
หลุมพรางการใช้เงิน
กำพล สุทธิพิเชษฐ์ & ผู้อำนวยการฝ่ายอาวุโสธนาคารกสิกรไทยปีใหม่นี้หลายคนคงอยากเริ่มต้นอะไรใหม่ๆ ในชีวิตเราก็มีไม่กี่เรื่องหรอกครับ เรื่องสุขภาพกาย เรื่องสุขภาพใจ เรื่องสุขภาพเงิน เพราะที่สุดของความสุขในมนุษย์เราก็แค่ร่างกายแข็งแรง ไม่เจ็บไม่ป่วยหนักๆ ความรักสมหวัง มีเงินใช้จ่ายไม่ติดขัดอย่างสมฐานะ
กำพล สุทธิพิเชษฐ์ & ผู้อำนวยการฝ่ายอาวุโสธนาคารกสิกรไทย
ปีใหม่นี้หลายคนคงอยากเริ่มต้นอะไรใหม่ๆ ในชีวิตเราก็มีไม่กี่เรื่องหรอกครับ เรื่องสุขภาพกาย เรื่องสุขภาพใจ เรื่องสุขภาพเงิน เพราะที่สุดของความสุขในมนุษย์เราก็แค่ร่างกายแข็งแรง ไม่เจ็บไม่ป่วยหนักๆ ความรักสมหวัง มีเงินใช้จ่ายไม่ติดขัดอย่างสมฐานะ
ผมคงพูดเฉพาะเรื่องสุขภาพทางการเงินกัน เพราะเรื่องสุขภาพกายและความรัก คอลัมน์ตลาดนัดการเงินคงไม่ตอบโจทย์ ชีวิตการเงินส่วนบุคคลก็มีแค่ 2 ส่วนใหญ่ๆ คือ การหาเงิน และการใช้เงิน การหาเงินนั้น ถ้าเป็นมนุษย์เงินเดือนตอบได้ชัดเจนมาก คือ ได้เงินเดือนเดือนละครั้ง ทุกเดือนเงินเท่ากัน 1 ปีได้ขึ้นเงินเดือน 1 ครั้ง ดังนั้นการหารายได้เพิ่มยากมาก ถ้าเป็นผู้ประกอบการก็ต้องขึ้นอยู่ที่ยอดขาย ก็ต้องไปรบราฆ่าฟันกับคู่แข่ง ต้องง้อลูกค้า ทุกอย่างต้องขึ้นอยู่กับบุคคลภายนอกทั้งนั้น
แต่การใช้จ่ายส่วนบุคคลเป็นเรื่องของตัวเราคนเดียวล้วนๆ ใช้มากใช้น้อยอยู่ที่ตัวเราเองทั้งสิ้น แล้วทำไมเราถึงเผลอใช้เงินหมดเดือนตลอด ทั้งๆ ที่เมื่อ 10 ปีที่แล้วเงินเดือนน้อยกว่านี้เยอะยังอยู่ได้เลย ก็เพราะเรามักจะตกหลุมพรางการใช้เงินดังนี้
หลอกตัวเองหรือเปล่า - อันนี้เป็นข้อแรกเลย เริ่มจากผมมีคำถามจะถามท่านผู้อ่านว่า คุณมีเงินเดือนเท่าไร ตอบในใจนะครับ เดี๋ยวเพื่อนข้างๆ ได้ยินเงินเดือนของเรา คำตอบของคุณคือเงินเดือนที่ได้ก่อนหักภาษี หรือตอบเงินเดือนที่เป็นรายได้สุทธิหลังหักภาษี หักประกันสังคม หักกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และอื่นๆ อีกมากมายแล้ว มันต่างกันเยอะนะครับ ระหว่างความคิดที่ว่าเราได้เงินเดือน เดือนละเท่าไร กับเงินได้สุทธิที่เรามีใช้จริงในแต่ละเดือน
เช่นเดียวกันการที่เราได้โบนัสหรือเงินเดือนในส่วนที่เพิ่มขึ้น ถ้าเราคิดว่าเราได้โบนัส 4 เดือน เราเอาฐานเงินเดือนคูณ 4 ในใจ แวบแรกคนเราส่วนใหญ่จะคิดทันทีว่าเงินก้อนนั้นสามารถเอาไปซื้ออะไรได้ แต่ละเดือนสามารถผ่อนอะไรเพิ่มได้อีก หรือลงทุนอะไรเพิ่มได้อีก ถ้าเราไม่พยายามคิดให้เห็นตัวเงินสุทธิที่ได้หลังหักภาษีให้ชิน เราอาจตัดสินใจผิดพลาดไป อาจไม่พอกับภาระที่เพิ่มขึ้นที่เราตัดสินใจไปก่อไว้แล้ว
