
ร้องรัฐค้านนำเข้าหมูสหรัฐ ชี้ทำลายอุตสาหกรรมทั้งระบบ
สภาเกษตรกรฯ ยื่นหนังสือ "บิ๊กตู่” ค้านนำเข้าเนื้อหมูที่มีสารเร่งเนื้อแดงจากสหรัฐ หลังผลสำรวจไม่เห็นด้วยทั้งหมด
สภาเกษตรกรฯ ยื่นหนังสือ "บิ๊กตู่” ค้านนำเข้าเนื้อหมูที่มีสารเร่งเนื้อแดงจากสหรัฐ หลังผลสำรวจไม่เห็นด้วยทั้งหมด
รายงานข่าวจากกระทรวงพาณิชย์ แจ้งว่า เมื่อเร็วๆ นี้ สภาเกษตรกรแห่งชาติได้ทำหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และนายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พาณิชย์ เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลพิจารณาทบทวนการนำเข้าเนื้อหมูและเครื่องในที่ใช้สารเร่งเนื้อแดงจากสหรัฐ เพื่อไม่ให้กระทบต่ออุตสาหกรรมทั้งระบบ หลังจากสภาเกษตรกรแห่งชาติได้สำรวจความคิดเห็นสมาชิกทั่วประเทศ พบว่าจะทำให้อุตสาหกรรมของไทยได้รับความเสียหายอย่างมาก หากรัฐบาลจะนำเข้าจริง
ทั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์ ได้มอบหมายให้กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงสาธารณสุข ร่วมกันพิจารณาหาทางออก โดยไม่ให้เกิดความเสียหายกับทุกฝ่ายตามหลักการ เหตุผล ความจำเป็น ความสัมพันธ์ และกติกาการค้าระหว่างประเทศ
รมว.พาณิชย์ กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญและเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ดังนั้นต้องหารือร่วมกับหลายกระทรวงที่เกี่ยวข้อง เพื่อดูผลกระทบในภาพรวมทั้งหมดให้รอบด้าน คาดว่าจะได้ข้อสรุปภายในเดือน ม.ค.นี้ ว่าจะดำเนินการอย่างไร
ด้าน น.ส.ชุติมา บุณยประภัศร รมช.พาณิชย์ กล่าวว่า การนำเข้าเนื้อหมูและชิ้นส่วนจากสหรัฐ ไทยคงต้องเจรจาด้วยเหตุด้วยผล เพราะการใช้สารเร่งเนื้อแดง แม้โครงการมาตรฐานอาหารระหว่างประเทศ (โคเด็กซ์) อนุญาตให้ใช้ โดยให้ตกค้างในเนื้อสัตว์ได้ในปริมาณเล็กน้อย แต่ไทยมีกฎหมายห้ามใช้และห้ามพบการตกค้างในอาหาร เนื้อสัตว์ที่ขายในประเทศโดยเด็ดขาด เพราะมีผลพิสูจน์ว่าเป็นอันตรายต่อผู้บริโภค ซึ่งภาคส่วนต่างๆ ไม่ต้องการให้นำเข้า ดังนั้นรัฐต้องมีการพิจารณาเพื่อความรอบคอบมากที่สุด
“ถ้าสังคมไม่ยอมรับ รัฐบาลคงต้องรับฟัง และต้องคำนึงถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นด้วย แต่ถ้าสหรัฐจะอ้างว่าโคเด็กซ์ยอมให้ใช้ และยอมให้ตกค้างในเนื้อสัตว์ได้ ก็คงต้องคุยกันด้วยเหตุด้วยผล” น.ส.ชุติมา กล่าว
รายงานข่าวแจ้งว่า การสำรวจความคิดเห็นของสภาเกษตรกรแห่งชาตินั้น มีเกษตรกรร่วมแสดงความเห็น 67 จังหวัด จากกลุ่มเป้าหมาย 77 จังหวัด คิดเป็น 87.01% โดยผู้แสดงความเห็นทั้ง 100% ไม่เห็นด้วยกับการนำเข้า เพราะจะมีผลกระทบต่ออุตสาหกรรมการเลี้ยงหมูทั้งระบบของไทย ทำให้อาชีพการเลี้ยงหมูล่มสลาย เพราะต้นทุนการเลี้ยงของไทยสูงกว่าของต่างประเทศ ซึ่งมีผลกดดันให้ราคาเนื้อหมูในประเทศตกต่ำ กระทบต่อผู้เลี้ยงหมู และเกิดภาระหนี้สินตามมา
นอกจากนี้ ยังกระทบต่อราคาพืชผลทางการเกษตรอื่นที่ใช้เป็นวัตถุดิบอาหารสัตว์ ทั้งข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน และทำให้ผู้ปลูกพืชเหล่านี้เดือดร้อนตามไปด้วยที่สำคัญการบริโภคสารเร่งเนื้อแดงที่ไทยห้ามใช้อย่างเด็ดขาดนั้น ยังอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพของผู้บริโภค ทำให้รัฐเสียค่าใช้จ่ายในการรักษาจำนวนมาก ขณะเดียวกันภาครัฐรณรงค์ให้คนไทยบริโภคอาหารปลอดภัย จึงไม่สมควรอย่างยิ่งที่จะเปิดนำเข้าเนื้อหมูและชิ้นส่วนที่มีสารเร่งเนื้อแดง
อย่างไรก็ตาม การสำรวจความเห็นเกษตรกรมีคำแนะนำให้รัฐบาลควรส่งเสริม สนับสนุนให้ผู้เลี้ยงหมูในประเทศพัฒนาปรับปรุงการเลี้ยงให้ดีขึ้น เพื่อให้ได้เนื้อหมูและชิ้นส่วนมีคุณภาพดีขึ้นและหากรัฐบาลต้องการช่วยเหลือเกษตรกรรายย่อยจริง ควรมีนโยบายงดการนำเข้าข้าวสาลี และกากข้าวโพด เพราะการนำเข้าในปริมาณมากทำให้ผู้ผลิตอาหารสัตว์ไม่ซื้อ หรือซื้อวัตถุดิบอาหารสัตว์ในประเทศน้อยลง และมีผลทำให้ราคาตกต่ำจนกระทบต่อเกษตรกร
รายงานข่าวแจ้งว่า หน่วยงานต่างๆ กำลังพิจารณาการนำเข้า ซึ่งส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วย โดยกระทรวงเกษตรฯ และกระทรวงสาธารณสุข มีกฎหมายห้ามใช้สารเร่งเนื้อแดงในการเลี้ยง และห้ามพบสารเร่งเนื้อแดงตกค้างในเนื้อสัตว์ในประเทศโดยเด็ดขาด เพราะผิดกฎหมาย แม้โคเด็กซ์ กำหนดให้มีปริมาณการตกค้างในเนื้อสัตว์ได้เล็กน้อยก็ตาม แต่หากสหรัฐต้องการให้ไทยนำเข้าจริง ต้องนำเข้าจากฟาร์มที่ไม่ใช้สารเร่งเนื้อแดงเลยและที่ผ่านมาสหรัฐอ้างว่ามีบางฟาร์มที่ไม่ใช้สารเร่งเนื้อแดง ซึ่งหากมีจริง ก่อนการนำเข้าไทยต้องเดินทางไปตรวจสอบฟาร์มก่อน เพื่อให้แน่ใจว่าไม่ใช้สารเร่งเนื้อแดงจริงๆ เมื่อมั่นใจแล้วก็อาจอนุญาตให้นำเข้าได้







