
คริปโตทางเลือกมาแรง หนุนเงินดิจิทัลโตต่อ
นรินรัตน์ พรหมพิทักษ์ แม้บรรดาแบงก์ชาติทั่วโลกและผู้เชี่ยวชาญในแวดวงการเงินจำนวนมากต่างออกโรงเตือนความเสี่ยงการลงทุนในเงินดิจิทัล โดยเฉพาะบิตคอยน์ที่ครองแชมป์ส่วนแบ่งตลาดสูงสุดอยู่ในขณะนี้ แต่ดีมานด์บิตคอยน์ยังไม่มีทีท่าว่าจะหยุดลง เมื่อปีที่ผ่านมาราคาบิตคอยน์พุ่งขึ้นกว่า 1,500% จนมีมูลค่าตลาดอยู่ที่ประมาณ 2.7 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 8.69 ล้านล้านบาท)
นรินรัตน์ พรหมพิทักษ์
แม้บรรดาแบงก์ชาติทั่วโลกและผู้เชี่ยวชาญในแวดวงการเงินจำนวนมากต่างออกโรงเตือนความเสี่ยงการลงทุนในเงินดิจิทัล โดยเฉพาะบิตคอยน์ที่ครองแชมป์ส่วนแบ่งตลาดสูงสุดอยู่ในขณะนี้ แต่ดีมานด์บิตคอยน์ยังไม่มีทีท่าว่าจะหยุดลง เมื่อปีที่ผ่านมาราคาบิตคอยน์พุ่งขึ้นกว่า 1,500% จนมีมูลค่าตลาดอยู่ที่ประมาณ 2.7 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 8.69 ล้านล้านบาท)
ความร้อนแรงของบิตคอยน์ส่งผลให้เกิดคาดการณ์ว่า ราคาบิตคอยน์มีแนวโน้มจะพุ่งขึ้นไปถึง 2-3 หมื่นดอลลาร์ ในปีนี้ ซึ่งราคาที่ทะยานอย่างต่อเนื่องส่งผลให้หลายฝ่ายเริ่มคาดการณ์ว่า ราคาบิตคอยน์จะร่วงลงอย่างหนักภายในปี 2018 นี้ ขณะที่บางส่วนมองว่า ในกรณีที่เลวร้ายที่สุดฟองสบู่บิตคอยน์เสี่ยงจะระเบิดออกในที่สุด
อย่างไรก็ดี แม้หากเกิดฟองสบู่บิตคอยน์ระเบิดจริง แต่ตลาดเงินดิจิทัลจะยังคงไม่ถึงจุดจบโดยง่าย ในทางตรงข้าม การแตกของฟองสบู่ บิตคอยน์อาจเป็นเรื่องดีที่ทำให้ภาพลักษณ์ของเงินดิจิทัลในฐานะ "สินทรัพย์เพื่อเก็งกำไร" เบาบางลง และทำให้ผู้คนหันมาสนใจ "ความเป็นเงิน" ของเงินคริปโต หมายความว่า เงินคริปโตทางเลือกอื่นๆ หรือ Alternative coin (Alt-coin) จะผงาดขึ้นมาแทนที่บิตคอยน์นั่นเอง
ทั้งนี้ การปรับตัวขึ้นของ Alt-coin ต่างๆ ไม่ใช่เรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้น เพียงแต่ช่วงที่ผ่านมาเงินคริปโตทางเลือก ดังกล่าวได้รับอานิสงส์จากบิตคอยน์ ที่ปรับตัวขึ้น เนื่องจากการพุ่งทะยานของบิตคอยน์ทำให้นักลงทุนบางส่วนที่พลาดตกรถบิตคอยน์ไปก่อนหน้านี้ ต่างต้องการมองหาเงินดิจิทัลอื่นๆ ที่ราคาถูกกว่ามาไว้สำหรับเก็งกำไรด้วยเช่นกัน รวมถึง โดชคอยน์ (Dogecoin) ที่ผู้สร้างชื่อ แจ็คสัน พัลเมอร์ เปิดเผยว่า ทดลองสร้างขึ้นมาเล่นๆ โดยตั้งชื่อตาม โดช สุนัขชิบะ มีม (Meme) อันโด่งดังบนอินเทอร์เน็ตเมื่อปี 2013 เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาโดชคอยน์ ปรับขึ้นมาถึง 800% จากต้นเดือน ธ.ค. 2017 จนไปมีมูลค่าตลาดกว่า 2,000 ล้านดอลลาร์ (ราว 6.4 หมื่นล้านบาท)
