าเพียง 30 ชิ้นเท่านั้นที่ได้รับการยกเว้นภาษีศุลกากร แต่อีก 70 ชิ้น ต้องถูกเก็บภาษีในอัตราเดียวกับประเทศที่ไม่ได้เป็นสมาชิกอาเซียน
ข้อมูลเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าประเทศในกลุ่มจีเอ็มเอสยังไม่ได้ตักตวงประโยชน์จากเขตการค้าเสรีอย่างเต็มที่ สาเหตุหนึ่งมาจากความไม่เข้าใจเกี่ยวกับกฎแหล่งกำเนิดสินค้า (Rules of Origin) และขั้นตอนการขอใบรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า (C/O) กล่าวคือสินค้าที่ผลิตเพื่อส่งออกจะต้องมีสัดส่วนมูลค่าการผลิตในอาเซียน รวมถึงมูลค่าวัตถุดิบและค่าแรงไม่น้อยกว่า 40% จึงจะสามารถส่งออกไปยังประเทศสมาชิกอาเซียนโดยได้รับการยกเว้นภาษีศุลกากรจากประเทศผู้นำเข้า
กฎแหล่งกำเนิดสินค้าเป็นกลไกป้องกันไม่ให้เกิดการสวมสิทธิ ซึ่งหมายถึงการที่ประเทศนอกกลุ่มอาเซียนส่งสินค้าผ่านมายังประเทศสมาชิกอาเซียนประเทศหนึ่งที่เก็บภาษีต่ำ แล้วส่งต่อไปยังประเทศสมาชิกอีกประเทศ เพื่อที่จะสวมสิทธิในการได้รับการยกเว้นภาษีศุลกากรและหลีกเลี่ยงการถูกเก็บภาษีในอัตราที่สูงหากส่งไปประเทศปลายทางโดยตรง
เพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่มีการสวมสิทธิ ผู้ส่งออกจะต้องมี C/O เพื่อเป็นหลักฐานแสดงว่าได้ปฏิบัติตามกฎแหล่งกำเนิดสินค้าจริง การที่จะได้ C/O ต้องใช้เวลาและมีต้นทุนเพิ่มขึ้น จึงเป็นข้อจำกัดหนึ่งต่อการใช้ประโยชน์จากสิทธิพิเศษทางภาษี ผู้ส่งออกบางรายจึงตัดสินใจที่จะไม่ขอ C/O และยอมที่จะถูกเก็บภาษีศุลกากรในอัตราเดียวกับผู้ส่งออกจากประเทศนอกอาเซียน
ฉะนั้นเครื่องมือที่จะช่วยแก้ปัญหานี้ได้อย่างดี ก็คือ การรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าด้วยตนเอง (Self-Certification) โครงการนำร่องการดำเนินการรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าด้วยตนเองของอาเซียน เป็นผลที่เป็นรูปธรรมจากการประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียนที่เมืองดานัง ในเดือน ส.ค. 2553 ซึ่งระบบนี้สามารถอำนวยความสะดวกผู้ส่งออกให้ใช้ประโยชน์จากสิทธิพิเศษทางภาษีมากขึ้น มีผลทำให้การค้าระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียนด้วยกันเองขยายตัวเร็วขึ้น
ไทยใช้ระบบนี้ตั้งแต่ปี 2555 ส่วนกัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา และเวียดนาม ได้เริ่มดำเนินการเช่นกันตั้งแต่ปี 2558 ภายใต้ระบบการรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าด้วยตนเอง ผู้ส่งออกสามารถพิมพ์หรือประทับตราลงในใบกำกับสินค้า (Invoice) ได้เลย เพื่อที่จะขอรับสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรจากประเทศผู้นำเข้า วิธีนี้จะทำให้ประหยัดเวลาและค่าใช้จ่าย ต้นทุนในการส่งออกก็จะต่ำลง ซึ่งมีผลต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศกลุ่มจีเอ็มเอสในตลาดอาเซียนด้วย
การรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าด้วยตนเองถูกออกแบบขึ้นมาโดยมีสมมติฐานที่ว่า ผู้ส่งออกจะแจ้งข้อมูลที่เป็นจริงและถูกต้อง หากมีการซุ่มตรวจแล้วพบว่าผู้ส่งออกบางรายฉวยโอกาสโดยการให้ข้อมูลถิ่นกำเนิดสินค้าที่เป็นเท็จ ในที่สุดทำให้มีการตรวจสอบบ่อยครั้งขึ้น ผู้ส่งออกรายอื่นก็จะได้รับผลกระทบตามไปด้วย ทำให้เสียเวลาและต้นทุนเหมือนเดิม
แน่นอนที่สุด ความซื่อสัตย์ของผู้ส่งออกจะเป็นปัจจัยที่ทำให้ระบบนี้ ขับเคลื่อนไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผู้ส่งออกทุกรายจะต้องรายงานข้อมูลถิ่นกำเนิดสินค้าที่ตรงตามความเป็นจริงทุกครั้ง ถ้าทำได้เช่นนี้ ระบบนี้จะเป็นกลจักรสำคัญที่ผลักดันให้การค้าภายในอาเซียนเติบโตอย่างยั่งยืนต่อไป







