
ค่าแรงขยับ... เอสเอ็มอีอ่วม
ชีวรัตน์ กิจนภาธนพงศ์รัฐบาลเอาใจแรงงาน ประกาศให้ของขวัญขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 15 บาททั่วประเทศ ภายในวันที่ 15 ม.ค.นี้ หลังจากที่ไม่ได้มีการประกาศขึ้นค่าแรงขั้นต่ำมาตั้งแต่ปี 2557 หรือ 3 ปีมาแล้ว ที่ค่าแรงขั้นต่ำแช่แข็งอยู่ที่ 300บาท/วัน เสียงเรียกร้องกลุ่มแรงงานมาต่อเนื่องขอขึ้นราคาค่าแรงงานขั้นต่ำเป็น 360 บาททั่วประเทศ
ชีวรัตน์ กิจนภาธนพงศ์
รัฐบาลเอาใจแรงงาน ประกาศให้ของขวัญขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 15 บาททั่วประเทศ ภายในวันที่ 15 ม.ค.นี้ หลังจากที่ไม่ได้มีการประกาศขึ้นค่าแรงขั้นต่ำมาตั้งแต่ปี 2557 หรือ 3 ปีมาแล้ว ที่ค่าแรงขั้นต่ำแช่แข็งอยู่ที่ 300บาท/วัน เสียงเรียกร้องกลุ่มแรงงานมาต่อเนื่องขอขึ้นราคาค่าแรงงานขั้นต่ำเป็น 360 บาททั่วประเทศ
ล่าสุด พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รมว.แรงงาน ได้สั่งการให้คณะกรรมการพิจารณาค่าแรงขั้นต่ำจากสามฝ่าย (ไตรภาคี) เรียกประชุมบอร์ดชุดใหญ่ไตรภาคีที่มีปลัดกระทรวงแรงงานเป็นประธาน เพื่อมาหารือและมีมติปรับขึ้นค่าแรง ขั้นต่ำภายในไม่เกินวันที่ 15 ม.ค. โดยค่าแรงปรับใหม่จะมีผลทันทีสิ้นเดือน ม.ค.นี้
โดยอ้างว่าเป็นไปตามคำสั่งการของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ต้องการให้ปรับค่าแรงขั้นต่ำเป็นของขวัญปีใหม่แก่ผู้ใช้แรงงานทั่วประเทศ แต่อัตราขึ้นเท่าใดนั้น ในที่ประชุมไตรภาคีจะพิจารณาจากหลายปัจจัยมาประกอบ เช่น ความเป็นอยู่ของแรงงาน ค่าครองชีพ การได้รับการดูแลเป็นอย่างไร เมื่อขึ้นแล้วผู้ประกอบการยังมีกำไรและมีศักยภาพในการลงทุนแข่งขัน รวมถึงค่าแรงของประเทศ เพื่อนบ้าน
การขึ้นค่าแรงงานขั้นต่ำมีทั้งผู้ได้ประโยชน์และเสียประโยชน์ ในแง่คนทำงานแรงงานก็ย่อมที่จะดีใจได้ค่าจ้างเพิ่มขึ้น ซึ่งหากค่าแรงงานขั้นต่ำจากวันละ 300 บาท ปรับเพิ่มเป็น 315 บาท หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 5%
เมื่อดูความเป็นจริงค่าครองชีพถีบตัวสูงขึ้นกว่านั้น ยกตัวอย่างค่าก๋วยเตี๋ยวหรือข้าวราดแกงจากเดิมที่เคยขายจานละ 30 บาท ทุกวันนี้ราคาก็ปรับเป็น 40 บาท หรือเพิ่มขึ้นกว่า 33% นั่นหมายความทุกวันนี้ค่าครองชีพและราคาสินค้าแพงวิ่งแซงหน้าไปก่อนแล้ว
ในมุมมองตัวแทนแรงงาน ชาลี ลอยสูง รองประธานคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย กล่าวว่า หากมีการปรับขึ้นค่าแรงอีก 15 บาท ถือว่าอยู่ในอัตราที่รับได้ แต่ต้องเท่ากันทั้งประเทศ เพราะหากไม่เท่ากันจะเกิดความเหลื่อมล้ำ ซึ่งการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำทั่วประเทศจะทำให้ประชาชนมีรายได้มากขึ้น ทำให้ไม่ต้องหลั่งไหลเข้ามาทำงานในกรุงเทพมหานคร และจะทำให้เกิดการใช้จ่ายภายในจังหวัด รวมถึงเศรษฐกิจก็จะเติบโตทั้งระบบ
มุมของนายจ้างต่างก็กุมขมับ ค่าแรงที่เพิ่มขึ้นนั่นหมายความว่าต้นทุนเพิ่ม โดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบการเอสเอ็มอีจะได้รับผลกระทบมากกว่าผู้ประกอบการรายใหญ่ เนื่องจาก ผู้ประกอบการรายใหญ่นั้นส่วนใหญ่จะมีการจ่ายค่าจ้างแรงงานที่เกินกว่าค่าแรงงานขั้นต่ำ 315 บาทแล้ว
ในที่สุดกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ที่ประกอบด้วย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย ได้เดินทางมา ยื่นหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เพื่อเรียกร้องให้พิจารณาแนวทางปรับอัตราค่าจ้างแรงงานของประเทศไทยปี 2561 เนื่องจากกระแสข่าวของกระทรวงแรงงานปรับอัตราค่าจ้างขึ้น 2-15 บาท สร้างความสับสนให้กับผู้ประกอบการ เป็นอย่างมาก
ทั้งนี้ กกร.แสงความไม่เห็นด้วยที่จะกำหนดอัตราเดียวกันทั่วประเทศ เนื่องจากสภาพข้อเท็จจริงแต่ละจังหวัดแตกต่างกัน ควรมอบอำนาจ "คณะอนุกรรมการค่าจ้างจังหวัด" พิจารณากำหนดอัตราค่าจ้างตามข้อเท็จจริงของจังหวัดนั้นๆ เช่น สภาพเศรษฐกิจสังคม รายได้ประชาชาติต่อหัว สภาพจำนวนการจ้างงาน ประเภทขนาดธุรกิจ