อย่างไรก็ดี ไม่ใช่ Alt-coin ทุกตัวจากจำนวนกว่า 1,300 ตัว จะมีอนาคตสดใสหลังยุคบิตคอยน์เริ่มเสื่อมความนิยม โดยเงินคริปโตที่เข้าข่ายรุ่งโรจน์นั้นคงจะต้องเป็นมากกว่าแค่สินทรัพย์สำหรับการเทรดเพียงอย่างเดียว ซึ่งสามารถนำไปใช้ช่วยทำธุรกรรมการเงินต่างๆ ได้จริง
แนวโน้มดังกล่าวเห็นได้ชัดจาก บรรดาเงินคริปโตที่ปรับตัวแข็งแกร่ง ต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น อีเธอเรียม ริปเพิล หรือทรอน และสเตลลาร์ ซึ่งเงินคริปโตสองตัวหลังโดดเด่นขึ้นมาเมื่อไม่นานนี้
สำหรับ "อีเธอเรียม" นั้น แม้จะ โดนริปเพิลดึงความสนใจไปบ้างเมื่อ ไม่นานนี้ จนเสียตำแหน่งเงินคริปโตมูลค่ามากสุดอันดับ 2 ไป แล้วหล่นไปอยู่ที่ 3 แต่อีเธอเรียมเองก็ปรับขึ้นจนไปทุบสถิติใหม่ที่ 1,000 ดอลลาร์/ อีเธอเรียม เมื่อวันที่ 4 ม.ค.ที่ผ่านมา ขณะที่มูลค่าตลาดของอีเธอเรียมอยู่ที่ประมาณ 1.1 แสนล้านดอลลาร์ (ราว 3.5 ล้านล้านบาท)
อีเธอเรียมมีความแตกต่างจากเงินคริปโตอื่นๆ โดยจุดมุ่งหมายของการสร้างอีเธอเรียมเป็นไปในเชิงสนับสนุนการทำธุรกรรมในรูปแบบการสร้าง เครือข่ายเงินดิจิทัล มากกว่าจะนำไปใช้ทำธุรกรรมแบบตรงไปตรงมา
"บิตคอยน์นั้นเป็นเหมือนโปรแกรมแรกที่สร้างขึ้นบนเทคโนโลยีบล็อกเชน ส่วนอีเธอ (อีเธอเรียม) จะสามารถเป็นเงินที่ควบคุมสั่งการได้มากกว่า เรามองว่าอีเธอเรียมเป็นเชื้อเพลิงคริปโตสำหรับโปรแกรมต่างๆ เหล่านั้นบนโลกคอมพิวเตอร์" โจเซฟ ลูบิน ผู้ร่วม ก่อตั้งอีเธอเรียม กล่าว
สิ่งที่ทำให้อีเธอเรียมได้รับความสนใจขึ้นมาอย่างมากก่อนหน้านั้นคือระบบบล็อกเชนเบื้องหลังอีเธอเรียม ที่รองรับสัญญาอัจฉริยะ (Smart Contract) โดยสัญญาอัจฉริยะเป็นโค้ดโปรแกรมที่เขียนขึ้นโดยมีรูปแบบเดียวกับสัญญาธุรกิจ เพื่อช่วยในการแลกเปลี่ยนเงิน สินทรัพย์ หรือหุ้น เมื่อ นำโค้ดสัญญาอัจฉริยะไปฝังไว้ในระบบบล็อกเชนจะทำให้การทำธุรกรรมต่างๆ เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ปลอดภัย ตรวจสอบได้ และไม่ต้องผ่านคนกลาง