มักจะลืมเงินเฟ้อ - แม้ว่าเราจะดูตัวเงินได้สุทธิที่ได้รับหลังหักค่าใช้จ่ายต่างๆ แล้วก็ตาม เราเองก็มักจะหลงไปกับตัวเงิน โดยลืมดูค่าที่แท้จริงของเงิน เช่น เราอาจจะดีใจที่ได้เงินเดือนขึ้น 8% แต่ถ้าเงินเฟ้อขึ้นเท่ากัน แสดงว่าอำนาจซื้อคงเดิม ถ้าเราหลงไปก็จะคิดว่าเงินเดือนขึ้น เดี๋ยวจะผ่อนโน่นผ่อนนี่ได้เพิ่มขึ้น ทั้งๆ ที่อำนาจซื้อของคุณไม่ได้เพิ่มเลย ดังนั้นคุณต้องคำนึงถึงค่าเงินที่แท้จริงอยู่เสมอ อย่าให้ตัวเงินมาหลอกเรา
เงินในกระเป๋ามีค่าไม่เท่ากัน - หมายถึงเงินแต่ละบาทในกระเป๋าเราเองแท้ๆ กลับมีค่าไม่เท่ากัน เพราะเราไปให้คุณค่าเงินบางบาทน้อยกว่าบางบาท เพราะจากการศึกษาพบว่าคนเรามีแนวโน้มที่จะเสี่ยงและใช้จ่ายอย่างไม่ค่อยระวังกับเงินที่เห็นว่าได้มาเปล่าๆ เช่น โบนัส เงินคืนภาษี เงินจากการถูกหวย เป็นต้น มากกว่าเงินที่ได้มาจากน้ำพักน้ำแรง โดยลืมไปว่าเงิน 1 บาท ไม่ว่ามาจากทางไหนก็มีมูลค่าเท่ากัน หรืออย่างที่เขาพูดกันว่าเงินที่ได้มาง่ายก็จะเสียไปง่าย
การที่ให้คุณค่าในใจกับเงินที่ได้มาจากแหล่งต่างๆ ไม่เท่ากัน ก็จะทำให้เราใช้จ่ายอย่างฟุ่มเฟือยกว่าเงินที่ได้มาจากการออม การตัดสินใจกับเงินที่คิดว่าได้มาเปล่าๆ แบบนี้ จึงถือว่าไม่สมเหตุสมผลทางเศรษฐศาสตร์ ดังนั้นถ้าจิตใจของท่านยังไม่ถึงขั้นเทพที่จะแยกแยะออกได้ขนาดนั้น ณ เวลาที่ได้เงินมา หรือเป็นคนที่ใช้อารมณ์ในการบริหารเงินเป็นหลัก ขอแนะนำว่าเงินที่ได้มาเปล่าๆ ควรเก็บสักพักก่อนที่จะตัดสินใจใช้ออกไปทำให้เราคิดว่าเงินนั้นเป็นเงินออมของเราจริงๆ แล้วเราจะใช้เงินนั้นอย่างมีเหตุผล
ซื้อเยอะเพราะลดราคา - การซื้อของมากแล้วมีของแถม อันนี้มีบ่อย เพราะจะคิดว่าไม่เห็นเสียหายอะไรเลยของที่ซื้อเพิ่มก็เก็บได้นาน แถมได้ของแถมอีก อันนี้ก็ถูกอารมณ์ที่ชื่อ "งก" พาไปตกหลุมพรางอีก ต้องถามตัวเองก่อนว่าของแถมได้ใช้หรือไม่ จำเป็นต้องซื้อเยอะขนาดนั้นไหม การซื้อลักษณะนี้บ่อยครั้งที่ไม่คุ้มเลย เพราะไม่ตรงกับความต้องการของเรา หรืออย่างกรณีอาหารแบบบุฟเฟ่ต์ บางครั้งเราก็ตัดสินใจพลาด เพราะทานไม่คุ้ม ผมเองเคยลองทานร้านอาหารประเภทเดียวกันแต่ไม่เป็นบุฟเฟ่ต์ กินจนอิ่มเหมือนกัน หารมาต่อหัวก็ไม่แตกต่าง แถมได้เลือกในสิ่งที่อยากกิน และคุณภาพดีกว่าด้วยซ้ำ
ใช้บัตรเครดิตผิดวัตถุประสงค์ - ใช้บัตรเครดิตเสมือนเป็นเงินสดไม่ใช่หนี้สิน ซึ่งผิด เพราะวงเงินบัตรเครดิตมันมากกว่าเงินเดือนเรา 3-5 เท่าของเงินเดือน เวลาเรารูดบัตรเราเคยคิดไหมว่าเราต้องกันเงินสดในบัญชีไว้จ่ายเท่าที่รูดไป และต้องไม่รูดเกินเงินเดือน หรือผ่อนชำระรายเดือน เราเคยกันเงินสดของเดือนถัดไปไว้เพื่อจ่ายยอดผ่อนนั้นหรือไม่ เราต้องปฏิบัติต่อวงเงินบัตรเครดิตเสมือนเป็นหนี้สิน ถ้าอยากใช้บัตรแทนเงินสดต้องบัตรเดบิตเท่านั้นครับ เพราะมันตัดเงินในบัญชีคุณเลย และคุณก็ไม่เหลือเงินสดในบัญชีให้ไปใช้จ่ายอย่างอื่น
พอจะเห็นภาพหลุมพรางการใช้เงินกันบ้างตามตัวอย่างที่ยกมาข้างต้น ก็ขอให้ทุกท่านมีสติ และกำหนดให้ทันการใช้จ่าย เพื่อที่ว่าสุขภาพทางการเงินของทุกท่านจะได้แข็งแรงตลอดปีครับ