พร้อมทั้งได้เสนอแนวทางว่าควรปรับค่าแรงงานให้สอดคล้องตามนโยบายของกระทรวงแรงงาน ตามกฎหมายพัฒนาส่งเสริมฝีมือแรงงาน ที่มีการกำหนดอัตราค่าจ้าง 67 สาขา เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาที่เกิดจากอัตราค่าจ้างทั่วประเทศเหมือนในอดีตที่ผ่านมา อีกทั้งยังมีการส่งเสริมผู้ประกอบการให้นำนวัตกรรมมายกระดับธุรกิจตามนโยบายไทยแลนด์ 4.0
สิ่งสำคัญที่ภาคเอกชนกังวลการ ปรับค่าแรงจะกระทบกับกลุ่มผู้ประกอบการเอสเอ็มอีและภาคการเกษตร โดยข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ปี 2560 มีการจ้างงาน 37.72 ล้านคน แบ่งเป็นงานภาคเกษตร 12.05 ล้านคน ภาคการผลิต 14.79 ล้านคน และภาคบริการและการค้า 10.88 ล้านคน
ภาคผลิตและบริการรวมกว่า 25.67 ล้านคน เมื่อมาพิจารณาร่วมกับผลการสำรวจสำมะโนธุรกิจและอุตสาหกรรม ปี 2560 และข้อมูลการจัดตั้งธุรกิจของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า พบว่าจำนวนการจ้างงานข้างต้นมีส่วนของการจ้างงาน 11.7 ล้านคน โดยมีผู้ประกอบการเอสเอ็มอี 1 ล้านรายรวมอยู่ด้วย ซึ่งกลุ่มนี้ไม่สามารถปรับตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพ เมื่อได้รับผลกระทบจากต้นทุนที่สูงขึ้นได้เมื่อเปรียบเทียบกับผู้ประกอบการรายใหญ่
อีกทั้งผลกระทบกับภาคเกษตรอีกกว่า 12.5 ล้านคน ที่มิได้รับประโยชน์จากการปรับค่าแรงโดยตรง และอาจได้รับ ผลกระทบจากต้นทุนที่ปรับตัวสูงขึ้น เป็นประเด็นที่รัฐบาลต้องพิจารณาในการปรับอัตราค่าจ้างครั้งนี้ ให้กระทบกับทุกภาคส่วนน้อยที่สุด
แม้ว่าสภาพเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันเพิ่งฟื้นตัวดีขึ้น แต่ยังมีความผันผวน เช่น ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้น ความผันผวนราคาน้ำมัน การปรับค่าจ้างที่สูงเกินไป อาจเป็นปัจจัยกระทบกับสภาพเศรษฐกิจและความสนใจในการลงทุนของประเทศไทยในสายตาของนักลงทุนต่างประเทศ
กลินท์ สารสิน ประธาน คณะกรรมการร่วมสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย (กกร.) กล่าวว่า กกร.เห็นพ้องกันว่า ควรมีการปรับค่าจ้างแรงงานประจำปีในประเทศไทย แต่ต้องไม่เท่ากันทั้งประเทศ และไม่สูงเกินไป รวมทั้งปรับขึ้นค่าแรง ความเป็นไปตามความสามารถฝีมือแรงงาน ประสบการณ์ และทักษะของแรงงาน โดยยึดหลักในการปรับค่าแรงงานประจำปีที่เป็นมาตรฐานสากล เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง
ด้าน เจน นำชัยศิริ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวถึงผลกระทบจากการปรับขึ้นค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำว่า ส.อ.ท.ไม่เห็นด้วยกับการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเท่ากัน ทั่วประเทศ เนื่องจากแต่ละพื้นที่มี ค่าครองชีพแตกต่างกัน ส่วนจะปรับขึ้นเท่าไร ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของ คณะกรรมการไตรภาคี ถ้าหากปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำวันละ 15 บาท จะส่ง ผลกระทบต่อเอสเอ็มอีที่มีข้อจำกัด ในความสามารถที่จะจ่ายค่าแรงได้ แต่ผู้ที่ได้รับประโยชน์จากการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำส่วนใหญ่ไม่ใช่คนไทย แต่เป็นแรงงานต่างด้าว
อีกมุมหนึ่งแม้ว่าการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ ทำให้มีกำลังซื้อมากขึ้น ส่งผลให้ภาคการบริโภคขยายตัวเพิ่มขึ้น และทำให้คุณภาพชีวิตของผู้ใช้แรงงานดีขึ้น ลดปัญหาคนยากจนในเมืองใหญ่
สิ่งที่สำคัญที่สุดหากร่วมกันช่วยผลักดันให้ประเทศไทยก้าวเข้าสู่แรงงานไทยที่มีทักษะสูง (Skill Labor) พัฒนาฝีมือแรงงาน เพื่อสร้างสังคมการ ทำงานแห่งปัญญา คือ ใช้ความรู้ ความสามารถ และสติปัญญาในการทำงานที่มูลค่าสูง และยกระดับแรงงานเพื่อรองรับไทยแลนด์ 4.0 ต่อไปก็ ไม่จำเป็นจะต้องมาถกเถียงเรื่อง ค่าแรงงานขั้นต่ำกันอีกต่อไป