ซีเอ็นบีซี รายงานว่า องค์กรใหญ่หลายรายกำลังแสวงหาทางทำระบบบล็อกเชนของอีเธอเรียมไปประยุกต์ใช้ โดยมีการจัดตั้งกลุ่มความร่วมมือชื่อ "เอนเตอร์ไพร้ซ์ อีเธอเรียม อะลิอันซ์" ซึ่งมีสมาชิกเกือบ 90 แห่ง รวมถึงไมโครซอฟท์และธนาคารเจพี มอร์แกน
ขณะที่ "ริปเพิล" ซึ่งได้รับความสนใจอย่างท่วมท้นเมื่อช่วงก่อนสิ้นปี 2017 จนมีมูลค่าตลาดประมาณ 1.2 แสนล้านดอลลาร์ (ราว 3.8 ล้านล้านบาท) ก่อตั้งขึ้นโดยมีจุดประสงค์ในการเป็นทางเลือกสำหรับการรับชำระเงินข้ามประเทศให้กับสถาบันการเงินรายใหญ่ๆ โดยเฉพาะ ขณะนี้ยังมีความล่าช้าอย่างมาก โดยซีเอ็นบีซีรายงานว่า แบงก์ ต้องใช้เวลาราว 2-3 วันในการดำเนินธุรกรรมชำระเงินข้ามประเทศมูลค่าสูง
ด้วยเหตุนี้ ริปเพิลจึงตั้งใจให้เงิน คริปโตของบริษัทมาแก้ไขปัญหาความล่าช้าดังกล่าว โดยให้เป็นสะพานเชื่อมกับเงินกระดาษ (Fiat Money) ในการทำธุรกรรมออนไลน์ที่สะดวกรวดเร็วและไม่ต้องจ่ายคำธรรมเนียมเพิ่ม โดยบริษัทเปิดเผยกับซีเอ็นบีซีว่า การทำธุรกรรมการเงินด้วยเงินคริปโตของ ริปเพิลใช้เวลาเพียง 4 วินาทีเท่านั้น เร็วกว่าเงินคริปโตอื่นๆ ในขณะนี้
ขณะที่ปัจจัยส่งผลให้ริปเพิลปรับตัวขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง คือ การที่ริปเพิลเริ่มดำเนินการทดลองใช้ระบบรับชำระเงินดังกล่าวกับสถาบันการเงินรายใหญ่ๆ กว่า 100 แห่ง เช่น อเมริกัน เอ็กซ์เพรส และธนาคารซานตันเดร์ในสเปน นอกจากนี้ริปเพิลยังได้แรงหนุนจากการที่เอสบีไอ โฮลดิ้งส์ พันธมิตรในญี่ปุ่นของริปเพิลประกาศตั้งกลุ่มความร่วมมือขึ้นกับบริษัทบัตรเครดิตหลายแห่ง ในญี่ปุ่นเพื่อพัฒนาการใช้ระบบ บล็อกเชนเมื่อปลายปี 2017 ที่ผ่านมา
นอกจากอีเธอเรียมและริปเพิลแล้ว เงินคริปโตอีก 2 ตัว ที่มีจุดมุ่งหมายใช้สนับสนุนธุรกรรมการเงินก็เริ่มฉายแสงขึ้นมามากขึ้น โดยสเตลลาร์ (Stellar) ซึ่งเป็นพันธมิตรกับไอบีเอ็มในการพัฒนาระบบชำระเงินข้ามแดน พุ่งขึ้นมา 131% ในช่วงสัปดาห์ก่อนหน้านี้ ครองส่วนแบ่งตลาดอันดับ 8 ขณะที่ทรอน (Tron) ที่ตั้งใจสร้างแพลตฟอร์มบล็อกเชนสำหรับทำเงินจากธุรกิจบันเทิงบนโลกดิจิทัล ปรับขึ้นมาราว 500% ในช่วงดังกล่าว จนมีสัดส่วนตลาดเงินคริปโตที่อันดับ 10 ในขณะนี้
ในอนาคตข้างหน้านี้ เงินคริปโต จึงคาดว่าจะมีการเติบโตต่อเนื่อง โดยเฉพาะเงินคริปโตที่สามารถช่วยทำธุรกรรมการเงินออนไลน์ ท่ามกลางโลกที่ใกล้เข้าสู่ยุคเศรษฐกิจดิจิทัลมากขึ้นทุกที n







